Search Result 55 Found

  • Filters
 
3
ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
The Leadership of the Secondary School’s Executive under the office of Education of Educational Service Area, Bangkok 2
บทความ/Article 2558
โดย : ธนญา หงสไกร
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ตามภาวะผู้นำแบบเต็มรูป 3 แบบ และเปรียบเทียบความแตกต่างของภาวะผู้นำ ตามระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ขนาดของโรงเรียน และวุฒิทางการศึกษาสูงสุด กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบง่าย ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 217 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 50 ข้อ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6 – 1.00 และหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.9602 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้ t-test และ F-test และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยใช้ Least Significant Difference (LSD)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
118-tanaya.pdf ( 0.49 MB)
4
สภาพและปัญหาการบริหารงานทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2
The State and Problems in Educational Resources Management of Primary Schools under Chaiyaphum Service Area Office 2
บทความ/Article 2558
โดย : พิกุล ถนอมขวัญ
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยเชิงสำรวจศึกษาสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหา การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา (2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหา การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาใน 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารทรัพยากรวัสดุ อุปกรณ์ การบริหารทรัพยากรงบประมาณและการบริหารทรัพยากรอาคารสถานที่ ประชากรได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนจากสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2 จำนวน 2,439 คน ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างตามทฤษฎีขีดจำกัดกลาง ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 333 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 และค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ( t-test ) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ( One-Way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า สภาพการปฏิบัติงานการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2 อยู่ในระดับมากทั้งในภาพรวมและรายด้าน ปัญหาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา อยู่ในระดับน้อยทั้งในภาพรวมและรายด้าน ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่มี เพศ ตำแหน่ง และประสบการณ์ ในการทำงานต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อสภาพและปัญหาในการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาไม่แตกต่างกันทั้งในภาพรวมและรายด้าน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
119-pikul.pdf ( 0.53 MB)
6
ผลของโครงการบริการวิชาการ โภชนบัญญัติ 9 ประการ ที่มีต่อค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของนักเรียนโรงเรียนวัดศิริจันทราราม จังหวัดปทุมธานี
The Results of The Ninth Nutritions Commandment Outreach on The student’s BMI of Watsirijantaram School in Pathumthani
บทความ/Article 2558
โดย : ชวิศา แก้วอนันต์
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ชนิดกลุ่มเดียวโดยวัดผลเปรียบเทียบก่อน และหลังเข้าร่วมโครงการ (one group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายของนักเรียนโรงเรียนวัดศิริจันทราราม จังหวัดปทุมธานี ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการบริการวิชาการ เรื่อง โภชนบัญญัติ 9 ประการ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6 โรงเรียนวัดศิริจันทราราม จังหวัดปทุมธานี โดยเก็บกลุ่มตัวอย่างทุกราย จำนวน 121 คน ระยะเวลาศึกษา 3 เดือน ระหว่างเดือน มิถุนายนถึงสิงหาคม 2557 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และ แบบบันทึกค่า น้ำหนัก ส่วนสูง วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย ก่อนและหลัง โดยใช้สถิติทดสอบค่าที (Paired t-test) ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ ค่าดัชนีมวลกายมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.40 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.73 หลังเข้าร่วมโครงการ ค่าดัชนีมวลกายมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.88 โครงการบริการวิชาการเรื่อง โภชนบัญญัติ 9 ประการ มีผลต่อค่าดัชนีมวลกาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
109_Chawisa.pdf ( 0.16 MB)
7
Quality of Life among Men who have Sex with Men (MSM)
บทความ/Article 2558
โดย : npen Kaewpan, Pimsurang Taechaboonsermsak, Sumalee Singhaniyom
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
This study aimed to explore the level of quality of life among Men who have Sex with Men (MSM) and analyze the relationships between personal factors, recognition from family members, perceived health status, health behaviors, and quality of life among MSM living in Bangkok. Data were collected from 115 MSM, who participated in activities held by Rainbow Sky Association of Thailand, by using Snowball sampling. The data were collected using WHOQOL- BREF (Thai version) questionnaire and were analyzed by descriptive statistics, Chi-Square, and Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient. The research findings revealed that MSM had a good and a moderate quality of life accounting for 42.6% and 57.4% respectively. Psychological and social relationship domain was at a good level accounting for 57.4% and 50.4% respectively. Most MSM perceived their healthy status accounting for 71.3%. Perceived health status, health protective behaviors, and health promotion behaviors were positively related to quality of life at p<0.05 (r = 0.452, 0.342, and 0.417 respectively). General health status (THAI GHQ – 28) was negatively related to quality of life at p<0.05 (r = - 0.410). The suggestion to promote quality of life of MSM, family members and health care personnel should provide knowledge on health care, sleep, and emotional management. Health service center should be comprehensively established for specific group. It was advisable to enhance life security, pleasant accommodations, money saving, and proper health behaviors, especially prevention of sexually transmitted diseases. MSM were advised to change their non-monogamous behavior and reduce sexual risk behaviors by using condoms, perform proper sexual behaviors, have self-esteem, as well as have self-awareness and self-admiration to ensure their good quality of life.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101_Wonpen.pdf ( 0.48 MB)
8
การป้องกันมะเร็งของสาร Isothiocyanates จากพืชตระกูลกะหล่ำ
Cancer Preventive of Isothiocyanates from Cruciferous Vegetables
บทความ/Article 2558
โดย : อังคณา วงษ์สกุล
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
สารสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มไอโซไธโอไซยาเนทที่อยู่ในพืชผักตระกูลกะหล่ำ (cruciferous vegetables) ได้แก่ กะหล่ำปลี, กะหล่ำปม, ผักน้ำ, บร็อกโคลี, คะน้า, รูตาบากา (rutabaga) และเทอร์นิพ (turnips) เป็นต้น เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านสารเคมีก่อมะเร็ง ยับยั้งและป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งได้ โดยการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์พบว่าสารกลุ่ม ITCs ที่ชื่อว่า “เฟนเอทิลไอโซไธโอไซยาเนท” ซึ่งอยู่ในผักน้ำสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งปอดและมะเร็งที่หลอดอาหารได้ และในกะหล่ำปลีมีสารชื่อว่า “อินโดว-ทรี-คาบินอล” สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงได้ นอกจากนี้ “ซัลโฟราเฟน” ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในบร็อคโคลี่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้ (60%) และช่วยลดปริมาณเซลล์ผิวหนังที่จะกลายเป็นมะเร็งได้ รวมถึงสารที่อยู่ในผักคะน้า คือ “กลูโคซิโนเลท” ซี่งสามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งอะฟลาท็อกซินบี 1ได้อีกด้วย (Aflatoxin B1) และนอกจากฤทธิ์การต้านสารก่อมะเร็งต่างๆ พืชในตระกูลกะหล่ำยังมีสารชนิดอื่นที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ได้แก่ สารในกลุ่มฟลาโวนอยด์, แร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
107_Angkana.pdf ( 0.21 MB)
9
R2R: Routine to Research กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
R2R: Routine to Research in Educational quality development
บทความ/Article 2558
โดย : มุกดา สีตลานุชิต
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
R2R: Routine to Research กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นแนวทางที่เป็นความท้าทายสำหรับผู้บริหารการศึกษาที่จะนำมาใช้ในองค์กรเพื่อพัฒนาคนให้พัฒนางานอันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หลังจากมีการดำเนินการนำ R2R ไปใช้ในหน่วยงานทางบริการสุขภาพ และหน่วยงานที่ส่งเสริมคุณภาพงานทางสุขภาพอย่างประสบความสำเร็จและเป็นรูปธรรม จึงควรมีการสนับสนุนให้ผู้บริหารการศึกษาใช้ R2R ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนและคุณภาพการศึกษา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
122-mukda.pdf ( 0.49 MB)
10
อนาบอลิกสเตียรอยด์
Anabolic Steroids
งานวิจัย/Research report 2558
โดย : สุรเชษฐ ลำคำ
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
Anabolic steroids เป็นสารที่มีโครงสร้างและการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาคล้ายฮอร์โมนเพศชาย โดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีเพื่อให้มีการออกฤทธิ์ตามที่ต้องการ สามารถนำเอาไปใช้ทางคลินิกได้ จากฤทธิ์ในการเพิ่มมวลกล้ามทำให้มีการนำใช้ในทางที่ผิด ซึ่งปัจจุบันพบได้ทั่วไปโดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬาหรือคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ การใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รู้จัก anabolic steroids ทั้งทางด้านโครงสร้างทางเคมี กลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา การนำเอาไปใช้ทางคลินิก และปัญหาในการนำไปใช้ที่ผิด อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
105_Surachat.pdf ( 0.78 MB)
11
กฎหมายสิทธิบัตรกับปัญหาการเข้าถึงยารักษาโรค : ศึกษากรณีประเทศไทย
Patent Law and Problem of Access to Pharmaceutical Product: A Case Study Thailand
บทความ/Article 2557
โดย : รพล สิมมา, สุชาติ ธรรมาพิทักษ์กลุ
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
18-พีรพล 27-11-57.pdf ( 0.14 MB)
12
การพัฒนาแนวทางประกอบการใช้กรอบแผนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต
Developmental of Approach for Implementation Lifelong Learning
บทความ/Article 2558
โดย : เรียม นิลพันธุ์, ชยยศ ไพวิทยศิริธรรม, ธีรศักดื์ อุ่นอารมณ์เลิศ, ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย, อธิกมาส มากจุ้ย, มารุต พัฒผล, โชติมา หนูพริก
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยและพัฒนานี้ ใช้วิธีการเชิงผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการนำกรอบแผนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านอาชีพท้องถิ่น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลระดับนโยบาย จำนวน 5 คน ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 63 คน ระดับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 786 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) แนวทางการนำกรอบแผนการจัดการศึกษาตลอดชีวิตมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านอาชีพท้องถิ่นในกลุ่มจังหวัดทั้ง 5 ภูมิภาค มีกรอบเนื้อหาสาระแตกต่างกันตามภูมิภาค (2) แนวทาง ประกอบด้วย การบริหารจัดการหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสม สอดคล้อง และมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก (3) ผลการทดลองใช้แนวทางพบว่า สถานศึกษามีการจัดการศึกษาครอบคลุม 5 ด้าน คือ เกษตรกรรมท้องถิ่น อุตสาหกรรมท้องถิ่น บริการท่องเที่ยวท้องถิ่น ศิลปะการแสดงท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณภาพหน่วยและแผนการจัดการเรียน พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ชิ้นงาน โครงงาน รายงานกิจกรรมของผู้เรียนมีคะแนนอยู่ในระดับปานกลาง และนักเรียนเห็นคุณค่าและตระหนักในความสำคัญของอาชีพในระดับมาก (4) ผลการปรับปรุงและพัฒนาพบว่า แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรมีเนื้อหา 4 บท ครอบคลุมการบริหารจัดการ การประเมินผลหลักสูตร การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหลักสูตร แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีเนื้อหา5บท ครอบคลุมการออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ การจัดการเรียนรู้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านอาชีพ และแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้มีเนื้อหา 4 บท ครอบคลุมการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อาชีพ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานและชุมชนในการวัดและประเมินผล
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
117-mareaml.pdf ( 0.75 MB)
13
วิถีดิจิทัลกับห้องจัดรายการวิทยุกระจายเสียง
Digital Mode in a Radio Broadcasting
บทความ/Article 2558
โดย : ว่าที่ร้อยตรีครรชิต สิงหเสมานนท์
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
วิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นวิทยุดิจิทัล ซึ่งตามแผนแม่บทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กำลังมีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในปี 2558 แต่สิ่งที่จะต้องรีบดำเนินการในภาพรวม ให้มีการปรับเปลี่ยนจากระบบการออกอากาศแบบภาคพื้นหรืออนาล็อกเดิม มาเป็นดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยกลไกโครงสร้างทางนโยบาย และโครงสร้างในระบบของการกระจายเสียงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ในส่วนของห้องจัดรายการวิทยุกระจายเสียงที่จะเป็นแหล่งต้นกำเนิดของรายการวิทยุเอง ก็มีความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเครื่องมือและอุปกรณ์เช่นกัน จากเดิมที่การจัดรายการวิทยุมีการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือผลิตรายการประเภทอนาล็อกที่หลากหลาย เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาบทบาท เครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านั้นก็ถูกปรับลดลง แต่เพิ่มศักยภาพและพัฒนาในส่วนของซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการจัดรายการวิทยุให้สามารถดำเนินการจัดรายการได้สะดวก และมีข้อผิดพลาดที่น้อยที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11-kuncitl.pdf ( 0.00 MB)
14
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อสมรรถนะการจัดการระบบการดูแลระยะยาวในกลุ่มผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดปทุมธานี
Factor Correlated with Competency of Long Term Care Management for the Elderly of Professional Nurses in Hospitals under Ministry of Public Health, Pathumthani Province
บทความ/Article 2558
โดย : จันทิมา บันลือฤทธิ์
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา: (1) ระดับสมรรถนะการจัดการระบบการดูแลระยะยาวและสมรรถนะในการดูแลผู้สูงอายุ (2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อสมรรถนะการจัดการระบบการดูแลระยะยาวและสมรรถนะในการดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดปทุมธานี จำนวน 286 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและไคว์-สแควร์ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) สมรรถนะการจัดการระบบการดูแลระยะยาวในกลุ่มผู้สูงอายุ อยู่ในระดับสูง ( =3.652, SD = .656) (2) สมรรถนะในการดูแลผู้สูงอายุอยู่ในระดับสูง ( =3.884, SD = .606) (3) ปัจจัยส่วนบุคคลกับสมรรถนะการจัดการระบบการดูแลระยะยาว ได้แก่ การได้รับการฝึกอบรมมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=.000) สมรรถนะการคิดเชิงวิเคราะห์/ความถนัดการทำวิจัยและการดูแลที่สำคัญมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งงาน (p-value =.009 และ .036) (4) ปัจจัยส่วนบุคคลกับสมรรถนะในการดูแลผู้สูงอายุ ได้แก่ การได้รับการฝึกอบรมมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=.001) ส่วนอายุและตำแหน่งงานมีความสัมพันธ์กับสมรรถนะรายด้าน ได้แก่ ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล (p-value=.000, .021) การวางแผนการจำหน่าย (p-value= .020, .000) และการประสานงานกับสหวิชาชีพ (p-value=.027) และพบความสัมพันธ์ระหว่างอายุ ตำแหน่งงานและขนาดของสถานบริการมีความสัมพันธ์กับการจัดการกับความเจ็บป่วย (p-value=.032, .004, .007)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
112_Jantima.pdf ( 0.22 MB)
15
ความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การกับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดปทุมธานี สังกัดกระทรวงสาธารณสุข
Relationships between Organizational Climate and Quality of Working Life of Professional Nurses in Community Hospitals, Pathumthani Province under Public Health Ministry
บทความ/Article 2558
โดย : ทัศนีย์ ใจมั่น
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การกับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดปทุมธานี สังกัดกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน ขนาด 30 เตียง มีประสบการณ์การทำงาน 1 ปีขึ้นไป จำนวน 170 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล บรรยากาศองค์การและคุณภาพชีวิตการทำงาน ตรวจสอบความเที่ยง โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคได้ .92, และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ (2) บรรยากาศองค์การและคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.31, SD = .39, = 3.34, SD = .38) (3) บรรยากาศองค์การมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงาน (r=.573)อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
111_Tassanee.pdf ( 0.21 MB)

Search within results