Search Result 881 Found

  • Filters
 
1
รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
A study on the achievement in scientific learning and problem solving abilities in environment science of mathayomsuksa 1 students through teaching activities arranging for a better life and environment
งานวิจัย/Research report 2538
โดย : วิไลวรรณ ปิยะปกรณ์.
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรรมการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมกับการสอนตามคู่มือครู กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2536 ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง บางกะปิ กรุงเทพฯ จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มความควบคุม กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม กลุ่มควบคุมได้รับการสอนตามคู่มือครู ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Randomized Control Group Pretest-Posttest Design แล้วใช้ t-test Difference Score เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และใช้ t-test Dependent ศึกษาพัฒนาการความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาพบว่า1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมกับนักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครู แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .052. ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม กับนักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครู แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .013. ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .014. ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครู หลังการสอนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3contents.pdf ( )
4chapter1.pdf ( )
5chapter2.pdf ( )
6chapter3.pdf ( )
7chapter4.pdf ( )
8chapter5.pdf ( )
9appendix.pdf ( )
10bibliography.pdf ( )
11vita.pdf ( )
2
การเรียนรู้ทางการเมือง : ศึกษากรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ระดับปริญาตรีชั้นปีที่ 1 และ 4
Political Socialization:A Case Study of Freshmen and Seniors, In the Faculties of Humanities and Political Science, Ramkhamhaeng University
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : สุรวิฒ นุรักษ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ในประเทศไทยนิสิตนักศึกษานับเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญต่อการเมืองการปกครองมาก ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีบทบาทและเป็นพลังที่สำคัญทางการเมือง และในฐานะที่พวกเขาต่อไปในอนาคตจะเป็นชนชั้นผู้นำ และเป็นผู้มีบทบาทในการบริหารประเทศในระยะต่อไป การเรียนรู้ทางการเมืองของนักศึกษาที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติทางการเมืองของนักศึกษาที่ออกมาในรูปแบบใดนั้น จึงมีความสำคัญ และมีความหมายต่อการเมืองการกครอง หรือการมีและการคงอยู่ของประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงได้นำเรื่องการเรียนรู้ทางการเมือง : ศึกษากรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 และ 4 มาเป็นปัญหาสำคัญในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และศึกษาถึงอิทธิพลของการเรียนรู้ทางการเมืองของนักศึกษาที่ทำให้นักศึกษามีทัศนคติไปในรูปแบบประชาธิปไตยหรืออำนาจนิยม ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 และ 4 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และแบ่งประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มแรก คือ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จำนวน 150 คน ชั้นปีที่ 4 จำนวน 150 คน กลุ่มที่สอง คือ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จำนวน 150 คน ชั้นปีที่ 4 จำนวน 150 คน รวมตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัยมีจำนวนทั้งสิ้น 600 คน ประชากรกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามทั้งหมด และได้รับกลับคืนมาทั้งสิ้น 500 คน คิดเป็นร้อยละ 83.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม (สำหรับประชากรกลุ่มตัวอย่างซึ่งได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง) และแบบสังเกตวิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ และ มนุษยศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 และ 4 ส่วนใหญ่มีทัศนคติทางการเมืองไปในทางประชาธิปไตย คือ 1. นักศึกษาที่มีเพศต่างกันจะมีทัศนคติทางการเมืองไม่แตกต่างกัน 2. นักศึกษาที่มีอายุต่างกันจะมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. นักศึกษาที่ศึกษาในคณะต่างกันจะมีทัศนคติทางการเมืองไม่แตกต่างกัน 4. นักศึกษาที่ศึกษาในชั้นปีที่ต่างกันจะมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 5. นักศึกษาที่มีการเข้าร่วมกิจกรรมในระดับมัธยมศึกษาต่างกันจะมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 6. นักศึกษาที่มีลักษณะครอบครัวต่างกันจะมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 7. นักศึกษาที่มีการเข้าร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยรามคำแหงต่างกัน จะมีทัศนคติทางการเมืองไม่แตกต่างกัน 8. นักศึกษาที่มีความสนใจติดตามข่าวสารการเมืองจากสื่อมวลชนต่างกัน จะมีทัศนคติทางการเมืองไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3content.pdf ( )
4chapter1.pdf ( )
5chapter2.pdf ( )
6chapter3.pdf ( )
7chapter4.pdf ( )
8chapter5.pdf ( )
9appendix.pdf ( )
10bibliography.pdf ( )
11vita.pdf ( )
3
การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า : กรณีศึกษาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาคกลาง (พระนครศรีอยุธยา)
Electricity Demand Forecast : A Case Study of Provincial Electricity Authority Area 1-Center (Ayutthaya)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : วิโรจน์ หวังสมัคร์.
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาคกลาง ควบคุมดูแลและรับผิดชอบในการให้บริการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การให้บริการ 7 จังหวัด ประกอบด้วยพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว ได้ประสบกับปัญหา 2 ประการ คือประการแรก ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าโดยรวมสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ประเด็นปัญหา ข้อนี้สืบเนื่องมาจาก จำนวนประชากรและจำนวนครัวเรือนในพื้นที่มีปริมาณสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตเป็นไปตามวัฎจักรธุรกิจ ชุมชนทุกระดับมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โรงงานอุตสาหกรรมฟื้นตัว ก่อให้เกิดการขยายตัวทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งผลมาจากการขยายตัวของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แน่นอนว่าย่อมจะส่งผลให้ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าต้องเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยเป็นจำนวนมาก ประการที่สอง ระบบจำหน่ายไฟฟ้า อันประกอบด้วย สถานีไฟฟ้า สายส่ง สายจำหน่ายเติบโตไม่ทันกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า หรับอนาคต เพราะว่าในการก่อสร้างระบบจำหน่าย สายส่ง และสถานีไฟฟ้า จะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการวางแผนเพื่อการก่อสร้าง หลายปี อีกทั้งยังต้องเงินลงทุนจำนวนมาก จึงต้องมีการวางแผนในระยะยาวเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการการศึกษาในครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาคกลาง และเพื่อศึกษาทิศทางและแนวโน้ม ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อนำไปวางแผนในการผลิต จัดหา พลังงานไฟฟ้า ให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ( Descriptive Analysis ) และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitaive Analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา (Time Series Analysis) ศึกษาความเคลื่อนไหว ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าในอดีต เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต โดยใช้ข้อมูลรายเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2530-กันยายน 2546 ผลการวิเคราะห์ ข้อมูลอนุกรมเวลา เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยใช้รูปแบบในการพยากรณ์แบบ ARIMA (Box-Jenkin) พบว่าปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าระหว่างปี 2547-ปี 2551 มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีอย่างเนื่องโดยในปี 2547 มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า15,876.31 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2546 จำนวน 691.71 หรือเพิ่มขึ้น 4.56% ปี 2548 มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า 16,887.24 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2547 จำนวน 1,010.93 หรือเพิ่มขึ้น 6.36% ปี 2549 มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า 17,961.30 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2548 จำนวน 1,047.06 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 6.36% ปี 2550 มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า 19,103.66 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2549 จำนวน 1,142.36 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นจาก 6.36% และปี 2551 มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า 20,318.70 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน 2155.04 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 6.36 % จากผลการวิเคราะห์ สรุปได้ ความต้องการใช้ไฟฟ้า มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยปีละประมาณ6.36 % จึงมีประโยชน์ต่อการเตรียมการในวางแผนในการจัดหา ผลิตไฟฟ้า รวมทั้งการวางแผนเพื่อก่อสร้างสถานีไฟฟ้า ระบบสายส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ให้ทันกันปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุนมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3contents.pdf ( )
4chapter 1.pdf ( )
5chapter 2.pdf ( )
6chapter 3.pdf ( )
7chapter 4.pdf ( )
8chapter 5.pdf ( )
9appendix.pdf ( )
10bibliography.pdf ( )
11vita.pdf ( )
4
โครงสร้างและพฤติกรรมของอุตสาหกรรมโรงแรมกลุ่ม 1 เขตกรุงเทพมหานคร
Structure and Behavior of Competition in Bangkok's Group 1 Hotel Industry
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : กฤติน มหพันธ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อุตสาหกรรมโรงแรมเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อันมีส่วนในการสร้างรายได้หลักให้กับประเทศไทย ซึ่งอุตสาหกรรมในประเทศไทย มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูง รวมถึงโรงแรมกลุ่มหนึ่งในเขตกรุงเทพฯ ด้วย การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึง ลักษณะโครงสร้างของตลาด และพฤติกรรมการแข่งขันทางด้านราคา และไม่ใช่ราคาของโรงแรมกลุ่ม 1 ในเขตกรุงเทพฯ ในการศึกษาครั้งนี้ ได้อาศัยข้อมูลทุติยภูมิได้จากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน แล้วนำมาวิเคราะห์ในเชิงปริมาณและเชิงพรรณนา ผลจากการศึกษาพบว่าอุตสาหกรรมโรงแรมกลุ่ม 1 ในเขตกรุงเทพฯ จัดเป็นตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด มีผู้ประกอบการในตลาดเป็นจำนวนมาก และผู้ประกอบการในตลาดแต่ละรายมีขนาดของธุรกิจที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ค่าการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับต่ำ แม้ในระยะหลังค่าการกระจุกตัวจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็คงอยู่ในระดับ ผู้ผลิตจะใช้พฤติกรรมการแข่งขันทางด้านราคา โดยการแข่งขันกันเสนอขายห้องพักราคาต่ำให้แก่กลุ่มลูกค้า อย่างไรก็ตาม โรงแรมในระดับ 5 ดาว จะไม่นิยมนำราคามาใช้เป็นเครื่องในการแข่งขัน เนื่องจากสามารถความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ได้ในระดับสูง ดังนั้น โรงแรมระดับ 5 ดาวจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่ใช้ราคา เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย เป็นต้น ส่วนโรงแรมระดับรองลงมาจะใช้ทั้งพฤติกรรมการแข่งขันด้านราคา และไม่ใช้ราคาร่วมกัน โดยโรงแรมที่มีความแตกต่างในผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับต่ำจะใช้พฤติกรรมการแข่งขัน ทางด้านราคาระดับสูง ส่วนโรงแรมที่มีความแตกต่างของผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับสูง จะใช้พฤติกรรมการแข่งขันด้านราคาในระดับต่ำ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3content.pdf ( )
4chapter1.pdf ( )
5chapter2.pdf ( )
6chapter3.pdf ( )
7chapter4.pdf ( )
8chapter5.pdf ( )
9appendix.pdf ( )
10bibliography.pdf ( )
11vita.pdf ( )
6
การพัฒนาหลักสูตรการปักด้วยมือ ในกลุ่มการงาน และพื้นฐานอาชีพ ของโรงเรียนสุเหร่าสามอิน สำนักงานเขตคลองเตย สาขา 1 กรุงเทพมหานคร
Curriculum Development : Hand Embroidery in Work - Oriented Experience Group For Surao Sam - In School Khongteoy District Office 1 Bangkok.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2541
โดย : รัตนา รัตนอุบล
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรการปักด้วยมือ ในกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุเหร่าสามอิน สำนักงานเขตคลองเตย สาขา 1 กรุงเทพมหานคร และเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อหลักสูตร โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอนคือ 1) สำรวจข้อมูลพื้นฐานสำหรับสร้างหลักสูตร โดยการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยงข้อง สัมภาษณ์ประธานขุมชน รวมทั้งสำรวจความสนใจและความต้องการของผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเรื่องการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้แบบสอบถาม 2) นำผลจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานมากำหนดเป็นโครงร่างหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วย หลักการ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เกณฑ์การใช้หลักสูตร อัตราเวลาเรียน โครงสร้าง คำอธิบายรายวิชา และการประเมินผล รวมทั้งแผนการสอนจำนวน 9 คน พิจารณาความเหมาะสมสอดคล้อง พบว่าองค์ประกอบของหลักสูตรโดยรวมแล้วมีความเหมาะสมและสอดคล้องในการนำไปใช้ 3) นำหลักสูตรการปักด้วยมือไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนสุเหร่าสามอิน จำนวน 70 คน ผู้วิจัยได้ทำการสอนตามหลักสูตร และประเมินผลหารเรียนโดยใช้แบบทดสอบภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ 73.7 และภายหลังการทดลองใช้หลักสูตร ได้ทำการวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตร พบว่า นักเรียนมีเจตคติต่อหลักสูตรอยู่ในระดับสูง 4) การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร ทำการปรับปรุงส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้าง และส่วนประกอบที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หลักสูตรมีความสอดคล้องกับการนำไปใช้ต่อไป ผลการวิจัย ได้หลักสูตรการปักด้วยมือ ในกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุเหร่าสามอิน สำนักงานเขตคลองเตย สาขา 1 กรุงเทพมหานคร สามรถนำไปใช้ได้ และนักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อหลักสูตร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3contents.pdf ( )
4chapter1.pdf ( )
5chapter2.pdf ( )
6chapter3.pdf ( )
7chapter4.pdf ( )
8chapter5.pdf ( )
9appendix.pdf ( )
10bibliography.pdf ( )
11vita.pdf ( )
7
ปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศในครอบครัว สัมพันธภาพกับเพื่อน และสถานะทางเอกลักษณ์แห่งตนในนักศึกษา ชั้นปีที่ 1
Individual Factors, Family Atmosphere, Peer Relationship and Ego Identity Status of First - Year University Students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : บุษรินทร์ ทุ่งมีผล.
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3contents.pdf ( )
4chapter1.pdf ( )
5chapter2.pdf ( )
6chapter3.pdf ( )
7chapter4.pdf ( )
8chapter5.pdf ( )
9appendix.pdf ( )
10bibliography.pdf ( )
11vita.pdf ( )
8
บุคลิกภาพกับระดับความเครียดในการปฏิบัติงานของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมในศาลชั้นต้น : กรณีศึกษาผู้พิพากษาสังกัดสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 1
Personality and Work-related Stress Among Judges at The Court of First Instance : A Case Study of The Office of The Court of Justice Region 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : ขวัญหล้า ประสาทเขตการณ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.07 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Contents.pdf ( 0.13 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.34 MB)
5Chapter2.pdf ( 3.14 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.17 MB)
7Chapter4.pdf ( 0.22 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.91 MB)
9Appendix.pdf ( 0.51 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.27 MB)
11Vita.pdf ( 0.01 MB)
9
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หัตถกรรมดินขาวนครปฐม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้บทเรียนวีดีทัศน์กับการเรียนปกติ
A Comparison of Learning Achievement on Nakhon Pathom Din Khao Handicraft of Matthayom Suksa 1 Students Taught With a Video Lesson and Conventional Methods
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : ธีรพงษ์ ธีรภาพสกุลวงศ์.
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.09 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Contents.pdf ( 0.11 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.46 MB)
5Chapter2.pdf ( 2.72 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.54 MB)
7Chapter4.pdf ( 0.07 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.21 MB)
9Appendix.pdf ( 2.88 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.28 MB)
11Vita.pdf ( 0.02 MB)
10
ทัศนคติและพฤติกรรมเกี่ยวกับเรื่อง "บุญกิริยาวัตถุ 10" ของพุทธศาสนิกชนไทยรุ่นใหม่ : ศึกษาเฉพาะกรณี นักศึกษาชมรมพุทธศาสน์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในเขตกรุงเทพมหานคร
The Way of Viewpoints and Behavior held by the Thai New-aged Buddhist Disciples Concerning Punnakiriyavatthu : The Case Study of The Buddhist Student Clubs of Rajamangkala Institute of Technology in Bangkok
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : พัชนี มานะวาณิชเจริญ
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องบุญกิริยาวัตถุ ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกและอรรถกถาต่างๆ และศึกษาทัศนคติและพฤติกรรมเกี่ยวกับเรื่องบุญกิริยาวัตถุของพุทธศาสนิกชนไทยรุ่นใหม่ โดยมุ่งวิจัยเฉพาะกรณีนักศึกษาชมรมพุทธศาสน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 วิทยาเขตรวม 100 ตัวอย่าง ปรากฏผลการศึกษาวิจัยดังนี้ต่อไปนี้ การวิจัยภาคเอกสารพบว่า บุญ หมายถึงการกระทำความดีงามทั้งปวง ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจาและใจ ผลของบุญ คือ ความสุขกาย สบายใจ และส่งผลให้ไปสู่สุคติบุญ มี 3 หมวดหลักได้แก่ ทายมัย บุญสำเร็จด้วยการด้วยการให้ทาน (ให้ผลบุญน้อย) ศีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล (ให้ผลบุญปานกลาง) และภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยทางเจริญภาวนา (ให้ผลบุญมาก) นอกจากนี้ ผลของบุญยังขึ้นอยู่กับเจตนา ศรัทธาและสัมมาทิฏฐิของผู้ทำบุญเป็นสำคัญ โดยสรุป บุญกิริยาวัตถุ คือ ธรรมะภาคปฏิบัติ สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือนผลการวิจัยภาคสนาม พบว่า นักศึกษากลุ่มตัวอย่างเข้าใจว่า บุญ หมายถึง การทำความดีที่ให้ผลเป็นความอิ่มใจ สบายใจ ทั้งยังถือว่า "การทำบุญ" เป็นสิ่งสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชีวิต กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติเชิงบวกว่า การทำบุญทำให้สังคมสงบสุขและจิตใจอิ่มเอิบทั้งไม่เห็นด้วยกับนักคำกล่าวที่ว่า การทำบุญมักทำให้คนงมงาย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีหลักในการทำบุญที่ถูกต้องสอดคล้องกับหลักพุทธธรรม อาทิ การทำบุญต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ผลของบุญขึ้นกับเจตนาเป็นสำคัญเป็นต้น ทั้งยังมองว่าสังคมไทยมีพฤติกรรมการทำบุญทีไม่ถูกไม่ควร เช่นการชอบทำบุญตามกระแส หวังผล (บุญ) เกินควร และมุ่งเน้นทางวัตถุมากดไป เป็นต้น และส่วนใหญ่ยังเชื่อกฎแห่งกรรม การอุทิศส่วนกุศลอยู่ค่อนข้างมาก ส่วนพฤติกรรมการทำบุญพบว่า กลุ่มตัวอย่างได้ทำบุญวันเกิดเป็นประจำ ทำบุญวันระลึกถึงผู้ล่วงลับ เทศกาลงานบุญและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นครั้งคราวสำหรับการตักบาตร ไปทำบุญที่วัด ปฏิบัติธรรม - นั่งสมาธิ และสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอนนั้น ส่วนใหญ่ได้ทำเป็นครั้งคราวการทำบุญที่กลุ่มตัวอย่างอยากทำแต่ไม่เคยไดทำ คือ การบริจาคดวงตาและร่างกาย การดูรายการธรรมะเช้าวันอาทิตย์ และเรื่องการบริจาคโลหิตในภาพรวมพบว่า ตัวแปรอิสระทั้ง 3 คือ เพศ สมาชิกอาวุโสสูงสุดในครอบครัวและความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับวัด ล้วนมีผลอย่างยิ่งต่อทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่าง โดยเพราะตัวแปรที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับวัดนั้นมีผลในแทบทุกประเด็นที่ศึกษาวิจัย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3content.pdf ( )
4chapter1.pdf ( )
5chapter2.pdf ( )
6chapter3.pdf ( )
7chapter4.pdf ( )
8chapter5.pdf ( )
9chapter6.pdf ( )
10appendix.pdf ( )
11bibliography.pdf ( )
12vita.pdf ( )
11
มูลเหตุของการไม่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : กรณีศึกษาผู้เสียภาษีที่อยู่ในเขตท้องที่ความรับผิดชอบของสำนักงานสรรพากรพื้นที่ กรุงเทพมหานคร 10
Reasons for Failing to Pay Personal Income Tax: A Case Study of Personal Income Tax Non- Compliance in the Area Under the Responsibility of the Bangkok Area Revenue Office 10
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : พิจิตรา อินคาคร
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.06 MB)
2Abstract.pdf ( 0.11 MB)
3Contents.pdf ( 0.12 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.44 MB)
5Chapter2.pdf ( 1.42 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.15 MB)
7Chapter4.pdf ( 1.98 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.28 MB)
9Appendix.pdf ( 0.19 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
11Vita.pdf ( 0.02 MB)
12
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์การมหาชน
Television of Thailand Channel 11 and The Transition to Autonomous Public Organization
วิทยานิพนธ์/Thesis 2542
โดย : จินตนา ระวันประโคน
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพการและปัญหาของสื่อบริการสาธารณะ (Public Service Brpadcasting ) ในต่างประเทศและในประเทศไทยและสภาพการสื่อบริการสาธารณะแบบไทย กรณีสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 (สทท .11) (2) เพื่อศึกษาเหตุความจำเป็นที่รัฐต้องออกนโยบายปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนแปลง สทท .11 ไปสู่องค์การมหาชนและศึกษาแนวคิด รูปแบบ และวิธีการบริหารงานขององค์การมหาชน (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารขององค์การ บุคคลภายนอกที่ร่วมงานกับ สทท . 11 และนักวิชาการต่อเปลี่ยนแปลง สทท .11 ไปสู่องค์การมหาชน รวมทั้งความเป็นไปได้และข้อเสนอแนะแนวทางการเปลี่ยนแปลงองค์กร (4) เพื่อศึกษาทัศนคติและความเห็นของเจ้าหน้าที่ สทท .11 ต่อการเปลี่ยนแปลง สทท .11 ไปสู่องค์การมหาชน (5) เพื่อศึกษาแนวคิดสื่อกระจายเสียงและทิศทางโครงสร้างการบริหารงานที่เหมาะสมสำหรับ สทท .11 ในรูปแบบองค์การมหาชนในอนาคต การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ข้อมูลในเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยข้อมูลเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก (key informats) ที่เกี่ยวข้องกับ สทท. 11 ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารงาน ผู้ร่วมปฏิบัติงานจากภายนอกจากและนักวาชาการ สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่ สทท .11 กรุงเทพมหานคร ทั้งข้าราชการและลูกจ้าง จำนวน 245 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบนวมข้อมูล ประกอบด้วยแปรภูมิหลัง ได้แก่ สถานภาพงาน ระดับตำแหน่ง (เฉพาะข้าราชการ ) ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน สถานภาพทางครอบครัว และระดับการศึกษา ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานไว้ว่า ตัวแปรดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับทัศนคติและความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลง สทท .11 ไปสู่องค์การมหาชน แลทดสอบสมมติฐานโดยการใช้สถิติ ไค-สแควร์ (Chi- square) ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานของ สทท. 11 ไม่เหมาะสมกับการบริหารงานแบบระบบราชการ (Bureaucratic) สมควรเปลี่ยนแปลงไปสู่การบริหารงานแบบองค์การมหาชน (Autonomous Public Organization) ตามแนวสื่อกระจายเสียงบริการสาธารณะ (Public Service Brpadcasting ) เนื่องจากเป็นรู)แบบที่ก่อให้เกิดความคล่องตัว ( flexiblity) สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อบริการสาธารณะอย่างแท้จริง บุคลากรสามารถปฏิบัติงายอย่างมีประสิทธิภาพ (effictiveness) และบรรลุประสิทธิผล (efficiency) ขององค์การและยังพบว่าสถานภาพงาน ระดับตำแหน่ง (เฉพาะข้าราชการ) อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน สถานภาพทางครอบครัวและระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์กับทัศนคติและความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลง สทท.11 ไปสู่องค์การมหาชน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ยกเว้นความห่วงกังวลในเรื่องของเงินเดือนและค่าตอบแทน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( )
2Abstract.pdf ( )
3Contents.pdf ( )
4Chapter1.pdf ( )
5Chapter2.pdf ( )
6Chapter3.pdf ( )
7Chapter4.pdf ( )
8Chapter5.pdf ( )
9Chapter6.pdf ( )
10Appendix.pdf ( )
11Bibliography.pdf ( )
12Vita.pdf ( )
13
การพัฒนาสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11
Development of the National Broadcasting of Thailand
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : บุญเลิศ ชัยจิตตนานนท์.
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.10 MB)
2Abstract.pdf ( 0.10 MB)
3Contents.pdf ( 0.19 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.30 MB)
5Chapter2.pdf ( 1.69 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.19 MB)
7Chapter4.pdf ( 1.14 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.80 MB)
9Appendix.pdf ( 0.36 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.10 MB)
11Vita.pdf ( 0.02 MB)
14
ศึกษาความรู้และปัญหาในการวัดและประเมินผลการเรียนของอาจารย์ผู้สอนสายอาชีวศึกษา ในเขตการศึกษาที่ 12
A Study of Knowledge and Problems in Measurement and Evaluation of the Vocational Education Level Teachers in Educational Region 12
วิทยานิพนธ์/Thesis 2542
โดย : ณรงค์ แจ้งใจ
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
การศึกษาครั้งนี้จุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันในการวัดและประเมินผลการเรียน ความรู้ความเข้าใจ ปัญหาในการจัดและประเมินผลการเรียน ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ของอาจารย์ผู้สอน สายอาชีวศึกษา ในเขตการศึกษา 12 จำนวน 328 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยผู้วิจัยได้สร้างขึ้นโดยแบบวัดความรู้ความเข้าใจในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียน มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 ผลการวิจัยพบว่า 1. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลภาคทฤษฎี คือ แบบทดสอบแบบเลือกตอบสำหรับการวัดผลภาคปฏิบัติ อาจารย์ผู้สอนใช้การผลิตชิ้นงานเป็นเครื่องมือและดูคุณภาพของผลการ มีการวัดด้านเจตคติโดยใช้แบบวัดความรับผิดชอบในงานการวัดความรู้ความสามารถของนักเรียนจะวัดในระดับความเข้าใจ การประเมินผลการเรียนจะทำหลังสิ้นสุดการสอนเพื่อนำผลการประเมทินมาปรับปรุงการเรียนการสอน สำหรับการตัดเกรดใช้แบบอิงกลุ่มและอิงเกณฑ์ร่วมกัน 2. อาจารย์ผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการวัดประเมินผลการเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ อยู่ในระดับปานกลาง และอาจารย์ผู้สอนที่ทำการสอนในสาขาวิชาวิชาต่างกัน มีความรู้ความเข้าใจในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญที่ระดับนัยสำคัญ ทางสถิติ 0.05 3. อาจารย์ผู้สอนมีปัญหาในด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านการปฏิบัติ ด้านเครื่องมือและการบริการจากหน่วยงานในการวัดและประเมินผลการเรียน อยู่ในระดับปานกลางและอาจารย์ผู้สอนที่ทำการสอนในสาขาวิชาต่างกัน มีปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจด้านการปฏิบัติ ด้านเครื่องมือและการบริการจากหน่วยงานในการวัดและประเมินผลการเรียน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 4. อาจารย์ผู้สอนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ คือ ต้องการให้หน่วยงานมีการอบรมให้ความรู้เรื่องการวัดและประเมินผลการเรียน ต้องการมีเจ้าหน้าทีด้านการวัดและประเมินผลการเรียนโดยตรง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( )
2Abstract.pdf ( )
3Contents.pdf ( )
4Chapter1.pdf ( )
5Chapter2.pdf ( )
6Chapter3.pdf ( )
7Chapter4.pdf ( )
8Chapter5.pdf ( )
9Appendix.pdf ( )
10Bibliography.pdf ( )
11Vita.pdf ( )
15
รายงานการวิจัยเรื่องแรงจูงใจในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยรามคำแหงในช่วง 12 ปี (พ.ศ. 2537 - 2549)
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : าวิทยาลัยรามคำแหง. สถาบันวิจัยและพัฒนา., รังสรรค์ แสงสุข, เฉลิมพล ศรีหงษ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title-Chapter4.PDF ( 0.42 MB)
2Chapter5-Vita.PDF ( 10.94 MB)

Search within results