Search Result 12 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาแนวทางประกอบการใช้กรอบแผนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต
Developmental of Approach for Implementation Lifelong Learning
บทความ/Article 2558
โดย : เรียม นิลพันธุ์, ชยยศ ไพวิทยศิริธรรม, ธีรศักดื์ อุ่นอารมณ์เลิศ, ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย, อธิกมาส มากจุ้ย, มารุต พัฒผล, โชติมา หนูพริก
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยและพัฒนานี้ ใช้วิธีการเชิงผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการนำกรอบแผนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านอาชีพท้องถิ่น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลระดับนโยบาย จำนวน 5 คน ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 63 คน ระดับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 786 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) แนวทางการนำกรอบแผนการจัดการศึกษาตลอดชีวิตมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านอาชีพท้องถิ่นในกลุ่มจังหวัดทั้ง 5 ภูมิภาค มีกรอบเนื้อหาสาระแตกต่างกันตามภูมิภาค (2) แนวทาง ประกอบด้วย การบริหารจัดการหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสม สอดคล้อง และมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก (3) ผลการทดลองใช้แนวทางพบว่า สถานศึกษามีการจัดการศึกษาครอบคลุม 5 ด้าน คือ เกษตรกรรมท้องถิ่น อุตสาหกรรมท้องถิ่น บริการท่องเที่ยวท้องถิ่น ศิลปะการแสดงท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณภาพหน่วยและแผนการจัดการเรียน พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ชิ้นงาน โครงงาน รายงานกิจกรรมของผู้เรียนมีคะแนนอยู่ในระดับปานกลาง และนักเรียนเห็นคุณค่าและตระหนักในความสำคัญของอาชีพในระดับมาก (4) ผลการปรับปรุงและพัฒนาพบว่า แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรมีเนื้อหา 4 บท ครอบคลุมการบริหารจัดการ การประเมินผลหลักสูตร การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหลักสูตร แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีเนื้อหา5บท ครอบคลุมการออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ การจัดการเรียนรู้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านอาชีพ และแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้มีเนื้อหา 4 บท ครอบคลุมการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อาชีพ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานและชุมชนในการวัดและประเมินผล
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
117-mareaml.pdf ( 0.75 MB)
2
ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้อำนาจกับการบริหารความขัดแย้ง
Relationships Between Power Behaviors and Conflict Management of School Administrators in Banna District
บทความ/Article 2558
โดย : ทิพอาภา วิลัย
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาf(1)/ระดับพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา ( 2)/ระดับการบริหารความขัดแย้งของสถานศึกษา (3)/ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้อำนาจกับการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอบ้านนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอนระดับประถมศึกษาในอำเภอบ้านนา ปีการศึกษาf2556fจำนวนf175fคนfเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามความคิดเห็นแบบมาตรวัดประเมินค่าf5fระดับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า (1) พฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอบ้านนา โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก ( =4.37) (2) การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอบ้านนา โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก( =4.29) (3) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้อำนาจกับการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอบ้านนา ในภาพรวมคู่ที่มีความสัมพันธ์กันสูงสุด คือพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารกับการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการประนีประนอม (r=0.563) และการบริหารความขัดแย้งพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารด้านการควบคุมสภาพแวดล้อม (r=0.533) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าพฤติกรรมการใช้อำนาจการบังคับกับการบริหารความขัดแย้งด้านการประนีประนอม เป็นคู่ที่มีความสัมพันธ์กันสูงสุด (r=0.566) คู่ที่มี รองลงมา พฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้บริหารด้านการควบคุมสภาพแวดล้อม กับการบริหารความขัดแย้งด้านการประนีประนอม (r=0.61) และพบว่าพฤติกรรมการใช้อำนาจด้านเชี่ยวชาญและด้านอำนาจตามกฎหมายกับการบริหารความขัดแย้งด้านการยอมให้เป็นคู่ที่มีความสัมพันธ์ต่ำสุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
125-tiparpar.pdf ( 0.57 MB)
3
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีผลต่อการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา
Causal Factors Affecting Learning Management Reform of Teachers in the Schools
บทความ/Article 2558
โดย : จำลอง เรียงศรีเจริญพร
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของครู และเสนอแนวทางการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของครู กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 42 คน และครู จำนวน 408 คน จากสถานศึกษาในเขตภาคกลางโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เส้นทางด้วยโปรแกรมลิสเรล ส่วนการวิเคราะห์การสนทนากลุ่มนำเสนอข้อมูลโดยฉันทามติของผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า สภาพการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของครู ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ทางบวก การวัดผลและการประเมินผล และการจัดการวัฒนธรรมการเรียนรู้ มีการดำเนินการในระดับมาก และปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของครูทั้ง 9 ปัจจัย มีสภาพการดำเนินการอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงต่อการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของครู มี 4 ปัจจัย ได้แก่ การเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ภาวะผู้นำของครู บริบทห้องเรียน และการติดตามประเมินผลจากองค์กรภายนอก ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลส่งผลทางอ้อมต่อการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของครู มี 5 ปัจจัย ได้แก่ การจัดการคุณภาพโดยรวม การทำงานเป็นทีม ภาพลักษณ์โรงเรียน สวัสดิการโรงเรียน และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ส่วนแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้มีหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นผู้บริหารสถานศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการที่เอื้อต่อการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ของครู
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
17-jumlong.pdf ( 0.00 MB)
4
รูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง
A Change Management Model of Education Administration Focusing on the Participation
บทความ/Article 2558
โดย : สุภาภรณ์ สุขศรี
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ เสนอรูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการเรียนรวม เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน จากผู้บริหาร ครูการสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนรวม ครูปกติสอนเด็กที่เรียนรวม ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเรียนรวม และผู้ปกครองนักเรียนปกติเรียนรวม ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 37 โรงเรียน รวมจำนวน 555 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการเรียนรวม ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ รูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง โดยผู้เกี่ยวข้องมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ และมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์กับผลความสำเร็จ ส่วนผลประกอบการส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการเรียนรวม มี 4 ด้านคือ ด้านนักเรียน ด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม ด้านหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน ด้านเครื่องมือและเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเกิดความตระหนักและมีเจตคติที่ดีต่อการจัดการเรียนรวมเกิดความพึงพอใจและมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และส่งผลให้การจัดการเรียนรวมได้รับการสนับสนุนการส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการเรียนรวม อย่างเต็มที่จากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
18-supapornl.pdf ( 0.00 MB)
5
รูปแบบการพัฒนาการกำกับ และส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา
A Developmental Model in Monitoring and Supporting Functions of the School Board
บทความ/Article 2558
โดย : พงศ์ไท คีรีวงศ์วัฒนา
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจสภาพการปฏิบัติงานจริง และที่ควรปฏิบัติการกำกับ และส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา (2) กำหนดองค์ประกอบที่มีประสิทธิภาพของการกำกับ และส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา (3) ศึกษาพัฒนา รูปแบบการพัฒนาการกำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา และ (4) ประเมินรูปแบบการกำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง คือคณะกรรมการสถานศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่เป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล จำนวน 41 ศูนย์ รวมทั้งสิ้น142 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t ค่า Chi - Square วัดความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยัน และประเมินรูปแบบการกำกับ และส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงเข้าร่วมประชุมปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพที่ปฏิบัติงานจริง ในการกำกับ และส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคคล และด้านทั่วไป อยู่ในระดับมาก และที่ควรปฏิบัติทุกด้านอยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านวิชาการ อยู่ในระดับมากที่สุด (2) องค์ประกอบที่มีประสิทธิภาพของการกำกับ และส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา ประกอบด้วยด้านความเข้าใจในบทบาท ด้านความรับผิดชอบ ด้านหน้าที่ ด้านการประชุม ด้านการประเมินผลงาน ด้านการพัฒนาคณะกรรมการ และด้านการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสของสถานศึกษา (3) รูปแบบการพัฒนาการกำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษาประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก และ(4) การประเมินรูปแบบการกำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา ด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่าภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
112-pongtai.pdf ( 0.65 MB)
6
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม
Factors Affecting the Effectiveness of Educational Management in the
บทความ/Article 2558
โดย : ภูวณัฐสร์ หนูมาก
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ(1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา และ (3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลของการจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอนและกรรมการสถานศึกษา จำนวน 193 รูป/คน ได้จากการคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ทฤษฏีลิมิตกลาง และเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็น แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.992 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยด้านนโยบายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และปัจจัยด้านยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาตามแนวทางดัชนีสมดุลทั้ง 4 มุมมอง มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน (2) ปัจจัยทุกตัว มีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิผลของการจัดการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา (3) สมการพยากรณ์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับประสิทธิผลของการจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ได้ดังนี้ (1) (คณิตศาสตร์) = 26.420 + 0.484 (ปัจจัยด้านกระบวนการภายใน) - 0.347 (ปัจจัยด้านประสิทธิผลองค์การ ) (2) (ภาษาไทย) =33.849 + 0.372 (ปัจจัยด้านนโยบายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) (3) (ภาษาอังกฤษ) = 19.047 + 0.540 (ปัจจัยด้านกระบวนการภายใน ) (4) (สมศ.) = 1.630 + 0.257 (ปัจจัยด้านกระบวนการภายใน) (5) (คุณลักษณะ) = 0.111 + 0.520 (ปัจจัยด้านการเรียนรู้และพัฒนา ) + 0.219 (ปัจจัยด้านผู้เรียนและมีผู้ส่วนเกี่ยวข้อง) + 0.170 (ปัจจัยด้านประสิทธิผลองค์การ)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
114-puwanat.pdf ( 0.56 MB)
7
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารการศึกษาโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน
Factors Affecting the Effectiveness of Educational Administration in Private Vocational Schools
บทความ/Article 2558
โดย : นิพนธ์ บุรณจันทร์
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารการศึกษา (2) ประสิทธิผลของการบริหารการศึกษาโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน (3) แนวทางการบริหารการศึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิผลโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยจำนวน 285 โรงเรียนจากโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน สุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารการศึกษาโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนเป็นปัจจัยด้านผู้บริหารโรงเรียน มีภาวะผู้นำในระดับมากที่สุดคือ การไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบกันในการทำงาน และ ผู้ร่วมงานสามารถเข้าพบเพื่อให้ข้อคิดเห็นโดยง่ายและสะดวก ปัจจัยความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ปฏิบัติงานในระดับมากที่สุด คือ การจัดทำแผนงาน/โครงการที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจของโรงเรียน และการกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน และปัจจัยด้านแรงจูงใจ คือ การให้เวลาในการรับฟังปัญหาของผู้ร่วมงานและแสดงความเข้าใจมีความสำคัญมากต่อการทำงานร่วมกัน และการรู้สึกว่าโรงเรียน เป็นสถานที่น่าทำงาน (2) ประสิทธิผลของการบริหารการศึกษาโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน ทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก ( 3) แนวทางการบริหารการศึกษาเพื่อประสิทธิผลโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนพบว่า ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ ปัจจัยด้านความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ และปัจจัยด้านแรงจูงใจ ปัจจัยทั้งสามส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารการศึกษาของโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
115-nipon.pdf ( 0.57 MB)
8
ปัจจัยการตลาด การรับรู้และทัศนคติที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ อีโคคาร์
Marketing Factors, Customer’s Perception and Attitude Affecting Decision to Purchase Eco Car in Bangkok Metropolitan Area
บทความ/Article 2558
โดย : ณัฐฌาน นาวีวงค์
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยการตลาด การรับรู้ และทัศนคติและการตัดสินใจซื้อรถยนต์อีโคคาร์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์อีโคคาร์ (3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์อีโคคาร์ (4) วิเคราะห์อิทธิพลของการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์อีโคคาร์ (5) วิเคราะห์อิทธิพลของทัศนคติของผู้บริโภคที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์อีโคคาร์ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือผู้สนใจซื้อรถยนต์อีโคคาร์ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คนสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ ใช้เครื่องมือแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (multiple Regression) และสถิติไคว์สแคว (chi-square) ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่มีอายุ 26-35 ปี มีการศึกษาปริญญาตรี รายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 20,000 – 30,000 บาท อาชีพพนักงานบริษัท กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อปัจจัยการตลาดด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และกระบวนการบริการในระดับมาก กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ด้านผลิตภัณฑ์ในระดับมากที่สุด (2) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ รายได้ การศึกษา อาชีพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์อีโคคาร์ของผู้บริโภครถยนต์อีโคคาร์ (3) ปัจจัยการตลาดด้านผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (4) การรับรู้ด้านผลิตภัณฑ์และราคามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (5) ทัศนคติด้านความรู้ความเข้าใจและความรู้สึกชอบมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์อีโคคาร์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
126-nattachan.pdf ( 0.62 MB)
9
ปัจจัยในการเลือกใช้สายการบินของผู้ประกอบการฮัจย์
Airline Selection Factors for Transportation Providing by Hajj Service Providers
บทความ/Article 2558
โดย : กฤษฎา บู่ทอง
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1)วิเคราะห์ปัจจัยในการเลือกใช้บริการสายการบินของผู้ประกอบการฮัจย์ (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ประกอบการฮัจย์ที่มีปัจจัยแตกต่างกันได้แก่ พื้นที่ในการให้บริการแก่ผู้แสวงบุญ สนามบินต้นทางที่ใช้บริการ และสิทธิจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ในให้บริการแก่ผู้แสวงบุญ ต่อปัจจัยด้านการตลาดของสายการบิน โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบการฮัจย์ที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ จำนวนทั้งสิ้น 101 บริษัท/หจก. โดยการคำนวณตามสัดส่วนของขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามพื้นที่ให้บริการแก่ผู้แสวงบุญในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง และคำนวณหาของกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งหมด 88 บริษัท/หจก. โดยสถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสถิติ t-test และ F-test โดยผลการวิจัยพบว่า (1) ค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นของผู้ประกอบการฮัจย์ที่มีต่อปัจจัยด้านการตลาดของสายการบินโดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับสมติฐาน (2) ผู้ประกอบการฮัจย์ที่มีปัจจัยแตกต่างกัน ได้แก่ พื้นที่ให้บริการแก่ผู้แสวงบุญฮัจย์ และสนามบินต้นทางที่ผู้ประกอบการฮัจย์ใช้บริการ มีระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านการตลาดของสายการบินแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับสมติฐาน ในขณะที่จำนวนสิทธิจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ในการให้บริการแก่ผู้แสวงบุญแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมติฐาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
118_Kridsada.pdf ( 0.20 MB)
10
ความพึงพอใจของผู้รับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
Satisfaction of Clients at HRH Princess ChakriSirindhorn Medical Center
บทความ/Article 2558
โดย : ธัญญารัตน์ สุขนิมิต
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการ (2) เปรียบเทียบความแตกต่างของคุณลักษณะของผู้รับบริการ คุณลักษณะของการรับบริการ กับความพึงพอใจผู้รับบริการ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ของคุณลักษณะของผู้รับบริการ คุณลักษณะของการรับบริการ คุณลักษณะของระบบบริการ กับความพึงพอใจผู้รับบริการในแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 430 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพรรณานา สถิติที (independent t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one way ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (correlation analysis) ผลการวิจัยพบว่า (1) ความพึงพอใจของผู้รับบริการ ด้านคุณภาพการบริการ ด้านข้อมูลที่ได้รับจากผู้ให้บริการ ด้านอัธยาศัยและความสนใจของผู้ให้บริการ ด้านค่าใช้จ่ายเมื่อใช้บริการ อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการประสานงานของงานบริการ และด้านความสะดวกที่ได้รับจากการบริการ อยู่ในระดับปานกลาง (2) ผู้รับบริการที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันในด้านอาชีพ จุดประสงค์ของการมารับบริการ บุคคลที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และแผนกที่มารับบริการมีความพึงพอใจต่อการบริการอย่างแตกต่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนผู้รับบริการที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันในด้านสถานภาพสมรส การศึกษา สิทธิในการรักษา ความถี่ของการมารับบริการ และแหล่งข้อมูลข่าวสารมีความพึงพอใจต่อการบริการไม่แตกต่างกัน (3) รายได้ ความรุนแรงของการเจ็บป่วย ประสบการณ์ในการมารับบริการ การแนะนำให้มารับบริการ จำนวนผู้ให้บริการ เวลาที่ใช้ ณ จุดคัดกรอง และ เวลาที่ใช้ ณ จุดรับบัตรนัด มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ส่วน อายุ (ปี) จำนวนครั้งของการมารับบริการในโรงพยาบาลเวลาที่ใช้ ณ จุดเข้ารับการตรวจ และเวลาที่ใช้ ณ จุดรับยาที่ห้องยา ไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้รับบริการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
110_Thanyarat.pdf ( 0.18 MB)
11
ความรู้ แรงบันดาลใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียนที่มีต่อการอนุรักษ์ป่าไม้ของโรงเรียน
Knowledge Inspiration and Participation of Student towards School Forest Conservation
บทความ/Article 2558
โดย : นวลจันทร์ กกฝ้าย
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้โรงเรียน สิ่งแวดล้อมศึกษา แรงบันดาลใจในการมีจิตสาธารณะ และพฤติกรรมในการอนุรักษ์ป่าไม้โรงเรียนระหว่างก่อนและหลังอบรม และการประเมินการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการฝึกอบรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองโดยใช้ การประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมแบบพาอิก เครื่องมือมีการประเมิน 3 ด้าน และแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม จำนวน 30 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนดคือการมีจิตสาธารณะและให้คำมั่นว่าจะมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ Paired Sample t-test เพื่อเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการอบรม และ One Way ANOVA เพื่อเปรียบเทียบผลการประเมิน 3 ด้าน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยของเรื่องความรู้การอนุรักษ์ป่าไม้โรงเรียน สิ่งแวดล้อมศึกษา แรงบันดาลใจในการมีจิตสาธารณะ และพฤติกรรมในการอนุรักษ์ป่าไม้โรงเรียนของนักเรียน และผลสัมฤทธิ์การอบรม หลังการอบรม มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการอบรม ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในทุกด้าน ระหว่างการอบรมมีการประเมิน 3 ด้านเพื่อประเมินการมีส่วนร่วมของนักเรียนผู้เข้ารับการฝึกอบรม พบว่า คะแนนเฉลี่ยการประเมินตนเอง การประเมินโดยเพื่อนและการประเมินโดยผู้อำนวยความสะดวก ในสถานการณ์ปัจจุบัน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนในสถานการณ์อนาคตพบว่าคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้าน ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
114_Nuanchan.pdf ( 0.15 MB)
12
ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมีวัดปัญญานันทาราม
Dharma - Practitioner’s Satisfaction through Nekkhammaparami Panyanandharam Temple, Khlong Subdistrict, Khlongluang District, Pathumthani Province
บทความ/Article 2558
โดย : พระมหาสุริยันต์ บุญยอด
มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจในหลักธรรม (ศีล สมาธิ ปัญญา) และวิปัสสนากรรมฐานของผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี วัดปัญญานันทาราม (2) เพื่อศึกษาความสามารถในการนำความรู้ ความเข้าใจ ในหลักธรรม (ศีล สมาธิ ปัญญา) และวิปัสสนากรรมฐานไปใช้ในชีวิตประจำวันของผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี วัดปัญญานันทาราม (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี ณ วัดปัญญานันทาราม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี ณ วัดปัญญา นันทาราม จำนวน 284 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 2 แบบคือ (1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อศึกษาพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษพิสัยของผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี (2) แบบสอบถามเพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการนำหลักธรรม(ศีล สมาธิ ปัญญา)และวิปัสสนากรรมฐานไปใช้ในชีวิตประจำวัน และศึกษาความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ่ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี มีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักธรรมและวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในระดับที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี เพศหญิงมีระดับความรู้ความเข้าใจในหลักธรรม (ศีล สมาธิ ปัญญา)และวิปัสสนากรรมฐาน มากกว่าเพศชาย ผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมี มีความสามารถในการนำความรู้ความเข้าใจในหลักธรรม (ศีล สมาธิ ปัญญา)และวิปัสสนากรรมฐานไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผู้ปฏิบัติธรรมเนกขัมมบารมีมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
124suriyan.pdf ( 0.56 MB)

Search within results