Search Result 283 Found

  • Filters
 
1
การสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
Writing Skill Diagnostic Test a Construction of Thai Language for Prathomsuksa 6 Students under Phetchabun Educational Service Area Office 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : บัวเรียว เมิดจันทึก
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาคุณภาพแบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อค้นหาสาเหตุความบกพร่องของนักเรียนในการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 จังหวัดเพชรบูรณ์ มีจำนวน 447 คน โดยทำการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบวินิจฉัยมีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่และร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า ได้แบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำภาษาไทย จำนวน 6 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 แบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำที่มีอักษรควบกล้ำ ฉบับที่ 2 แบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงและไม่ตรงตามมาตรา ฉบับที่ 3 แบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำที่ใช้ รร (ร หัน) ฉบับที่ 4 แบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำที่ประวิสรรชนีย์และไม่ประวิสรรชนีย์ ฉบับที่ 5 แบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำที่มีเครื่องหมายทัณฑฆาต และฉบับที่ 6 แบบทดสอบวินิจฉัยการเขียนสะกดคำที่ไม่ออกเสียงพยัญชนะ และสระ ส่วนคุณภาพของแบบทดสอบพบว่า ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ปรากฏว่าข้อสอบแต่ละข้อในจุดประสงค์เดียวกันสามารถวัดจุดประสงค์เดียวกันจริง ส่วนค่าความยากง่ายของข้อสอบ มีค่าตั้งแต่ 0.34 ? 0.80 ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ มีค่าตั้งแต่ 0.21 ? 0.78 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งหกฉบับ ได้ค่าความเชื่อมั่นเรียงลำดับ ดังนี้ 0.780 0.654 0.749 0.735 0.658 และ 0.854 ด้านการค้นหาสาเหตุความบกพร่องของนักเรียนในการเขียนสะกดคำภาษาไทย พบว่า มีสาเหตุความบกพร่อง ดังนี้ ออกเสียงผิด ไม่รู้หลักภาษาไทย ใช้แนวเทียบผิด ไม่ทราบความหมายของคำ และจำรูปคำผิด The purpose of this research were to develop and find the quality of a diagnostic test of Thai writing skill in language and to investigate the causes for the mistakes in spelling Thai words for Prathomsuksa 6 students. The sample was applied by stratified Two-stage Random sampling of 447 of Prthomsuksa 6 students under Phetchabun Educational Service Area Office 1. Diagnostic Test is multiple 4 choice. The data analyze by frequency and percentage. The study showed that the diagnostic test consisted of 6 subtest : 1) the diagnostic test spelling words with diphthong 2) the diagnostic test spelling word that had final straight sonant and askew follow the section 3) the diagnostic test spelling words by ?รร? 4) the diagnostic test spelling words with and without vowel ?- ะ? 5) the diagnostic test spelling words with a silence mark 6) the diagnostic test spelling words at doesn?t pronounce the consonant and vowel. The content validity of the test revealed that each item was able to measure the same objective. The difficulty of each item was able to measure the same objective. The difficulty of each item ranged from 0.34 to 0.80 and the discrimination index ranged from 0.21 to 0.78, the reliabilities of the six subtests areas were 0.780, 0.654, 0.735, 0.658 and respectively.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.24 MB)
2chapter1.pdf ( 0.24 MB)
3chapter2.pdf ( 0.39 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.42 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.26 MB)
6chapter3.pdf ( 0.35 MB)
7chapter3-1.pdf ( 0.24 MB)
8chapter4.pdf ( 0.25 MB)
9chapter5.pdf ( 0.25 MB)
10quote.pdf ( 0.21 MB)
11supplement.pdf ( 0.29 MB)
12supplement1.pdf ( 0.31 MB)
13supplement1-1.pdf ( 0.34 MB)
14supplement1-2.pdf ( 0.46 MB)
15supplement1-3.pdf ( 0.42 MB)
16supplement1-4.pdf ( 0.42 MB)
17supplement1-5.pdf ( 0.40 MB)
18supplement1-6.pdf ( 0.30 MB)
19supplement1-7.pdf ( 0.31 MB)
2
การศึกษาสภาพการบริหารจัดการตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธ ของโรงเรียนบ้านนางั่ว (เจริญวิทยาคาร) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
The Study of an Educational Administration Management on the Buddhist Approach of Ban Na ? ngua (Charoenvithayakarn ) School. Phetchabun Educational Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ปรารถนา อ่ำศรีเวียง
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการศึกษาสภาพการบริหารจัดการตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธโรงเรียนบ้านนางั่ว (เจริญวิทยาคาร) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 2) เพื่อพัฒนาวิธีการบริหารจัดการ ตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธ ของโรงเรียนบ้านนางั่ว (เจริญวิทยาคาร) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอนโรงเรียนบ้านนางั่ว (เจริญวิทยาคาร) ปีการศึกษา 2549 จำนวน 10 คน และนักเรียนในช่วงชั้นที่ 3 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 15คน ผู้บริหาร จำนวน 2 คน เลือกแบบเจาะจงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ด้านเนื้อหา จำนวน 5 ด้าน คือ 1) ด้านการบริหารจัดการโรงเรียนวิถีพุทธ 2) ด้านการจัดการวิถีพุทธสู่การเรียนรู้ 3) ด้านกิจกรรมเสนอแนะและพัฒนา 4) ด้านการพัฒนาบุคลากรและคุณลักษณะบุคลากรโรงเรียนวิถีพุทธ 5) ด้านการเกื้อกูลสัมพันธ์โรงเรียนวิถีพุทธ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ การสนทนากลุ่ม วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาสภาพการบริหารจัดการตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธโรงเรียนบ้านนางั่ว (เจริญวิทยาคาร) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ๆด้ดำเนินการตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธ ของกระทรวงศึกษาธิการได้จัดครบ 5 ด้าน 1. ด้านการบริหารการจัดการได้เตรียมการศึกษาจากเอกสารต่างๆ และปรึกษาพระสงฆ์ที่มีความรู้ ความสามารถได้ตรียมความพร้อมเข้าร่วมโครงการ จัดเตรียม บุคลากร นักเรียน หลักสูตรสถานศึกษา กิจกรรมการเรียนการสอนมีการสำรวจสภาพของโรงเรียนน่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ ประชุมวางแผน จัดทำแผนการดำเนินงานตามโครงการ/กิจกรรม มีการนิเทศ ติดตามผลการดำเนินงาน 2. ด้านการจัดวิถีพุทธการเรียนรู้ ปรับหลักสูตรโรงเรียนวิถีพุทธให้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา จัดหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการทุกกลุ่มสาระ ตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และเน้นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จัดหาวิทยากร สื่อ และแหล่งการเรียนรู้ของโรงเรียนให้สอดคล้องกับแผนการเรียนรู้ มีการวัดผลและประเมินผลตามความจริง ครอบคลุมทั้งศีล สมาธิ ปัญญา 3. ด้านกิจกรรมเสนอแนะและพัฒนา โรงเรียนได้จัดกิจกรรมตามแนววิถีพุทธ กิจกรรมประจำสัปดาห์ ประจำปี และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเน้นให้นักเรียนปฏิบัติจริง ในเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา และการปฏิบัติธรรม รวมทั้งจัดบรรยากาศให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม 4. ด้านการพัฒนาบุคลากรและคุณลักษณะบุคลากรโรงเรียนวิถีพุทธ ได้ให้บุคลากรเข้ารับการอบรม การฝึกปฏิบัติ พัฒนาตนเองเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน 5. ด้านการเกื้อกูลสัมพันธ์โรงเรียนวิถีพุทธและชุมชนนั้นโรงเรียนได้ร่วมมือกันกับวัดและชุมชน เป็นกัลยาณมิตรต่อกันจัดกิจกรรมร่วมกันเนื่องในวันสำคัญต่างๆ The purposes of this research were : 1) to study the status of problems and requirement relating to the administration management in line with the Buddhist Approach of Ban Na-nqua (Charoenvithayakam) School, under the Phetchabun Educational Area Office 1. The population used for this research were 10 teachers of Ban Na-ngua (Charoenvithayakarn) School, in the 2006 academic year and 15 students from the 3rd grade of Ban Na-naua (Charoenvithayakarn) School in the 2006 academic year and 15 students? guardians, was selected the specific requirments in terms of 5 reseraching contents as follows : 1) The administration management of the Buddhist Methods School 2) The management of the Buddhist Methods School to the knowledment area 3) The proposal of acticities and development structures 4) Personnel qualifications and development in the Buddhist Methods School 5) The support in relation with the Buddhist Methods School. Tool to be used for gathering data was the focus group discussion guideline. The searching data were from the focus group discussion details by using an analytic induction process. The results were as following The study of an educational administration management in line with the Buddhist Methods School at Ban Na-nqua (Charoenvithayakarn) Schook, under the Phetchabun Educational Area Office 1, was conducted in accordance with the principles of the Buddhist Methods School, the Minishy of Education, as follows : 1) In the administration management concerns, various documentations were prepared as well as closely consulting with the well-educated monks who were ready to participate in the project. To prepare for personnel, students and teaching-learning materials. To make a survey of school condition and set up the suitable visions. To establish a committee overseeing working plans. To conduct the meeting for planning, supervising and following up work 2) The arrangement for the Buddhist Methods school to the know lodgment area were to set up into the knowledgeable curriculum and innovations to suit all contents, adjusting the curriculum to its completeness as well as innovating it to fit in the ?Tri-sikha? principles by emphasizing on the required qualities. 3) In the proposal of activities and development. The school had arranged, weekly and year and yearly, regular activities and other relating activities to comply with the Buddhist Methods school principles which students were able to really practice Buddhist rules, meditation, wisdom and all aspects of Dhamma 4) for the qualification and development of personnel in the Buddhist Methods School, they had been trained and practiced to be good samples for school students had cooperated very well with the temple in arranging activities on major occasions throughout the year in friendly manners.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.30 MB)
2chapter1.pdf ( 0.31 MB)
3chapter2.pdf ( 0.54 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.48 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.50 MB)
6chapter2-3.pdf ( 0.49 MB)
7chapter2-4.pdf ( 0.55 MB)
8chapter3.pdf ( 0.20 MB)
9chapter4.pdf ( 0.46 MB)
10chapter4-1.pdf ( 0.49 MB)
11chapter5.pdf ( 0.51 MB)
12quote.pdf ( 0.19 MB)
13supplement.pdf ( 0.24 MB)
14supplement1.pdf ( 0.31 MB)
3
การสร้างแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบสำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
Construction of Scale on Desirable Characteristics of Responsibility for the Second Level Students at Phetchabun Education at Service Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : ศศิธร วีราวุธ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแบบวัดคุณสมบัติอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบสำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และ 2) เพื่อสร้างเกณฑ์ปกติใช้กับแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 จำนวน 848 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านความรับผิดชอบ จำนวน 50 ข้อ เพื่อหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าอำนาจจำแนกโยการทกสอบค่าที (t-test) ค่าความเชื่อมั่นโดย alpha coefficient ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง โดยวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (confirmatory Factor Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สร้างขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.61 ? 1.00 ค่าทีของการทดสอบค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 5.46 ? 21.21 ความเชื่อมั่นของแบบวัดรายด้านอยู่ระหว่าง 0.72 ? 0.95 และทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบระหว่าง 0.46 ? 0.94, x2 ระหว่าง 0.70 ? 65.58, P-vale ระหว่าง 0.59 ? 0.71 ซึ่งไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ R2 ระหว่าง 0.22 ? 0.88 GFI ระหว่าง 0.99 ? 1.00, AGFI ระหว่าง 0.97 ? 1.00, SRMR = 0.01 RMSEA = 0.00, x2/df ระหว่าง 0.35 ? 0.95 แสดงว่าแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของกองวิจัยทางการศึกษา 2) คะแนนเกณฑ์ปกติของแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนในช่วงชั้นที่ 2 มีค่าที ปกติ อยู่ระหว่าง T21 ? T79 แบ่งตามระดับชั้นได้ ดังนี้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าที ปกติ ระหว่าง T22 ถึง T73 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าที ปกติระหว่าง T22 ถึง T79 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าที ปกติ ระหว่าง T22 ถึง T79 The purposes of the research were to 1) construct desirable characteristics test on responsibility for the second level students, and 2) set up norms. The samples were randomized from 848 students in the academic year 2008 in Phetchabun education at service office area 1, obtained through the multi-stage random sampling technique. The instrument used in this research was desirable characteristics test ob responsibility which totally 50 items. The data were analyzed by discrimination of each individual item using t ? test, reliability using alpha coefficient, construct validity using confirmatory factor analysis. The result was found that : 1. Concurrent validity construct desirable characteristics test on responsibility gained index of concordance were between 0.6 ? 1.00. The item discrimination of desirable characteristics test were between 5.46 ? 21.21, the reliabilities value were 0.72 ? 0.95 and whole test were at 0.97, the construct validities, the beta weight ranged were between 0.46-0.94, x2 were between 0.70 ? 65.58, P-value were between 0.59 ? 0.71 not significant, R2 were between 0.22 ? 0.88, GFI were between 0.99 ? 1.00, AGFI were between 0.97 ? 1.00, SRMR were 0.01, x2/df were between 0.35 ? 0.95. It illustrated that this desirable characteristics of responsibility gained concordant construction as to department of researches education. 2. The norm for the desirable characteristics test for the second level students were between T21 ? T79; between T22 ? T73 in prathomsuksa 4, between T22 ? T79 in prathomsuksa 5 and between T22 ? T79 in prathomsuksa 6.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.31 MB)
2chapter1.pdf ( 0.28 MB)
3chapter2.pdf ( 0.51 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.55 MB)
5chapter3.pdf ( 0.37 MB)
6chapter4.pdf ( 0.33 MB)
7chapter4-1.pdf ( 0.24 MB)
8chapter5.pdf ( 0.25 MB)
9quote.pdf ( 0.19 MB)
10supplement.pdf ( 0.28 MB)
11supplement1.pdf ( 0.30 MB)
12supplement1-1.pdf ( 0.32 MB)
13supplement1-2.pdf ( 0.27 MB)
14supplement1-3.pdf ( 0.35 MB)
4
การศึกษาสภาพการบริหารการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
A Study of the State the Internal Education Supervision Management the School of Phetchabun Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : พวงเพชร พิมเตย
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 177 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามการบริหารการนิเทศภายใน โรงเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างข้น เป็นแบบมาตรฐานส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 34 ข้อ รวม 4 ด้าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 โดยภาพรวม พบว่า มีสภาพการบริหารการนิเทศภายใน อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงจากค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาน้อย ได้แก่ การวางแผนการนิเทศภายใน ( = 3.86) สภาพปัจจุบันและความต้องการ ( = 3.85) การประเมินผลการนิเทศภายใน ( = 3.72) การปฏิบัติการนิเทศภายใน ( = 3.69) 2. แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 เรียงตามความถี่สูงสุดไปหาน้อย ประกอบด้วย 1. จัดการประชุมเพื่อศึกษาสภาพการบริหารการนิเทศภายใน 2. การแต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศภายใน 3. มีการนิเทศภายในร่วมกันระหว่างผู้บริหารและครูผู้สอน 4. จัดทำปฏิทินการดำเนินการนิเทศภายใน 5. ประเมินความพึงพอใจของผู้รับการนิเทศภายใน 6. กำหนดรูปแบบการนิเทศ เครื่องมือการนิเทศอย่างชัดเจน The purposes of this research was to study the state , condition involving in the internal schools supervision management of Phetchabun Educational Service Area Office 1. The Subjects were 177 administrators. The research instrument was a rating scale questionnaire sent by post. The data analyzed with percentage , means and standard deviation.The results were as follows : 1. The overall state is internal education supervision management of the Schools Phetchabun Educational Service Area Office 1 , Was of high level. The areas organizing From the higher to lower level were shower as following : 1. The planning of internal school education supervision management. ( = 3.86) 2. The current state and needs. ( = 3.85) 3. The evaluation school internal education supervision ( = 3.72) 4. The practice of internal school education supervision ( = 3.69) 2. The Suggest as for school internal supervision of the Schools Phetchabun Educational Service Area Office 1 , ranged by the most to the last frequency as the Following : 1. Organizing a Saminar to learn the state of Internal Education Supervision Management 2. Appointing Internal Education Supervision committee. 3. Co ? performing Internal Education Supervision among teaching and administrators. 4. Setting the school of Internal Education Supervision. 5. Evaluating satisfaction of the Supervisees and designing. 6. A Suitable Model and tools of Internal Education Supervision.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.19 MB)
2chapter1.pdf ( 0.19 MB)
3chapter2.pdf ( 0.38 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.35 MB)
5chapter3.pdf ( 0.13 MB)
6chapter4.pdf ( 0.20 MB)
7chapter5.pdf ( 0.22 MB)
8quote.pdf ( 0.20 MB)
9supplement.pdf ( 0.17 MB)
5
สภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1
The Status of Personnel Administration of School in Phichit Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : วรายุทธ สุวรรณา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 และเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 196 คน จำแนกเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 119 คน ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 57 คน และผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการบริหาร งานบุคคลของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ F (F - test) สรุปผลการวิจัย 1. สภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 โดยภาพรวม พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ยกเว้นด้านการลาออกจากราชการ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย 1.1 ด้านการวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง โดยภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ ยกเว้นวิเคราะห์ธุรกิจและประเมินสภาพความต้องการกำลังคนกับภารกิจของโรงเรียนมีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย 1.2 ด้านการสรรหาและการบรรจุแต่งตั้ง โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ ยกเว้นการรักษาราชการแทนได้แต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และดำเนินการสรรหาเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย 1.3 ด้านการส่งเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ โดยภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ ยกเว้นสนับสนุนบุคลากรเข้ารับการอบรม สัมมนา ศึกษาดูงานมีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย 1.4 ด้านวินัยและการรักษาวินัย โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับ ปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ 1.5 ด้านการลาออกจากราชการ โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย ยกเว้นประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรด้วยความเป็นธรรม และแนะนำตักเตือนหรือลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดระเบียบวินัยด้วยความเป็นธรรม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการปฏิบัติการหรืองานบุคคลของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 ค่านัยสำคัญที่คำนวณได้มีค่าน้อยกว่า 0.05 ดังนั้น และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยใช้วิธีการของ Sheffe พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กมีสภาพการปฏิบัติการบริหารงานบุคคลมีความแตกต่างกับโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่ The objectives of this research were 1) to study the state of personnel administration of the schools in Phichit Educational Service Area Office 1 2) to compare the state of personnel administration of difference school sizes in Phichit Educational Service Area Office 1. The population was 196 directors, from of 110 small size schools, 57 medium size schools, and 29 large size schools. The research instrument was rating scale questionnaire about state of personnel administration of the schools in Phichit Educational Service Area Office 1 with reliability of 0.88. , which analyzed by means of mean, and standard deviation, and F ? test. The results findings are as follows : 1. The state of personnel administration of the schools in Phichit Educational Service Area Office 1, as a whole, is at the medium level, and when considering in each dimension found that all fall at a medium level except on retirement, which is at low level. 1.1 On personnel planning and specific position : as a whole is at a medium level, and when considering each item found that all fall at a medium level except on task analysis, personnel need evaluation and school task falling at a low leval. 1.2 On search for and appointment : as a whole, is at a medium level : When considering each item found that all fall at a medium level except acting for and legally appointed which are at a high level, while searching for appointment to be a teacher and educational are at a low level. 1.3 Efficiency support : as a whole, is at a medium level, when and considering each item found all fall at a medium level except supporting personnel going to training, seminar, field trip which is at a low level. 1.4 Discipline and keeping discipline : as a whole, is a medium level, and when considering each item found that all fall at a medium level. 1.5 Retirement : as a whole, is at a low level, and when considering each item found that the majority is at a low level except on impartial evaluation which is at a medium level. 2. The state of personnel administration of the different sizes schools in Phichit Educational Service Area Office 1 are significantly different at 0.05, When comparing in pairs by means of Sheffe method found that the small size schools are significantly different from the medium and large size schools.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.24 MB)
2chapter1.pdf ( 0.15 MB)
3chapter2.pdf ( 0.40 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.41 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.22 MB)
6chapter3.pdf ( 0.11 MB)
7chapter4.pdf ( 0.22 MB)
8chapter5.pdf ( 0.19 MB)
9quote.pdf ( 0.15 MB)
10supplement.pdf ( 0.23 MB)
11supplement1.pdf ( 0.24 MB)
6
ปัจจัยที่ส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
Facilitating Factors and Restraining Factors towards Efficiency on Academic Administration in Small Primary School under The Jurisdiction of Phetchabun Educational Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : สมนึก มุธิตา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูวิชาการและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 จำนวน 270 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่ส่งเสริมต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ที่ควรให้ความสนใจในแต่ละด้านดังนี้ 1.1 ด้านผู้บริหาร ได้แก่ ด้านความทุ่มเทและความเสียสละในการทำงาน ด้านความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจในการบริหารงาน และด้านความรับผิดชอบในการทำงาน 1.2 ด้านครูผู้สอน ได้แก่ ด้านความเอื้ออาทร เข้าใจและเอาใจใส่นักเรียนทุกคน ด้านการครองตนในเรื่องความประพฤติและบุคลิกภาพ และด้านทัศนคติที่มีต่อวิชาชีพครู 1.3 ด้านหลักสูตร ได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมค่านิยมที่ดีงามและวัฒนธรรม ประเพณีไทย ด้านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาในการประเมินผลการใช้หลักสูตร ดานความเหมาะสมของหลักสูตรที่บูรณาการการเรียนรู้ระดับชาติและระดับท้องถิ่น 1.4 ด้านงบประมาณ ได้แก่ ด้านการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานวิชาการกับการใช้งบประมาณของโรงเรียน ด้านความคุ้มค่าและประหยัดงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานด้านวิชาการของโรงเรียน และด้านการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายในการวางแผนการใช้งบประมาณของโรงเรียน 1.5 ด้านอาคารสถานที่ ได้แก่ สภาพแวดล้อมและบรรยากาศของอาคารสถานที่เอื้อต่อการดำเนินงานด้านวิชาการ 1.6 ด้านชุมชน ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนให้กับโรงเรียน และการให้ความรัก เอาใจใส่ในการอบรมสั่งสอนบุตรหลานของผู้ปกครอง 2. ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ที่ควรให้ความสนใจในแต่ละด้าน ดังนี้ 2.1 ด้านผู้บริหาร ได้แก่ การครองตนด้านคุณธรรม จริยธรรม การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง และความมีวินัยในการใช้เงิน 2.2 ด้านครูผู้สอน ไดแก่ ความสามารถในการพัฒนาหลักสูตร จัดทำแผนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ความรับผิดชอบ การอุทิศตนให้กับการพัฒนาการเรียนการสอน และการนำผลการประเมินมาปรับปรุงการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ 2.3 ด้านหลักสูตร ได้แก่ มีการนำสาระการเรียนรู้ไปใช้อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ถูกต้อง สภาพของสื่อธรรมชาติ (พืช สัตว์ สิ่งของ และอื่น ๆ) ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการจัดระบบการบันทึก การรายงานผล และการส่งต่อข้อมูลของผู้เรียน 2.4 ด้านงบประมาณ ได้แก่ ด้านความสอดคล้องของการวางแผนจัดทำงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้ากับแผนงานด้านวิชาการ และด้านทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีการติดตามตรวจสอบ ประเมินผลการใช้งบประมาณของโรงเรียน 2.5 ด้านอาคารสถานที่ ได้แก่ วัสดุอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยในการจัดกิจกรรมด้านวิชาการและกิจกรรมส่งเสริมการดำเนินงานด้านวิชาการ ความคุ้มค่าในการจัดและใช้แหล่งเรียนรู้ของโรงเรียน และความเหมาะสม ความพึงพอใจของอาคารสถานที่ในการดำเนินงานด้านวิชาการ 2.6 ด้านชุมชน ได้แก่ การติดตาม นิเทศ ตรวจสอบการดำเนินงานด้านวิชาการของชุมชน และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดนโยบาย วางแผนการดำเนินงานด้านวิชาการ The purpose of this study was to investigate the facilitating factors and restraining factors towards efficiency on academic administration in small primary school under the jurisdiction of Phetchabun Educational Office Area 1. The subjects were 270 teachers (principals, academic teachers, and chairperson of basic educational committee) in the academic year 2007 in small primary schools under the jurisdiction of Phetchabun Educational Office Area 1. The instrument of this study was a questionnaire which divided into 2 sections; a check-list for the personal data of the subjects and 5 rating scale questions asking about the facilitating factors and restraining factors towards efficiency on academic administration in small primary school. The study employed a percentage, arithmetic means and standard deviation for data analysis. The results were : 1. The ordinal numbers? interest facilitating factors towards efficiency on academic administration in each department were as ; 1.1 Principal? s factors were sacrifice, and responsibilities. 1.2 Instructor? s factors were case study, good characteristic and views of profession. 1.3 Curriculum? s factors were cultural activities, integrated local and stakeholders check a curriculum have used. 1.4 Budget? s factors were indicating outcome, sufficiency economy, and all plan participation. 1.5 Surround environment? s factors were good environment and concern atmosphere academic management. 1.6 Community? s factors were to give materials to school, in order to teach and take care of students in the community. 2. The ordinal numbers interest restraining factors towards efficiency on academic administration in each department were as ; 2.1 Principal? s factors were morality, long supporting learning and useful budget. 2.2 Instructor? s factors were the capability too develop curriculum, to make cippa-model lesson plan, responsibility, and learning improvement. 2.3 Curriculum? s factors were how to use substance correctly, good natural material, and student data. 2.4 Budget? s factors were all budget was checked, and both academic plan and budget plan were the same. 2.5 Surround environment? s factors were high technology equipment for doing academic activities, learning resources, and place for setting project. 2.6 Community? s factors were community academic checking and academic plan community participation.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.26 MB)
2chapter1.pdf ( 0.23 MB)
3chapter2.pdf ( 0.42 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.41 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.40 MB)
6chapter2-3.pdf ( 0.40 MB)
7chapter2-4.pdf ( 0.42 MB)
8chapter2-5.pdf ( 0.33 MB)
9chapter3.pdf ( 0.14 MB)
10chapter4.pdf ( 0.30 MB)
11chapter5.pdf ( 0.47 MB)
12quote.pdf ( 0.21 MB)
13supplement.pdf ( 0.19 MB)
14supplement1-1.pdf ( 0.19 MB)
7
การพัฒนาแบบประเมินความสามารถตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์
The Development of Sufficiency Economy Ability Assessment forms for Mathayomsuksa 1 students of Phetchabun Educational Service Area.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : ถนอมนวล พรหมเศรณี
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบประเมินความสามารถตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ และหาเกณฑ์ปกติของแบบประเมิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนนำร่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีการศึกษา 2551 จำนวน 100 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบความสามารถตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชนิดเลือกตอบ แบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 45 ข้อ และแบบสอบถามความสามารถตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 50 ข้อ โดยมีกระบวนการสร้างตามหลักการวัดและประเมินผลตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบคุณภาพรายข้อในด้านความยากง่าย อำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สร้างเกณฑ์ปกติด้วยระบบคะแนนมาตรฐานสเตไนน์ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบประเมินความสามารถตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ แบบทดสอบเลือกตอบ แบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 45 ข้อ และแบบสอบถาม จำนวน 50 ข้อ มีความสอดคล้องและครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการวัดแบบทดสอบมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.21-0.87 มีค่าความเชื่อมมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.78 และแบบสอบถามมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 1.772-2.674 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 2. เกณฑ์ปกติ แบบประเมินความสามารถตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แปลคะแนนโดยเทียบกับคะแนนมาตรฐานสเตไนน์ The purpose of this research was to develop of sufficiency economy ability assessment forms for Mathayomsuksa 1 students of Phetchabun educational service area and the norm of sufficiency economy ability assessment forms. The sample of this study was 100 Mathayomsuksa 1 students of the 2008 academic year at sample sufficiency economy school in Phetchabun educational service area by using the simple random sampling. The instrument used to collect the data is sufficiency economy ability test with 4 choices totaling 45 items and the questionnaires sufficiency economy ability totaling 50 items. It was constructed according to the principle of measurement and evaluation, the content accuracy was examined by experts, the quality of each item was difficulty is criminating power and the reliability. The data was analyzed by using means, standard deviation, and creating the normal rules by standard rules of Stanine. The findings were as follows: 1. The sufficiency economy ability assessment forms for Mathayomsuksa 1 students had number 2 edition were 45 written which 4 choices test and the questionnaires with 50 items in covering in objects and contents to evaluate. The test had difficulty ranging 0.25-0.76 discriminating power ranging 0.21-0.87 and reliability at 0.78. The questionnaires had discriminating power ranging 1.772-2.674. The reliability questionnaires as at 0.87.2. The norms of the sufficiency economy ability assessment forms for Mathayomsuksa 1 students were the interpreted by comparing with the standard of the Stanine score
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.20 MB)
2chapter1.pdf ( 0.18 MB)
3chapter2.pdf ( 0.37 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.36 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.36 MB)
6chapter3.pdf ( 0.26 MB)
7chapter4.pdf ( 0.27 MB)
8chapter5.pdf ( 0.17 MB)
9quote.pdf ( 0.15 MB)
10supplement.pdf ( 0.20 MB)
11supplement1.pdf ( 0.25 MB)
12supplement1-1.pdf ( 0.25 MB)
8
การบริหารจัดการการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ? 3 โรงเรียนวัดโนนสะเดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1
Management of Mathayomsuksa 1 ? 3 Students Creativity of Nonsadoa School of Phijit Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ชูชีพ พันธ์หวยพงศ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบการบริการจัดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน เพื่อประเมินความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนและประเมินความพึงพอใจของครู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ? 3 โรงเรียนวัดโนนสะเดาต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 6 คน และนักเรียนจำนวน 79 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย แผนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์โดยใช้แบบฝึก เกม กิจกรรมกลุ่ม การสอนแบบโครงงาน แบบทดสอบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ? 3 โรงเรียนวัดโนนสะเดา แบบประเมินผลงานความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ? 3 โรงเรียนวัดโนนสะเดา และแบบสอบถามความพึงพอใจของครูผู้สอนและนักเรียนต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า 1. รูปแบบการบริหารจัดการการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใช้ระบบบริหารงาน PDCA มีการวางแผน ประชุมครูและพัฒนาครูเกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ แล้วให้ครูดำเนินการพัฒนาตามแผนพัฒนาโดยใช้แบบฝึก เกม กิจกรรมกลุ่ม การสอนแบบโครงงานประเมินความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนและได้นำไปปรับปรุงแก้ไข 2. ผลการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับมากและในด้านงานประดิษฐ์พบว่า อยู่ในระดับ ดี 3. ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า ครูและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนอยู่ในระดับมาก The objectives of this research were to construct a management (development) model of students creativity and to assess the students creativity and the satisfaction of 6 teachers and 79 students of Nonsadoa School of Phijit Educational Service Area 1. The instrument used in this study included creativity development plan with work sheets, games, group activity, project based instruction. Data were collected with creativity test, creativity work evaluation, and questionnaires for teachers and students satisfaction in the creativity management model. Mean and standard deviation were used to analyse the data and results showed that: 1. The creativity management incorporated PDCA model which included planning, organizing teacher meeting about creativity development, assigning teachers to implement the creativity development plans with work sheets, games, group activities, project based instruction, followed with creativity development and satisfaction evaluation. 2. The students developed their creativity at high level, specially, the domain of invention was at ?good? level. 3. The teachers and the students? satisfaction in the creativity management model was at high level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.22 MB)
2chapter1.pdf ( 0.18 MB)
3chapter2.pdf ( 0.34 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.35 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.33 MB)
6chapter2-3.pdf ( 0.36 MB)
7chapter3.pdf ( 0.20 MB)
8chapter4.pdf ( 0.26 MB)
9chapter5.pdf ( 0.24 MB)
10quote.pdf ( 0.25 MB)
11supplement.pdf ( 0.56 MB)
12supplement1.pdf ( 4.39 MB)
9
ผลการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยใช้วงจร PDCA ของโรงเรียนดอนทองวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พิษณุโลก เขต 1
The Relation Development between School and its Community by using the framework of PDCA : Case study of Donthongwittaya School, controlled by the office 1 of Phitsanulok Educational Service Area.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : ศรีทน ละม่อม
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ศึกษาผลการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนและศึกษาความพึงพอใจของคระกรรมการสถานศึกษา ครู ผู้บริหารและผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยใช้วงจร PDCA ของโรงเรียนดอนทองวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ คระกรรมการสถานศึกษา จำนวน 13 คน ครูและผู้บริหาร จำนวน 25 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 365 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู บริหารและผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยใช้วงจร PDCA นำมาวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนจากความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา พบว่า ในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การประชาสัมพันธ์โรงเรียนรองลงมาคือ การร่วมกิจกรรมของชุมชน และความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียน เมื่อพิจารณาในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การประชาสัมพันธ์โรงเรียนรองลงมาคือ การร่วมกิจกรรมชุมชน 2. ผลการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยใช้วงจร PDCA ของโรงเรียนดอนทองวิทยา ด้านการประชาสัมพันธ์โรงเรียน ทำให้ชุมชนทราบข้อมูลข่าวสารผลการดำเนินการกิจกรรมของโรงเรียน ด้านการให้บริการแก่ชุมชน ให้ชุมชนมาใช้อาคารสถานที่ในการจัดกิจกรรมด้านการร่วมกิจกรรมของชุมชน นำนักเรียนไปร่วมแห่เทียนในวันเข้าพรรษา เป็นต้น ด้านการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน เชิญผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง มาร่วมกิจกรรมวันสำคัญของโรงเรียน เป็นต้น ด้านการส่งเสริมความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ เช่น นำนักเรียนไปร่วมพิธีวันแม่วันพ่อแห่งชาติขององค์การบริหารส่วนตำบลดอนทอง และไปร่วมประเพณีลอยกระทงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น 3. การศึกษาความพึงพอใจของคระกรรมการสถานศึกษา ครู ผู้บริหารและผู้ปกครอง นักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยใช้วงจร PDCA พบว่า ความพึงพอใจของคระกรรมการสถานศึกษา เมื่อพิจารณาในภาพรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน เมื่อพิจารณาในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ เมื่อพิจารณารายด้านส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน เมื่อพิจารณาในภาพรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน เมื่อพิจารณารายด้านส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก The purposes of this research are to study problem of relation development between Donthongwittaya school and its community. Moreover, it is to study the result of relation development between the school and its community after using the framework of PDCA, 13 School boards, 25 teachers and school managements, 365 Parents are used as the population of the research. The questionnaires to find out the satisfaction on the relation development between the school and its community are used as the tool for the statistical data analysis to calculate the mean and standard deviation. The results were as follows: 1. The overview problem of the relation between school and its community in the view of the school boards is moderate while the highest mean are the participation of community is activities and the community services respectively. In the opinion of teachers and management, the problem is also moderate while the highest mean are school public relation and the participation to community?s respectively. For parent, the problem is moderate and the highest mean are school public relations and the participation to community?s activities. 2. The results of relation development between school and its community by using the framework of PDCA with Donthongwittaya School in the case of school?s public relation makes the community know the information and events of the school. In the case of community service, people in the community can use the school?s to do the activities. In the case of the participation to community?s the school takes students to join the Buddhist activities. In the term of the school?s invitation to community to be a part of school?s activities, the school invites the community?s leaders and parents to join the important activities of the school. In the case of the relation support between community and other social sections, the school take students to join the Mother?s Day and Father?s Day ceremony of celebration organized by the management group of Tambol Donthong. Students join Loy Kratong Festival activity of an organization administrates province Phitsanulok. 3. The survey of the satisfaction of the school boards, teachers, school management and parents after using the framework of PDCA found that the satisfaction of the school boards is high. The school?s invitation to community to be a part of school?s activity has the highest average. Considering each factor of PDCA, They are in high level. For the satisfaction of teachers and management it is found high level. The highest, average the relation support between community and other social sections. Considering each factor of PDCA, THEY ARE IN HIGH LEVEL. The satisfaction of parents is high and the highest average is the school?s invitation to community to be a part of school?s activities Considering each factor of PDCA they are in high level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.31 MB)
2chapter1.pdf ( 0.34 MB)
3chapter2.pdf ( 0.54 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.47 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.48 MB)
6chapter2-3.pdf ( 0.47 MB)
7chapter3.pdf ( 0.36 MB)
8chapter4.pdf ( 0.47 MB)
9chapter4-1.pdf ( 0.45 MB)
10chapter5.pdf ( 0.33 MB)
11quote.pdf ( 0.22 MB)
12supplement.pdf ( 0.35 MB)
13supplement1.pdf ( 0.38 MB)
14supplement1-1.pdf ( 0.34 MB)
10
ความต้องการพัฒนาอาชีพของทหารกองประจำการทางด้านการศึกษานอกโรงเรียน สังกัด กองพลทหารม้าที่ 1 จังหวัดเพชรบูรณ์
A Study of Ammy Privates Needs for Occupational Provided by Non formal Education Center in the 1st Cavary Division Phetchabun Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : กวีพันธ์ เหลาสา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนาอาชีพและการจัดการเรียนการสอน ของทหารกองประจำการทางด้านการศึกษานอกโรงเรียน สังกัดกองพลทหารม้าที่ 1 จังหวัดเพชรบูรณ์และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการด้านการเรียนการสอนการฝึกอบรมด้านวิชาชีพของการศึกษานอกโรงเรียน โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นทหารกองประจำการสังกัดกองพลทหารม้าที่1 จังหวัดเพชรบูรณ์ที่กำลังรับราชการอยู่ประจำปีพุทธศักราช 2548 จำนวน 230 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามแบบเลือกตอบความต้องการพัฒนาอาชีพของทหารกองประจำการ วิธีการจัดการเรียนการสอน การฝึกทักษะ สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งอุปสรรคและข้อเสนอแนะวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม สำเร็จรูปใช้สถิติหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1. สถานภาพส่วนตัวของทหารกองประจำการ ทหารกองประจำการมีอายุเฉลี่ย 21 ปี ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สถานภาพเป็นโสด ร้อยละ 80.9 พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาในเขตชนบทร้อยละ 69.1 โดยมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 53.0 และเกษตรกรรม ร้อยละ 20.9 ทหารกองประจำการ มีรายได้ส่วนมาก 4,000 - 6,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายในแต่ ละเดือนไม่เพียงพอ จากการสำรวจความต้องการพัฒนาอาชีพของทหารกองประจำการส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาวิชาชีพช่างไฟฟ้าเบื้องต้น มากที่สุดร้อยละ 55.6 รองลงมาต้องการศึกษาวิชาชีพช่างเครื่องยนต์ 51.30 ส่วนวิชาชีพนอกเหนือจากหลักสูตรที่กองทัพบกกำหนด ทหารกองประจำการมีความต้องการศึกษาวิชาชีพคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 52.2 รองลงมาคือวิชาชีพศิลปะ ดนตรี ร้อยละ 47.4 ส่วนใหญ่มีความต้องการศึกษาวิชาชีพ 2 วิชาชีพ และให้เหตุผลในการเลือกว่าเลือกวิชาชีพที่คิดว่าสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ง่าย และก่อนปลดประจำการทหารกองประจำการ ส่วนใหญ่ต้องการให้ทางหน่วยงานช่วยติดต่อหางานให้ทำตามวิชาชีพที่ได้ฝึกอบรม 2. ทหารกองประจำการส่วนใหญ่ มีความต้องการที่จะศึกษาอบรมวิชาชีพ ในวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ ร้อยละ 38.9 ในช่วงเวลาตอนบ่าย และต้องการเรียนวันละ 3 ชั่วโมง สถานที่ในการศึกษาอบรมวิชาชีพส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าควรเป็นศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ร้อยละ 40.9 รองลงมาคือ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ร้อยละ 23.5 โรงงานหรือสถานประกอบการอาชีพนั้นๆ ร้อยละ 14.3 โดยให้ลักษณะของห้องเรียนต้องเป็นห้องเรียนที่เรียนร่วมกับสถานที่ฝึกอาชีพ ส่วนครูผู้สอนวิชาชีพจะต้องมาจากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน และต้องมีความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาชีพนั้นโดยตรง ส่วนใหญ่ทหารกองประจำการต้องการให้มีผู้แนะแนวในการเลือกวิชาชีพเป็นอย่างมาก 3. ด้านการเรียนการสอนทหารกองประจำการส่วนใหญ่มีความต้องการการจัดการ เรียนการสอนโดยการบรรยายและฝึกปฏิบัติ ร้อยละ 53 รองลงมาเป็นการ ดูงานนอกสถานที่และฝึกปฏิบัติ ร้อยละ 15.7 ครูผู้สอนสาธิตให้ดูแล้วผู้เรียนปฏิบัติตาม ร้อยละ 13 มีความต้องการมีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดการเรียนการสอนมาก ร้อยละ 20 และมีความต้องการมากศึกษาดูงานในสถานที่ประกอบอาชีพจริง ร้อยละ 63.5 ส่วนการประเมินผลและหลักประกันหลังจากการฝึกอบรมวิชาชีพสำเร็จ ส่วนใหญ่ทหารกองประจำการต้องการประเมินผลโดยวิธีการสอบปฏิบัติ ร้อยละ 53.9 นอกจากนั้นยังต้องการวุฒิบัตร ใบประกาศนียบัตร และหนังสือรับรองประสบการณ์ในการทำงานทั้ง 2 อย่าง เพื่อเป็นหลักประกันการเรียน สามารถนำไปสมัครทำงานตามที่ตนเองฝึกอบรมวิชาชีพนั้นมา ทหารกองประจำการมีความต้องการสื่ออุปกรณ์การเรียนในการสาธิตมากที่สุด ร้อยละ 36.1 รองลงมามีความต้องการคู่มือ ตำราเรียน ร้อยละ 34.3 ส่วนใหญ่มีความเต็มใจในการเสียค่าใช้จ่ายค่าอุปกรณ์การเรียนทั้งหมด ร้อยละ 42.2 รองลงมาเต็มใจเสียค่าอุปกรณ์ครึ่งราคา ร้อยละ 24.8 ไม่เต็มใจเสียค่าอุปกรณ์ ร้อยละ 15.2 4. ด้านสุขภาพของทหารกองประจำการไม่มีผลต่อการเรียนการสอนวิชาชีพ ด้านการฝึกวิชาทหารไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนวิชาชีพ ปัญหาด้านการอ่านออกเขียนได้ของทหารกอง ประจำการก็ไม่เป็นปัญหา รวมทั้งปัญหาด้านการเรียนการสอน ไม่เป็นปัญหาต่อการเรียนวิชาชีพ ต้องการให้มีการฝึกการอบรมวิชาชีพต่อไปไม่ควรยกเลิก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.26 MB)
2chapter1.pdf ( 0.19 MB)
3chapter2-1.pdf ( 0.33 MB)
4chapter2-2.pdf ( 0.32 MB)
5chapter2-3.pdf ( 0.30 MB)
6chapter3.pdf ( 0.17 MB)
7chapter4.pdf ( 0.36 MB)
8chapter5.pdf ( 0.22 MB)
9quote.pdf ( 0.19 MB)
11
รายงานการวิจัย ภาวการณ์มีงานทำของบัณฑิตหลังจบศึกษา ระยะเวลา 1 ปี
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ดำรัสวิทย์ ปทุมมาศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ในภาคปกติและภาคสมทบ ได้แก่ การจัดการศึกษาสำหรับปวงชน (กศ.ปช.) ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2548 – 2549 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรณ์ ปีการศึกษา 2548 – 2549 จำนวน 1,691 คน ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 1,273 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามภาวการณ์มีงานทำของบัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2548 – 2549 เก็บรวบรวมข้อมูลในวันซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรระหว่างวันที่ 6 – 8 เมษายน 2550 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสถิติ ร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลงานวิจัยยังพบว่าบัณฑิตมีงานทำ 1,007 คน ในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 79.10 ศึกษาต่อในระดับสูงกว่าปริญญาตรี 51 คน คิดเป็นร้อยละ 4.00 โดยพบว่าบัณฑิตที่มีงานทำแล้ว ส่วนมากทำงานเกี่ยวกับงานเลขานุการ งานธุรการ ชวเลข งานสารบรรณ งานเอกสาร พิมพ์รายงาน รองลงมา คือ งานสอน นักวิชาการศึกษา งานฝึกอบรม และงานบุคคล เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล โดยต้องการทำงานในหน่วยงานราชการมากที่สุด ความรู้/ความสามารถเพิ่มเติมที่ควรส่งเสริมในการนำไปใช้ประกอบอาชีพ คือ ความรู้/ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ รายได้จากการประกอบอาชีพโดยเฉลี่ยต่อเดือนของบัณฑิต คือ 6,001 – 8,000 บาท และกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏควรจัดให้แก่นักศึกษาในการหางานทำ คือ การจัดวันนัดพบแรงงานขึ้นในมหาวิทยาลัยThe objective of this research was investigated on employ rate. The study focused on students who had graduated from Phetchabun Rajabhat University during the 2005 – 2006 academic year. The total population of the study were 1,691 and the sample were 1,273. The tool of this study was questionnaires which focused on status and characteristics of those who had graduated from Phetchabun Rajabhat University during the 2005-2006 academic year. The data was collected on April 6-8, 2006. The data was analyzed by Percentage and Means. All result showed that the graduated students were employed 1,007 on the 79.10% and continued studying at the 4.00%. The Most of them worked for secretary, typist etc. and most of them work for teaching, academic person, trainers and personal position. They needed worked for official government. They needed the knowledment for working is computerization. They carned 6,001-8,000 baht per month. They need the University to conduce the job’s day at Phetchabun Rajabhat University.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.22 MB)
2chapter1.pdf ( 0.13 MB)
3chapter2.pdf ( 0.46 MB)
4chapter3.pdf ( 0.10 MB)
5chapter4.pdf ( 0.28 MB)
6chapter4-1.pdf ( 0.28 MB)
7chapter5.pdf ( 0.15 MB)
8quote.pdf ( 0.11 MB)
9supplement.pdf ( 11.30 MB)
12
การสร้างแบบวัดทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
A Construction of Life Skills Test for the Third Level Students under Phetchabun Service Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : พัชรนันท์ มาอยู่วัง
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างแบบวัดทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 และ 2) สร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะชีวิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 3 ที่ศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 จำนวน 1,339 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดทักษะชีวิต เป็น เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 60 ข้อ ที่สร้างขึ้นตามแนวคิดของกรมสุขภาพจิต ประกอบด้วยสถานการณ์วัดทักษะชีวิต 9 องค์ประกอบ คือ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การตระหนักรู้ในตน ความเห็นใจผู้อื่น ความภูมิใจในตนเอง ความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร การตัดสินใจและการแก้ปัญหา และการจัดการอารมณ์และความเครียด การหาคุณภาพของเครื่องมือโดยใช้ การวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา การหาค่าอำนาจจำแนกโดยใช้สถิติ t ? test แบบ Independent การหาความความเชื่อมั่นของแบบวัดโดยการใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค การวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการสร้างเกณฑ์ปกติในรูปคะแนนทีปกติ ผลการศึกษาพบว่า 1. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัดทักษะชีวิต มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60 ? 1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 2.30 ? 5.01 ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดทักษะชีวิตรายด้านอยู่ระหว่าง 0.62 ? 0.76 และความเชื่อมั่นของแบบวัดทักษะชีวิตทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ เทากับ 0.26 ? 0.82 X2 = 0.49 ? 1.47, P = 0.11 ? 0.69 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01ม R2 = 0.07 ? 0.67, GFI = 1.00, AGF = 0.98 ? 1.00 , SRMR = 0.00 ? 0.02 และRMSEA = 0.00 ? 0.03 แสดงว่าแบบวัดทักษะชีวิตที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทักษะชีวิตของกรมสุขภาพจิต ตามที่กำหนดไว้ 2. เกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะชีวิตของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3 อยู่ระหว่าง T25 ถึง T79, T23 ถึง T80 และ T20 ถึง T80 สำหรับ เกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะชีวิตของนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 3 อยู่ระหว่าง T23 ถึง T83. This research was to study 1) a construction test of life skills for the third level students in Phetchabun educational service office area 1 and 2) construct norm for life skill test. The sample consists of 1,339 the third level students in Phetchabun educational service office area 1 in the 2nd semester of academic year 2008 through multistage sampling. The research instrument was life skills test which 4 choices and 60 items. This life skills test construction base on department of mental health?s idea including 9 aspects i.e. critical thinking, creative thinking, self awareness, empery, self esteem, social responsibility, interpersonal relationship and communication skill, decision making and problem solving skill and coping with emotion and stress skill. The life skill test was in order to find out concurrent validity, discriminating by t-test independent, reliability by Cronbach?s alpha coefficient, construct validity by confirmatory factor analysis and construct normalized T ? score. The results of research were : 1. A concurrent validity of life skill test gained index of concordance at 0.60 ? 1.00 item discriminating power was at 2.30 ? 5.01, Its reliability was at 0.62 - .76 and whole test was at .95. The construct validing by confirmatory Factor Analysis, the beta weight rang was at 0.11 ? 0.69 that significant of .0, squared multiple multiple correlations was at 0.07 ? 0.67, Goodness of Fit Index (AGFI) was at 0.98 ? 1.00, Standardized Root Mean Square Residual (SRMR) was at 0.00 ? 0.02 and Root Mean Error of Approximation (RMSEA) was at 0.00 ? 0.03. It illustrated that this life skill test gained concordant construction as to department of mental health?s idea. 2. Normalized T ? score of this life skill test for Mathayomsuksa 1, 2 and 3 students was T25 ? T29, T23 ? T83 and T20 ? T80 and normalized T ? score of this life skill test for third level students was at T23 ? T83.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.37 MB)
2chapter1.pdf ( 0.21 MB)
3chapter2.pdf ( 0.44 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.30 MB)
5chapter3.pdf ( 0.23 MB)
6chapter4.pdf ( 0.25 MB)
7chapter4-1.pdf ( 0.29 MB)
8chapter5.pdf ( 0.22 MB)
9quote.pdf ( 0.14 MB)
10supplement.pdf ( 0.24 MB)
11supplement-1.pdf ( 0.32 MB)
12supplement-1-1.pdf ( 0.20 MB)
13
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 และเขต 2
A state of Academic Leadership of School Administrations in Small School at Phichit Educational Service Area Office 1 and 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : วิรัตน์ ปานแก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 และเขต 2 และเพื่อเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นพทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามที่มีสถานภาพส่วนตัวแตกต่างกัน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กและครูวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 และเขต 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 201 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก และครูวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 90 โรงเรียน เป็นผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 90 คน และครูวิชาการ 90 คน รวมจำนวน 180 คน ซึ่งสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก โดยใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) จำนวน 50 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามที่มีสถานภาพส่วนตัวแตกต่างกัน พบว่า ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านแผนงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านหลักสูตรพัฒนาและส่งเสริมการเรียนการสอน ด้านการวัดและประเมินผล ด้านเอกสารทางวิชาการอยู่ในระดับ มาก 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 และเขต 2 พบว่า 2.1 เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามที่มีสถานภาพส่วนตัวแตกต่างกัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีสถานภาพแตกต่างกันมีระดับภาวะผู้นำทางวิชาการในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่าง 2.2 เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามที่มีประสบการณในการทำงานแตกต่างกัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีประสบการณ์ในการทำงานที่แตกต่างกันมีระดับภาวะผู้นำทางวิชาการในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านการจัดการเรียนการสอนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กล่าวคือ กลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานระหว่าง 10 ? 20 ปี แตกต่างจากกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการทำงานมากกว่า 20 ปี 2.3 เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน พบว่า ผู้ตอบแบสอบถามที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันมีระดับภาวะผู้นำทางวิชาการในภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านการวัดและประเมินผล และด้านเอกสารทางวิชาการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 The objectives of this research were to study the state of academic leadership of school administrations in small school at Phichit educational service area office 1 and 2 to compare the state of academic administration of the small school administrators which the different of state of answers. The population was 201 from small school administrators and academic teachers at Phichit educational service area office 1 and 2 in the 2551 academic year. The samples in this research was small school administrators and academic teachers at Phichit educational service area office 2 in the 2551 academic year from 90 school which 180 people from 90 administrators and 90 academic teachers which the simple random cluster. The research instrument was questionnaire about the academic leadership of school administrations in small school was a 5 rating scale which 50 items with the reliability of 0.95. The salient findings were as the followings: 1. The level of the state of leadership of school administrations in small school which the different status found that the level of the state of academic leadership of school administrations in small school in the whole as the high level. And when considering in each dimension found that academic planning, learning and teaching, developing and promoting curriculum, measurement and evaluation and academic documents as in the high level. 2. The analyzed of the comparison of the state of academic leadership of school administrations in small school at Phichit educational service area office 1 and 2 found that 2.1 The comparison of the state of academic leadership of school administrations in small school which the different state found that all answers which the different state as the academic leadership was not difference. 2.2 The comparison of the state of academic leadership of school administrations in small school which the different experience found that all answers which the different experience as the academic leadership was not difference except in the measurement and evaluation and academic document was different as in .01 significant.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.25 MB)
2chapter1.pdf ( 0.24 MB)
3chapter2.pdf ( 0.43 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.43 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.32 MB)
6chapter2-3.pdf ( 0.40 MB)
7chapter2-4.pdf ( 0.42 MB)
8chapter2-5.pdf ( 0.39 MB)
9chapter2-6.pdf ( 0.34 MB)
10chapter3.pdf ( 0.15 MB)
11chapter4.pdf ( 0.22 MB)
12chapter4-1.pdf ( 0.24 MB)
13chapter4-2.pdf ( 0.28 MB)
14chapter5.pdf ( 0.23 MB)
15quote.pdf ( 0.19 MB)
16supplement.pdf ( 0.25 MB)
17supplement.1.pdf ( 0.27 MB)
14
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
The Roles of Administrators in the Action Research Promotion of School Under Jurisdiction of Phetchabun Educational Servince Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : รัชดา ผูกพยนต์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1. การส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จของการวิจัยในโรงเรียน 2. การให้ความยอมรับนับถือครูผู้ทำวิจัยในโรงเรียน 3. การให้ความสำคัญกับการวิจัยในโรงเรียน 4. การมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในโรงเรียน และ 5. การส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้วิจัยในโรงเรียน ประชากรในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 178 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรฐานส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทในการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียนด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าโดยตำแหน่งการงานของครูผู้ทำวิจัยในโรงเรียนระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในโรงเรียน 2. เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียน 2.1 จำแนกตามวุฒิการศึกษาในภาพรวมพบว่าไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการให้ความสำคัญกับงานวิจัยในโรงเรียน ด้านการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในโรงเรียน และด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำวิจัยในโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีบทบาทในการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียนต่างกัน 2.2 จำแนกตามขนาดของโรงเรียนในภาพรวม พบว่าไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการให้ความสำคัญกับงานวิจัยในโรงเรียน และด้านการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในโรงเรียนผู้บริหารสถานศึกษาที่อยู่ในโรงเรียนขนาดต่างกันมีบทบาทในการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียนต่างกัน 2.3 จำแนกตามประสบการณ์ในการบริหารโรงเรียนในภาพรวม พบว่าไม่แตกต่างกันยกเว้นด้านการให้ความสำคัญกับงานวิจัยในโรงเรียน และด้านการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหารโรงเรียนต่างกันมีบทบาทในการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียนต่างกัน The purposes of this research were to study and to compare the roles of administrators in the action research promotion of school under jurisdiction of Phetchabun Educational Service Area Office 1 in the promotion of school research in five aspects : 1) Promoting the success of school action research, 2) Giving credit to the teachers who carried out the school action research, 3) Considering the importance of the school action research, 4) Taking responsibility for the teachers who conducted the research, 5) Promoting the job progress of the teachers who conducted the research. The population were 178 school administrators. Questionnaires with rating scales were used to collect data. The statistical analyses of data were the percentage, mean, and standard deviation.The results of the research were as follows: 1. Holistically, the roles of school administrators in promoting school action research were found in moderate level. When studied in each aspect, the role in promoting the job progress for the teachers who conducted the research was in the highest level whereas the role in taking responsibility for the teachers who conducted the research was in the second level. 2. Comparisons of school administrators roles in promoting school research showed that: 2.1 School administrators educational background promoted school action research is not different levels; to exempt considering the importance of the school action research, taking responsibility for the teachers who conducted the research in different levels. 2.2 School administrators in different school size promoted school action research is not different levels; to exempt considering the importance of the school action research, taking responsibility for the teachers who conducted the research in different levels. 2.3 School administrators with different working experiences promoted school action research is not different levels; to exempt considering the importance of the school action research, taking responsibility for the teachers who conducted the research in different levels.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.23 MB)
2chapter1.pdf ( 0.22 MB)
3chapter2.pdf ( 0.39 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.33 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.29 MB)
6chapter3.pdf ( 0.13 MB)
7chapter4.pdf ( 0.28 MB)
8chapter5.pdf ( 0.32 MB)
9quote.pdf ( 0.16 MB)
10supplement.pdf ( 0.22 MB)
11supplement1.pdf ( 0.27 MB)
15
ศึกษาสภาพและการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
A Study of the state and the problems in the emphasis of Budget Administration on the works of schools in Phetchabun Education Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ปาริชาต เทพารัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพและการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้สอนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินและหรือเจ้าหน้าที่บัญชีโรงเรียน โดยเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน ตามขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้สอนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินและหรือเจ้าหน้าที่บัญชีโรงเรียน จำนวน 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ตามมาตรฐานการจัดการทางการเงินทั้ง 7 ด้าน ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน มีระดับการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง และตามความคิดเห็นครูผู้สอนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินและหรือเจ้าหน้าที่บัญชีโรงเรียน มีระดับการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก 2. ปัญหาการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ตามมาตรฐานการจัดการทางการเงินทั้ง 7 ด้าน ตามความคิดเห็นขงองผู้อำนวยการโรงเรียน และตามความคิดเห็นครูผู้สอนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินและหรือเจ้าหน้าที่บัญชีโรงเรียนมีระดับปัญหาการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง 3. การเปรียบเทียบสภาพการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 คามขนาดโรงเรียน พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีสภาพการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน แตกต่างจากโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. การเปรียบเทียบปัญหาการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ตามขนาดโรงเรียน พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่ มีสภาพปัญหาการบริหารงานงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The objective of this research is to study the state and the problems in the emphasis of budget administration on the works of schools in Phetchabun Educational Service Area Office 1, from the point of view of the director and the teachers who also work as school accountant and/or school accountant compared with the state and problems of budget administration emphasis on the works of the school separated by school size. The samples are 124 directors and teachers who also work as school accountant and/or school accountant. The research material is a questionnaire about the state and problems in the emphasis of budget administration on the works of school in Phetchabun Educational Service Area Office 1.The results were: 1. The state and the problems in the emphasis of budget administration on the works of school in Phetchabun Educational Service Area Office 1 accountants, to the 7 standards of money management from the point of view of the directors, shows that the level of work is in the middle level. From the point of view of the teachers who also work as school accountant and/or school accountant, the level of work is in the high level. 2. The problems in the emphasis of budget administration on the works of school in Phetchabun Educational Service Area Office 1 from the point of view of the directors and teachers who also work as school accountant and/or school accountant show that the problems in the emphasis of work are in the middle level. 3. In the comparison of the state of in the emphasis of budget administration on the works of school in Phetchabun Educational Service Area Office 1, according to the school size, it is found that the small size school had the different state of emphasis of budget administration on the works than the middle and large size schools, significantly at 0.05. 4. In comparison of the problems in the emphasis of budget administration of Phetchabun Educational Service Area Office 1, according to the school size, it is found that the small, the middle and large size school had different problems in the emphasis of budget administration on the works of the school significantly at 0.05.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.23 MB)
2chapter1.pdf ( 0.24 MB)
3chapter2.pdf ( 0.39 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.41 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.40 MB)
6chapter2-3.pdf ( 0.46 MB)
7chapter3.pdf ( 0.17 MB)
8chapter4.pdf ( 0.31 MB)
9chapter5.pdf ( 0.25 MB)
10quote.pdf ( 0.15 MB)
11supplement.pdf ( 0.21 MB)
12supplement1.pdf ( 0.29 MB)

Search within results