Search Result 563 Found

  • Filters
 
1
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 เรื่อง การวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลางสำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 โรงเรียนพาณิชยการเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : วรรณนิกา บุญประเสริฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน และเพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียน ต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 เรื่องการวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลาง โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 โรงเรียนพณิชยการเชียงราย จำนวน 47 คน ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วย (1) แบบประเมิน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 (2) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งได้รับการประเมิน โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ในด้านขั้นนำเข้าสู่บทเรียน การนำเสนอเนื้อหา รูปแบบการนำเสนอเนื้อหา ปฏิสัมพันธ์และการให้ผลป้อนกลับ กิจกรรมและการประเมินผล โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 3.68, S = 0.40) (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.8532 มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และ (4) แบบสอบถามเกี่ยวกับเจตคติของนักเรียนต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 เรื่องการวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลาง โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 ที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักเรียนมีเจตคติต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมากที่สุดคือ ผู้เรียนมีอิสระในการคิดและตัดสินใจมากยิ่งขึ้นเมื่อเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน รองลงมาอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ไม่รู้สึกอายเมื่อ ตอบคำถามผิด มีความสนุกสนานกับการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และสามารถฝึกทักษะ และทบทวนเนื้อหาได้หลาย ๆ รอบเมื่อต้องการเรียน โดยภาพรวมมีเจตคติอยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1front.pdf ( 0.20 MB)
2ch1.pdf ( 0.11 MB)
3ch2.pdf ( 0.45 MB)
4ch3.pdf ( 0.22 MB)
5ch4.pdf ( 0.11 MB)
6ch5.pdf ( 0.11 MB)
7app1.pdf ( 0.03 MB)
8app2.pdf ( 0.07 MB)
9app3.pdf ( 0.27 MB)
10app4.pdf ( 0.07 MB)
11app5.pdf ( 2.00 MB)
12app6.pdf ( 2.61 MB)
13app7.pdf ( 2.39 MB)
14app8.pdf ( 2.36 MB)
15app9.pdf ( 0.27 MB)
2
สภาพความพร้อมในการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : พระครูวิมลศิลปกิจ (เรืองฤทธิ์ แก้วเปียง)
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1front.pdf ( 0.15 MB)
2bib.pdf ( 0.15 MB)
3app.pdf ( 0.18 MB)
41.PDF ( 0.11 MB)
52.PDF ( 0.20 MB)
63.PDF ( 0.06 MB)
74.PDF ( 0.20 MB)
85.PDF ( 0.12 MB)
3
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การคูณสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยนธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1 อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : พรสวาท ดวงสนิท
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการคูณ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องการคูณโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคูณที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1 อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จำนวน 26 คน ใช้เวลาเรียน 15 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการคูณ จำนวน 14 ชุด แบบทดสอบหลังเรียน 14 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยเป็นผู้สอนเอง โดยนำแบบทดสอบก่อนเรียนเรื่องการคูณ จำนวน 30 ข้อ ให้นักเรียนสอบ ก่อนเรียน ดำเนินการสอนตามแผนการสอนในแต่ละแผนให้นักเรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะ การคูณ และทำแบบทดสอบหลังเรียนแบบฝึกเสริมทักษะการคูณในแต่ละชุด เมื่อสิ้นสุดการดำเนินการทดลองครบ 14 ชุด จึงทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณ จำนวน 30 ข้อ อีกครั้งหนึ่ง และนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกเสริมทักษะการคูณมีประสิทธิภาพ 82.28/85.22 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการทดสอบหลังเรียนนักเรียนได้คะแนนสูงกว่าร้อยละ 60 ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่โรงเรียนกำหนดไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1front.pdf ( 0.08 MB)
2ch1-5.pdf ( 0.40 MB)
3bib.pdf ( 0.09 MB)
4app.pdf ( 0.34 MB)
4
การใช้ชุดการสอนนิทานเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยไคร้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3
The Utilization of Fable-Based Instructional Management on Thai Subject to Enhance Prathomsuksa 3 Students? Reading Comprehension Development in Ban Huai Krai shool, Chiang Rai Educational Services Area Office 3.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : เยาวลักษณ์ สาระโน
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างชุดการสอนที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการอ่านจับใจความของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยไคร้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดการสอนจำนวน 5 ชุด แผนการเรียนรู้จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 20 ข้อ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยไคร้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 60 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลากมา 2 ห้องเรียน จากทั้งหมด 3 ห้องเรียน กลุ่มทดลองได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุม ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 30 คน ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) กลุ่มทดลองสอนโดยใช้ชุดการสอนนิทาน กลุ่มควบคุมสอนตามแผนการเรียนรู้ของกรมวิชาการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการแสดงความคิดเห็นต่อการเรียนภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนนิทานเป็นสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 84.72/91.03 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ความคิดเห็นต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abs-thai.pdf ( 0.12 MB)
2Abstract.pdf ( 0.10 MB)
3ack.pdf ( 0.11 MB)
4content.pdf ( 0.13 MB)
5ch1.pdf ( 0.18 MB)
6ch2.pdf ( 0.51 MB)
7ch3.pdf ( 0.20 MB)
8ch4.pdf ( 0.16 MB)
9ch5.pdf ( 0.15 MB)
10bib.pdf ( 0.21 MB)
11app1.pdf ( 0.11 MB)
12app2.pdf ( 0.20 MB)
13app2.1.pdf ( 0.82 MB)
14app2.2.pdf ( 1.32 MB)
15app2.3.pdf ( 4.23 MB)
16app2.4.pdf ( 0.13 MB)
17app3.pdf ( 0.20 MB)
18app4.pdf ( 0.12 MB)
19bio.pdf ( 0.11 MB)
5
การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านหัวดอย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : กำพล สินันตา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านหัวดอย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 1 ประชากร ได้แก่ ครูโรงเรียนบ้านหัวดอย จำนวน 18 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปกครอง จำนวน 216 คน รวมทั้งสิ้น 234 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มี 2 ฉบับ ใช้สอบถามครูและผู้ปกครอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความถี่ นำเสนอผลการวิเคราะห์โดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า 1. ครูที่รับผิดชอบมีเจตคติที่ดีต่อการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียน โดยมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุเลือกยุทธวิธีและวางแผนที่เหมาะสม ครูมีความรับผิดชอบ มีความรู้และมีประสบการณ์ในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียน 2.ผู้ปกครองมีความเต็มใจต่อการมีส่วนร่วม มีเจตคติที่ดีต่อการเสริมสร้างวินัยให้แก่ นักเรียน และพร้อมจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียน 3.แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง คือ ผู้ปกครองควรช่วยดูแลพฤติกรรมเกี่ยวกับวินัยของนักเรียนในขณะที่อยู่บ้าน และประสานงานกับครูอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อครูจะได้ทราบข้อมูลต่าง ๆ ของนักเรียนและหาทางเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนร่วมกัน 4. แนวทางการมีส่วนร่วมของครู คือ ครูควรจัดสภาพโรงเรียน อาคารสถานที่ และที่สำคัญคือตัวครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนักเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1front.pdf ( 0.09 MB)
2ch1.pdf ( 0.07 MB)
3ch2.pdf ( 0.42 MB)
4ch3.pdf ( 0.08 MB)
5ch4.pdf ( 0.10 MB)
6ch5.pdf ( 0.09 MB)
7bib.pdf ( 0.10 MB)
8app1-2.pdf ( 0.06 MB)
9app3.pdf ( 0.08 MB)
6
การใช้วิธีสอนแบบสตอรี่ไลน์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการฟัง-พูด ภาษาอังกฤษของนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต วิชาเอกภาษาอังกฤษ (หลักสูตร 5 ปี) ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : กฤติยา อริยา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเพื่อศึกษาพฤติกรรมในระหว่างเรียน โดยใช้วิธีสอนแบบสตอรี่ไลน์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต วิชาเอกภาษาอังกฤษ (หลักสูตร 5 ปี) ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ภาคเรียนที่ 1/2547 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบสตอรี่ไลน์ แบบทดสอบความรู้ความสามารถการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ และแบบสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบสตอรี่ไลน์โดยเฉลี่ย คะแนนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่ระดับนัยสำคัญ .01 และพฤติกรรมการเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบสตอรี่ไลน์เพื่อส่งเสริมการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ มีค่าเฉลี่ยคะแนนระดับพฤติกรรมการฟัง-พูดอยู่ในระดับมาก ผลการศึกษาพฤติกรรมระหว่างเรียนจากการบันทึกภาพวิดีโอ พบว่า ผู้เรียนมีความกล้าแสดงออก มีความเชื่อมั่น ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ฯลฯ อยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องตามจุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ในเรื่องของการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1krittiya.pdf ( 2.11 MB)
7
ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษที่ได้รับการสอนแก้ปัญหาแบบ IDEAL ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพานพิเศษพิทยา อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ยุดาพรรณ์ ธาดาเสถียร
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ ที่ได้รับการสอนแก้ปัญหาแบบ IDEAL กลุ่มประชากรที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพานพิเศษพิทยา อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษอ่าน -เขียน (อ 022) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแก้ปัญหาแบบ IDEAL แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านและแบบทดสอบวัดการเขียนย่อเรื่อง กลุ่มประชากรทำแบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านและแบบทดสอบวัดการเขียนย่อเรื่องก่อนทำการทดลอง ต่อจากนั้นผู้วิจัยทำการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแก้ปัญหาแบบ IDEAL โดยใช้เวลาทั้งหมด 8 สัปดาห์ๆ ละ 2 คาบ คาบละ 50 นาที แล้วทำการวัดความเข้าใจในการอ่านและการเขียนย่อเรื่องหลังการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนวัดความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการสอนแก้ปัญหาแบบ IDEAL สูงกว่าคะแนนก่อนการทดลอง 2. คะแนนการเขียนสรุปย่อเรื่องภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการสอนแก้ปัญหาแบบ IDEAL สูงกว่าคะแนนก่อนการทดลอง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1front.pdf ( 0.08 MB)
2ch1.pdf ( 0.11 MB)
3ch2.pdf ( 0.21 MB)
4ch3.pdf ( 0.14 MB)
5ch4.pdf ( 0.07 MB)
6ch5.pdf ( 0.12 MB)
7bib.pdf ( 0.08 MB)
8app.pdf ( 0.20 MB)
8
แนวทางการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1
On-Going Strategies for Small-sized Schools' Academic Administration in the Office of Phayao Educational Services Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ธวัชชัย สิงห์จันทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.03 MB)
2Abs.pdf ( 0.10 MB)
3Ack.pdf ( 0.02 MB)
4Contents.pdf ( 0.05 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
6Chapter 2.pdf ( 2.83 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.17 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.40 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.53 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.22 MB)
11Appendix.pdf ( 0.23 MB)
12Biography.pdf ( 0.02 MB)
9
สภาพขวัญและกำลังใจของครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1 และช่วงชั้นที่ 2 อำเภอพาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2
The State of Teachers' Morale in Basic Education Institutions of the First and Second Key Stages under the Office of Educational Service Area Chaing Rai Region 3, Phan District
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : บุญค้ำ ศรีแก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.03 MB)
2Abs.pdf ( 0.09 MB)
3Ack.pdf ( 0.02 MB)
4Contents.pdf ( 0.05 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.17 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.63 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.05 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.30 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.19 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
11Appendix.pdf ( 0.16 MB)
12Biography.pdf ( 0.02 MB)
10
การพัฒนาวินัยในตนเองของนักเรียนโรงเรียนบ้านจะคือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 1
The Development of the Students' Self-Discipline in Ban Ja Keu School under the Office of Educational Services Area, Chiang Rai Region 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : เฉลิมวุฒิ ชื่นตา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาวินัยในตนเอง ระดับของพฤติกรรมการมีวินัยในตนเองของนักเรียน และแนวทางในการพัฒนาวินัยในตนเองของนักเรียนโรงเรียนบ้านจะคือ ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมการมีวินัยในตนเองของนักเรียน โรงเรียนบ้านจะคือ ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในภาพรวมมีความสำคัญต่อการส่งเสริมการมีวินัยในตนเองของนักเรียนในระดับมาก ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการมีวินัยในตนเองของนักเรียน โรงเรียนบ้านจะคือ ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในภาพรวมเป็นอุปสรรคต่อการมีวินัยในตนเองของนักเรียนในระดับมาก นักเรียนโรงเรียนบ้านจะคือมีพฤติกรรมการมีวินัยในตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณรายด้าน พบว่า พฤติกรรมการมีวินัยในตนเองด้านความรับผิดชอบ ด้านความซื่อสัตย์และด้านการตรงต่อเวลามีพฤติกรรมการมีวินัยในตนเองในระดับมาก และด้านความเชื่อมมั่นในตนเอง ด้านการมีเหตุผลและด้านความสามารถในการควบคุมตนเองมีพฤติกรรมการมีวินัยในตนเองในระดับปานกลาง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.06 MB)
2abs.pdf ( 0.29 MB)
3ack.pdf ( 0.09 MB)
4content.pdf ( 0.24 MB)
5ch1.pdf ( 0.84 MB)
6ch2.pdf ( 2.51 MB)
7ch3.pdf ( 0.48 MB)
8ch4.pdf ( 1.54 MB)
9ch5.pdf ( 0.99 MB)
10bib.pdf ( 0.43 MB)
11app.pdf ( 2.38 MB)
12bio.pdf ( 0.07 MB)
11
ภาวะผู้นำของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ตามทรรศนะของครูโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 1
Leadership of Department Heads as Viewed by Samakkhiwitthayakom School Teachers under Office of Educational Service Area 1, Chiang Rai Region
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : บุญเรือง อูปเฮียง
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ศึกษาภาวะผู้นำของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ตามทรรศนะของครูโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 1 ใน 6 ด้าน ได้แก่ ภาวะผู้นำด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการบริหารงานบุคลากร และด้านการบริหารงบประมาณและพัสดุ และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูผู้ปฏิบัติการสอนทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จำนวน 140 คน ประจำปีการศึกษา 2549 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบ แบบมาตราส่วนประมาณค่า และแบบปลายเปิด นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้มีภาวะผู้นำอยู่ในระดับปฏิบัติ "มาก" ทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนการสอน ภาวะผู้นำด้านการบริหารงานบุคลากร ภาวะผู้นำด้านการบริหารงบประมาณและพัสดุ ภาวะผู้นำด้านมนุษยสัมพันธ์ ภาวะผู้นำด้านบุคลิกภาพ และภาวะผู้นำด้านวิชาการ ตามลำดับ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาคมควรได้รับการพัฒนาภาวะผู้นำทั้ง 6 ด้าน โดยเรียงตามลำดับดังนี้ ภาวะผู้นำด้านวิชาการ ภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนการสอน ภาวะผู้นำด้านการบริหารงานบุคลากร ภาวะผู้นำด้านมนุษยสัมพันธ์ ภาวะผู้นำด้านบุคลิกภาพและภาวะผู้นำด้านการบริหารงบประมาณและพัสดุ สำหรับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำที่ต้องการมากที่สุด คือ ภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนการสอนโดยการฝึกอบรม ปฐมนิเทศ สัมมนา และศึกษาดูงาน รวมถึงการปรับปรุงเสริมสร้างภาวะผู้นำโดยการพัฒนาข้อบกพร่องหรือข้อด้อยต่างๆ ให้ดีและสมบูรณ์จึงจะทำไห้การบริหารงานในกลุ่มสาระการเรียนรู้เกิดศักยภาพสูงสุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.12 MB)
2abs-thai.pdf ( 0.12 MB)
3Abstract.pdf ( 0.09 MB)
4content.pdf ( 0.13 MB)
5ch1.pdf ( 0.16 MB)
6ch2.1.pdf ( 0.38 MB)
7ch2.2.pdf ( 0.13 MB)
8ch3.pdf ( 0.16 MB)
9ch4.1.pdf ( 0.25 MB)
10ch4.2.pdf ( 0.12 MB)
11ch4.3.pdf ( 0.16 MB)
12ch5.pdf ( 0.20 MB)
13bib.pdf ( 0.19 MB)
14app.pdf ( 0.24 MB)
15bio.pdf ( 0.12 MB)
12
ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : พวงเพชร พฤติกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนการสอนการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 โดยการใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นโดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นชั้น โรงเรียนขนาดใหญ่ คือ โรงเรียนแม่ใจวิทยาคม ห้อง 4/2 จำนวน 45 คน โรงเรียนขนาดกลาง คือ โรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคม ห้อง 4/4 จำนวน 45 คน และโรงเรียนขนาดเล็ก คือ โรงเรียนชุมชนบ้านแม่ใส จำนวน 22 คน รวม 112 คน และครูผู้สอนประจำห้องเรียนกลุ่มตัวอย่างห้องละ 1 คน รวม 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่มีต่อการเรียนการสอนการเขียนภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 อยู่ในระดับพอใช้ ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนต่างขนาดกัน มีความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษไม่แตกต่างกัน ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่มีต่อการเรียนการสอนการเขียนภาษาอังกฤษเห็นว่า ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเป็นทักษะสำคัญเพราะเป็นพื้นฐานในการเรียนระดับสูง ในด้านปัญหาการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียน ปัญหาการสอนเขียนของครู ปัจจัยที่ส่งเสริมให้นักเรียนเขียนดีขึ้น และแนวทางการพัฒนานักเรียนให้เขียนดีขึ้น ครูมีความเห็นตรงกันเรื่อง คำศัพท์ ไวยากรณ์ และเวลาเรียน นอกจากนี้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษยังเห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้นักเรียนเขียนได้ดีเกิดจากตัวนักเรียนที่รักการเรียนภาษาอังกฤษ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน รักการอ่าน ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างหลากหลายและการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองจะมีส่วนช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนเขียนภาษาอังกฤษได้ดี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Puangphet.pdf ( 1.36 MB)
13
การใช้กิจกรรมสื่อสารร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถทางการฟัง-พูด ภาษาอังกฤษและทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : วีรวัลย์ โพธิ์หนองใฮ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ศึกษาความสามารถทางการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ใช้กิจกรรมสื่อสารร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือและเพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของนักเรียนก่อนและหลังใช้กิจกรรมสื่อสารร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 จำนวน 16 คน โรงเรียนบ้านรวมใจ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนที่เน้นกิจกรรมสื่อสารและการเรียนรู้แบบร่วมมือ จำนวน 9 แผน โดยได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในด้านความถูกต้อง ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการสอนโดยใช้กิจกรรมสื่อสารร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ แผนการสอนที่ 1 ถึงแผนการสอนที่ 9 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 70/76.87, 70.62/87.5, 70.62/91.87, 70.62/80.00, 71.25/78.75, 70.62/85.62, 70.63/80.00, 70.63/80.63, 72.50/80.00 ตามลำดับซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ที่ตั้งไว้ (ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด) คะแนนจากการทดสอบความสามารถทางการฟัง-พูดภาษาอังกฤษก่อนเรียนอยู่ในระดับต่ำ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 37.81 และคะแนนหลังเรียนอยู่ในระดับดีโดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 71.87 ผลสัมฤทธิ์ความสามารถทางการฟัง-พูดภาษาอังกฤษสูงขึ้น นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมสื่อสารร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือมีทักษะทางสังคมสูงขึ้น ในด้านความมีระเบียบวินัย สามัคคี ความรับผิดชอบต่อตนเองและกลุ่ม มีความเชื่อมั่นในตนเองและกล้าแสดงออกในการสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Weerawan.pdf ( 2.53 MB)
14
พฤติกรรมการสอนภาษาอังกฤษของครูเจ้าของภาษา : กรณีศึกษา โรงเรียนบ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : โสพิน ไชยะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ศึกษาพฤติกรรมการสอนภาษาอังกฤษของครูเจ้าของภาษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียน เก็บข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การบันทึกวีดิทัศน์และการสัมภาษณ์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษเจ้าของภาษา นักเรียนและครูผู้สอนชาวไทย นำข้อมลมาจัดหมวดหมู่และจำแนกตามแนวพฤติกรรมภาษา พฤติกรรมท่าทางและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จัดกลุ่มประโยคหรือข้อความที่เกิดขึ้นซ้ำ วิเคราะห์ภาษาและอภิปรายผลโดยเรียงตามพฤติกรรมหลักที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมภาษาของครูผู้สอนเจ้าของภาษามีทั้งหมด 10 รูปแบบดังนี้ การทักทายตามวัฒนธรรม การแนะนำบทเรียน การดึงความสนใจของนักเรียน การทบทวนเนื้อหา การอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ การฝึกทักษะและตรวจสอบความเข้าใจ การถามนักเรียนเพื่อฝึกทักษะ การแก้ไขข้อผิดพลาด การเสริมแรงและการปลอบใจ การกล่าวขอบคุณและกล่าวอำลา รูปแบบพฤติกรรมท่าทางที่เกิดขึ้นมีทั้งหมด 3 รูปแบบ ดังนี้ การใช้สัญลักษณ์มือ การยักไหล่ และการเคลื่อนไหวศีรษะ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์มีทั้งหมด 5 รูปแบบหลักที่ปรากฏขึ้นบ่อย ดังนี้ การยืนยัน การจัดการห้องเรียน การแสดงความคิดเห็น การแสดงความรู้ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Sophin.pdf ( 2.28 MB)
15
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนของการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ TGT เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
Mattayomsuksa 1 Students' TGT-based Mathematical Learning Achievements and Long Term Learning Perception on Fractions in Watsridongyen Community School, Chiangmai Education at Services Area Office 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : อารีรัตน์ ศิริ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์ และศึกษาความคงทนของการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ TGT เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 45 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนชุมชนวัดศรีดงเย็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 20 คน มีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ ทำการทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วน จำนวน 30 ข้อ ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ TGT เรื่อง เศษส่วน จนครบ 9 แผนการจัดการเรียนรู้ จึงทำการทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วนชุดเดียวกัน และให้นักเรียนตอบแบบวัดเจตคติของนักเรียน ต่อการเรียนคณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ TGT หลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วนชุดเดิมเพื่อวัดความคงทนของการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ TGT เรื่อง เศษส่วน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.14 MB)
2abs.pdf ( 0.83 MB)
3ack.pdf ( 0.25 MB)
4content.pdf ( 0.78 MB)
5ch1.pdf ( 2.52 MB)
6ch2.pdf ( 10.53 MB)
7ch3.pdf ( 2.89 MB)
8ch4.pdf ( 1.88 MB)
9ch5.pdf ( 2.02 MB)
10bib.pdf ( 1.72 MB)
11app.pdf ( 42.11 MB)
12bio.pdf ( 0.16 MB)

Search within results