Search Result 30 Found

  • Filters
 
1
ประสิทธิผลของสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001
The Effectiveness of The Approved Workplaces for the Certified Environmental Management System ISO 14001
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : จารึก จิตลดาพร
มหาวิทยาลัยเกริก
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสถานการณ์ประกอบการที่ผ่านการรับรองระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 จากกลุ่มตัวอย่าง 332 สถานประกอบการจากสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองแล้วทั้งภาคการผลิตและบริการ 1,322 สถานประกอบการโดยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย และใช้สถิติเชิงบรรยายในการวัดประสิทธิผล ผลการศึกษาพบว่า ผลการดำเนินงานที่มีทั้งเพิ่มขึ้น เท่าเดิม ลดลง แต่เมื่อมองในลักษณะประสิทธิผลแล้วพบว่า ประสิทธิผลของการใช้ทรัพยากรและพลังงานที่เพิ่มขึ้น หรือมีบางกรณีที่เท่าเดิม และมีส่วนน้อยที่ประสิทธิผลลดลง และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับบางประเดน ที่ประสิทธิผลการดำเนินงาน เท่าเดิม เช่น ระดับความร้อนบริเวณปฏิบัติงานระดับความเข้มของแสงในการทำงานระดับความดังของเสียงรบกวนซึ่งเป็นไปได้ว่า สถานประกอบการดังกล่าวมีการควบคุม ระดับความร้อนระดับความเข้มของแสง หรือระดับความดังของเสียง อยู่ในเกณฑ์ที่มาตรฐานและยอมรับได้แล้วตั้งแต่ก่อน ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 ประสิทธิผลของสถานการณ์ประกอบการที่ผ่านการรับรองระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 พบว่ายังอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำเป็นส่วนมากทั้งอาจเป็นเพราะการนำระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO14001 มาประยุกต์ใช้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 1.65 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 1.05 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 4.32 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.87 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 5.62 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.71 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 1.30 MB)
2
ปัญหาทางกฎหมายในการนำไปใช้ในทางปฎิบัติภายใต้คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.113/2545 ที่เกี่ยวกับการกำหนดราคาโอนของบริษัทข้ามชาติในประเทศไทย
legal Problems Resulting from the Application of Revenue Department Order No.P.113/2545 on Transnational Companies in Thailand
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สมพรชัย ชัยประสิทธิ์
มหาวิทยาลัยเกริก
การกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) เป็นปัญหาสำคัญของการจัดเก็บภาษีอากรของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ประเทศไทยและทุกประเทศในโลกต่างให้ความสำคัญในการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรระหว่างประเทศ (Inter Tax Avoidance) ซึ่งนับวันปัญหาดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มบริษัทข้ามชาติได้ขยายกิจการไปยังประเทศต่างๆ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจให้กลุ่มบริษัทข้ามชาติทางภาษีอากรที่สลับซับซ้อนมากขึ้นในขณะที่บางประเทศมีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีในลักษณะนี้ไม่ทันสมัย หรือไม่มีทำให้ต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีอากรเป็นจำนวนมาก ประมวลรัษฎากรเป็นความหมายที่บัญญัติให้อำนาจรัฐในการจัดเก็บภาษีอากร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีหลักการจัดเก็บภาษีอากรของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ทั้งนี้เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรจะได้มีหลักการในการจัดเก็บภาษีอากรที่นำมาใช้ในการจัดเก็บภาษีอากรของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ แต่ก็ยังมีปัญหาที่ไม่สามารถครอบคลุมถึงวิธีต่างๆ ที่กลุ่มบริษัทข้ามชาตินำมาใช้เพื่อผลในการหลีกเลี่ยงภาษีอากรระหว่างประเทศได้ จากสภาพปัญหาดังกล่าวทางกรมสรรพากรก็ได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.113/2545 เรื่องการเสียภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกรณีการกำหนดราคาโอนให้เป็นไปในราคาตลาด ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 มาเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวและป้องกันกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในเครือเดียวกันเพื่อให้ถือปฏิบัติในการเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ เนื่องจากเป็นเรื่องของการคำนวณและเปรียบเทียบราคาภายใต้ “ข้อเท็จจริงและเหตุผลภายใต้สภาพแวดล้อมของธุรกิจอย่างแท้จริง” จึงจำเป็นสำหรับผู้เสียภาษีที่อยู่ในกลุ่ม “ธุรกรรมข้ามชาติ” ที่จะต้องพิสูจน์ราคาโอนต่อเจ้าพนักงานประเมิน แต่จากการวิจัยพบว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.113/2545 ดังกล่าวมิได้มีสถานะเป็นกฎหมาย ดังนั้นหากผู้เสียภาษีอากรไม่สามารถพิสูจน์ราคาตลาดได้ เจ้าพนักงานประเมินก็ยังสามารถกลับไปใช้อำนาจดุลยพินิจตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรได้ แต่เรื่อง “ราคาตลาด” ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ควรมีการใช้หลักเกณฑ์ ตามหลักสากลในการหาราคา Arm’s Length Price ภายใต้คู่มือ OECD และปัญหาการเปรียบเทียบวิธีการหาราคาตลาดก็ยังมีปัญหาเรื่องวิธีการเปรียบเทียบซึ่งไมเหมาะสมกับทรัพย์สินทางปัญญา ควรเพิ่มหลักเกณฑ์ วิธีการ เพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้มีวิธีการเปรียบเทียบราคาได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงเห็นว่า ควรจะมีตราเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรมาตราใหม่ เรื่อง “การเสียภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีการกำหนดราคาโอนให้เป็นไปตามราคาตลาด” และควรเพิ่มวิธีการเปรียบเทียบวิธีการหาราคาตลาดขึ้นอีก เพื่อให้มีการหาราคาตลาดที่เหมาะสมและเป็นธรรมให้สถานภาพบังคับทางกฎหมาย จะได้เป็นแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าพนักงานและผู้เสียภาษีอากรในประเทศไทย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.10 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 1.53 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 7.86 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 13.88 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 3.73 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 1.09 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.50 MB)
3
ความเชื่อ ความเข้าใจ พฤติกรรม และความเครียดของผู้เข้ารับการฝึกอบรม วิปัสสนากรรมบาน แบบสติปัฏฐาน 4 ที่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
Beliefs, Understanding, Behavior, and Stress of the four Foundations of Mindful Trainees at Wat Ampawan, Sing Buri
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : สุขุมาลชาติ ทองแสง
มหาวิทยาลัยเกริก
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาถึงระดับความเชื่อ ความเข้าใจพฤติกรรม และความเครียดของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความเชื่อ ความเข้า พฤติกรรม และความเครียดของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเกี่ยวกับการฝึกอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐานแบบสติปัฏฐาน 4 และความเครียดของเข้ารับการฝึกอบรม โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี จำนวน 206 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ลักษณะส่วนบุคคล ความเชื่อ ความเข้าใจ พฤติกรรม และความเครียดของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test ค่า F-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน วัดอัมพวัน มีความเชื่อ ความเข้า และพฤติกรรมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ส่วนความเครียดนั้นอยู่ในระดับต่ำ (2) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ สถานภาพสมรส อายุ อาชีพ มีความเชื่อ ความเข้าใจ ไม่แตกต่างกัน ส่วนความเครียดจะมีอายุที่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .000 (3) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลมีด้านระยะเวลาในการปฏิบัติ มีความเชื่อ ความเข้าใจ พฤติกรรม และความเครียด แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .001 .000 (4) ความเชื่อ ความเข้าใจ และพฤติกรรม มีความสัมพันธ์กันทางบวก และมีความสัมพันธ์ทางลบกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.58 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 3.72 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 16.85 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 1.55 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 8.99 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 7.02 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 1.93 MB)
4
ปัญหากฎหมาบยเกี่ยวกับการครอบครองข้าวที่จำนำไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
Legal Problems on Possession of Rice Piedged To The Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ฤทัยรัตน์ มีไล้
มหาวิทยาลัยเกริก
การศึกษาเรื่อง “ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองข้าวที่จำนำไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” กรณีรับจำนำข้าวเปลือกฝากไว้ที่ยุ้งฉางของเกษตรกรนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาความเป็นมา วิวัฒนาการและสภาพปัญหาในการดำเนินการตามนโยบายพยุงราคาข้าวของไทย โดยรัฐบาลได้กำหนดมาตราการในการรับจำนำข้าวในแต่ละปีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สินเชื่อแก่เกษตรกรในการรอการขยายผลผลิตการเกษตร อันเป็นสินเชื่อระยะสั้นซึ่งมีระยะเวลาในการชำระหนี้เพียง 5 เดือนเป็นอย่างมากสาเหตุเพราะข้าวเปลือกเป็ฯสินค้าเกษตรกรที่สามารถเสื่อมค่าได้ง่ายในอนาคตและเพื่อลดปัญหาราคาข้าวในท้องตลาดตกต่ำเกินควร แต่อันเนื่องมาจากวิธีการปฏิบัติในการรับจำนำข้าวเปลือกกรณีฝากข้าวไว้ที่ยุ้งฉางของเกษตรกรที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินการในปัจจุบันเป็นการอนูญาติให้ทรัพย์สินซึ่งจำนำนั้นยังอยู่ในความครอบครองของผู้จำนำอันเป็นผลทำให้สัญญาจำนำระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 769 (2) ประกอบกับการดำเนินการรับจำนำข้าวถูกกำหนดเป็นเพียงมาตราในการดำเนินงานในแต่ละปีเท่านั้น จึงทำให้ไม่มีกฎหมายรับรองเมื่อถึงกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้และนำข้าวเปลือกซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำนำไว้กับธนาคารออกขายก่อนหนี้ถึงกำหนดชำระจึงทำให้ธนาคารไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายไม่ว่าทางแพ่งและอาญาเพื่อบังคับคดีกับลูกหนี้ตามสัญญาได้จึงทำให้รัฐบาลต้องรับภาระในส่วนหนี้เสียของธนาคารในแต่ละปี ฉะนั้นจึงควรมีการบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมให้สิทธิของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สามารถดำเนินกิจการรับจำนำผลผลิตการเกษตรโดยการนำทรัพย์สินที่จำนำฝากไว้ที่ยุ้งฉางของเกษตรกรผู้จำนำเป็นการเฉพาะโดยให้ลูกหนี้ยังคงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินซึ่งจำนำได้เพื่อลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการของตนและเพื่อให้มีสภาพสอดคล้องต่อเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ และธนาคารผู้รับจำนำยังคงมีสิทธิเหนือทรัยพย์สินซึ่งจำนำในการติดตามเพื่อบังคับชำระหนี้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 1.17 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 1.56 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 9.06 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 8.95 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 3.61 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 1.59 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 4.55 MB)
5
มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ควบคุมกำกับดูแลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
Legal masures on the Management of Village and National Urban Fund Program
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ปัญจพร เม่นแย้ม
มหาวิทยาลัยเกริก
The main objectives of Village and National Fund Program are to provide opportunity for people to access to financial source, knowledge source and to participate in the development of the potential of people in community and their community. The Government has set aside a budget of 1 million baht for each community for the development of career, employment, income distribution, expense reduction and assistance in emergency and in other urgent needs. The fund program has been initiated from the idea and confidence of the government which the government has trusted the community and people who are the basic roots of the country. The government ; therefore, distributes resources and power in decision-making so that each community can solve the problems, make use of and manage the resource, that is the fund by themselves. The community can be strong and sustainable self-dependence. Village and National Urban Fund have been registered as a juristic person. The important works include giving loan to members and conducting money transaction. When problems arise, the village fund will act like a financial institution which provide loan. When the village fund has been legally made as a juristic person, experienced personnel or experts in accounting and law should be assigned to assist the village fund. The village fund. The village fund should not be left and managed by people in community themselves without help from the government. Village and National Urban Fund must have the same policy and regulations. Loan must be done in the form of contract while the government must provide assistance in the management of the village fund. In case that the village or the community is large, the fund of 1 million baht is not sufficient ; therefore, saving money by people should be promoted. Money depositing method must be stably developed like a small financial institution so that the village fund can act as a village’s financial institution or a village’s bank.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.59 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.77 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 12.75 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 16.71 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 5.79 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 2.66 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 1.11 MB)
6
มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการผลิตและการค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน
Legal Measures for Controlling Firearm and Bullet Production and Trading
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ณัฏฐ์พัฒธร ยาวิเริง
มหาวิทยาลัยเกริก
มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกิจกรรมเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเป็นมาตรการที่รัฐจำเป็นต้องบัญญัติขึ้นมาเพื่อคุ้มครองให้สังคมสงบเรียบร้อย แม้อาจจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการดำรงชีวิต หรือประกอบอาชีพบางก็ตาม โดยเฉพาะมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมต้องมีความชัดเจน และมีผลใช้บังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงสามารถทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในสังคมได้ตามที่รัฐต้องการ แต่ปัจจุบันมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการผลิต และการค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนยังมีปัญหาเกี่ยวกับบทบัญญัติของกฎหมายที่ไม่มีความชัดเจน กล่าวคือการควบคุมการผลิตมีบัญญัติของกฎหมายหลายฉบับ ที่ไม่สอดคล้องและเกี่ยวข้องกันทำให้การควบคุมจำนวนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ผลิตออกสู่สังคมไม่มีประสิทธิภาพ สำหรับมาตรการการควบคุมการค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน กฎหมายได้กำหนดห้ามไม่ให้มีการอนุญาตให้บุคคลทำการค้าเพิ่มขึ้น และจำกัดจำนวนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่จะสั่งมาจำหน่ายในแต่ละปีของบุคคลที่ได้รับอนุญาตทำการค้า ทำให้เกิดการผูกขาดทางการค้า การจัดทำโครงการสวัสดิการอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของหน่วยงานของรรัฐขาดการควบคุม และมีการนำเข้าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายในการควบคุมที่ชัดเจน ผู้จัดทำวิทยานิพนธ์เห็นว่า เพื่อทำให้มาตรการทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการควบคุมการผลิตและการค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนมีชัดเจนสามารถควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีอยู่ในประเทศได้ จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุง แก้ไขมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบันให้มีความสอดคล้องและเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือการควบคุมการผลิตต้องมีบัญญัติของกฎหมายให้ผู้ได้รับอนุญาติให้ผลิตอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ตามพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ.2550 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอนุญาติให้ผลิตเพื่อขายหรือจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่ส่วนราชการ ต้องได้รับอนุญาตทำการค้าจากนายทะเบียนท้องที่หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญิอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 เพราะการขายหรือจำหน่ายให้ลักษณะประกอบธุรกิจการค้าเข้าข่ายเป็นผู้ทำการค้าตามพระราชบัญญิอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ฉะนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาว่าผู้ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน มีความผิดฐานทำการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และหรือเพื่อให้นายทะเบียนท้องที่สามารถออกใบอนุญาตให้บุคคลซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนจากผู้ผลิตได้หากได้รับอนุญาติทำการค้าแล้ว รวมถึงต้องกำหนดเรื่องคุณสมบัติของผู้ผลิตและผู้ค้าเพิ่มเติมเป็นที่ทำการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสม (fit and proper) และได้รับหนังสือรับรองความสามารถ (Competency Certificate) จากทางการด้วย รวมถึงต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพ (Competency Test) เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายต่างประเทศ เช่น ประเทศสาธารณรัฐอาฟริกาใต้ และนิวซีแลนด์ที่ได้กำหนดเรื่องคุณสมบัติของผู้ประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนทุกประเภท ต้องให้มีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความสามารถในการประกอบธุรกิจ สำหรับมาตรการควบคุมการค้า การที่กฎหมายกำหนดห้ามอนุญาตให้บุคคลที่ประสงค์จะทำการค้าเพิ่มขึ้น หรือการจำกัดโควต้าจำนวนของอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของบุคคลที่ได้รับอนุญาตทำการค้าอยู่แล้ว ทำให้เกิดการผูกขาดทางการค้า หรือผูกขาดตลาดอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนทำให้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนมีราคาสูงเมื่อเทียบกับราคาทุน ผู้จัดทำวิทยานิพนธ์เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องจำกัดห้ามการอนุญาตให้มีการค้าเพิ่มขึ้นหรือไม่ต้องจำกัดจำนวนโควต้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของบุคคลที่รับอนุญาตทำการค้าอยู่แล้ว แต่ให้ทำการควบคุมการนำเข้าหรือการผลิตอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนในภาพรวมของประเทศทั้งหมดว่ารัฐต้องการให้มีจำนวนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่ในสังคมเดิมเท่าใดของแต่ละปี และทำการเปิดให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ทำการประมูลจำนวนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ผู้ค้านั้นประสงค์ต้องการจำหน่ายในแต่ละปีซึ่งรัฐจะสามารถควบคุมจำนวนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนใหม่ที่เพิ่มขึ้นได้ ประกอบกับรัฐยังสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมการขออนุญาตทำการค้าและการประมูลได้อีกด้วยนอกจากนี้ยังรัฐยังสามารถควบคุมราคาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้ รวมถึงไม่เป็นการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคล สำหรับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ได้มีการจดทะเบียนไว้แล้หรือได้อนุญาตให้บุคคลและใช้แล้ว ไม่จำเป็นต้องจำกัดจำนวนโควต้าหรือจำนวนการซื้อขายของผู้ที่ได้รับอนุญาตค้า เพราะอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้รับการควบคุมจำนวนไว้แล้ว ส่วนการพิจารณาอนุมัติการสั่ง นำเข้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนมาเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 108/2535 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการพิจารณาให้ชัดเจน และการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอนัมัติการสั่งนำเข้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนต้องพิจารณาถึงสภาพความจำเป็นของข้าราชการและจำนวนข้าราชการในสังกัด พร้องทั้งต้องพิจารณาถึงจำนวนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่อยู่ในสังคม รวมถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายในการควบคุมประกอบการพิจรณาทุกครั้ง เพื่อให้การจัดทำโครงการสวัสดิการเป็นไปเพื่อประโยชน์และความจำเป็นของข้าราชการโดยแท้ โดยเฉพาะรายชื่อและจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้มีสิทธิ มิใช่จัดทำโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมจำนวนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของรัฐเท่านั้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 3.35 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 2.53 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 4.54 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 17.37 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 14.41 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 6.75 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 1.11 MB)
7
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้ประกอบการขนาดเล็ก
Legal Measure on The Small Enterprises Protection
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : วีรชัย จุลเขตร์
มหาวิทยาลัยเกริก
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าธุรกิจการค้าปลีก คือรากฐานสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังอาจสังเกตได้จากในอดีตถึงปัจจุบัน และเมื่อมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกาภิวัตน์ในยุคปัจจุบัน เป็นข้อพิจารณาได้ว่านานาประเทศโดนเฉพาะที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา เริ่มตระหนักอย่างเห็นได้ชัดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องให้การคุ้มครองและปกป้องผลประโยนช์ธุรกิจการค้าปลีกที่ดำเนินการโดยคนชาติของตน และส่วนใหญ่จะใช้กฎหมายหรืออำนาจบริหาร ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์และกรณี เพื่อให้บังเกิดสัมฤทธิ์ผลได้ทันท่วงทีและอย่างมีประสิทธิภาพหากมิฉะนั้นแล้วบริษัทข้ามชาติระดับยักษ์ใหญ่สามารถเข้ามายึดครองธุรกิจประเภทนี้อันจะส่งผลกระทบระบบเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศโดยรวมได้ การเข้ามาครอบงำตลาดธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งสมัยใหม่ที่ดำเนินการโดยทุนต่างชาติ ด้วยการขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเข้าไปในระดับอำเภอและจังหวัดนอกจากนี้ยังอาศัยกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการปรับลดขนาดของสถานประกอบธุรกิจให้เล็กลงเพื่อให้เข้าถึงชุมชนได้ง่าย และไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ควบคุมการก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมหรือโชห่วยได้รับความเดือดร้อนต้องเลิกกิจการ นอกเหนือจากโชห่วยที่ได้รับผลกระทบในวงกว้างแล้ว การเข้ามาของธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติเหล่านี้ยังสร้างผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศอย่างรุนแรง พฤติกรรมของห้างค้าปลีกเหล่านี้ได้ทำให้สังคมทางการค้าของไทยเกิดความแตกแยก และขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ดดยเฉพาะความไว้วางใจระหว่างผู้ผลิตสินค้ากับยักษ์ค้าปลีก จากเดิมที่เป็นสังคมแบบเกื้อกูลกัน เนื่องจากการครองสัดส่วนจำนวนมากในตลาดทำให้ยักษ์ค้าปลีกเหล่านี้มีอำนาจในการต่อรองราคาและตั้งเงื่อนไขในการรับซื้อสินค้า ที่นอกเหนือจากข้อตกลงซื้อขายกันตามปกติ อีกทั้งยังกระทบต่อการประกอบอาชีพของผู้ประกอบธุรกิจในชุมชนดั้งเดิม วิถีชีวิตของคนในชุมชนวัฒนธรรมท้องถิ่น จากการวิจัยแนวคิดการดำเนินธุรกิจให้มีความเป็นธรรมและการค้าในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกลการตลาด ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องให้การสนับสนุนตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยกำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจหรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติในการเข้ามามีบทบาทในตลาดค้าปลีกภายในประเทศมากเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้การประกอบธุรกิจการค้าปลีกทุกประเภทสามารถดำรงอยู่ได้ตามสภาพเศรษบกิจการค้าและสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน ผู้วิจัยเห็นว่าจำเป็นต้องมีการออกกฎหมายจัดระเบียบการประกอบธุรกิจค้าปลีกบางประเภท จำพวกสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ส่วนบุคคลลหรือในครัวเรือน ในชีวิตประจำวันโดยมีการกำหนดขนาดพื้นที่ของสถานประกอบธุรกิจค้าปลีก กำหนดบริเวณที่ตั้ง วันเวลาปิดเปิด การขออนุญาตประกอบธุรกิจโดยผ่านการเห็นชอบจากชุมชนท้องถิ่น ควรกำหนดมาตราการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจค้าปลีกรายย่อยดั้งเดิมซึ่งมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดั้งเดิมในแต่ละท้องถิ่น ให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายหรือรวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพและมีความเข้มแข็ง เพื่อให้สามารถปรับตัวเพื่ออยุ่รอดและประกอบธุรกิจคู่กับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต่อไปได้.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.91 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 3.61 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 29.84 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 23.63 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 30.77 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 2.76 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 3.71 MB)
8
มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการประกอบวิชาชีพบัญชีของคนต่างด้าว
Legal Measures for Controlling Foreign Accounting Profession
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : กิตติศักดิ์ ยังมี
มหาวิทยาลัยเกริก
กฎหมายวิชาชีพบัญชีในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุม การกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีของคนต่างด้าว การให้สิทธิประโยนช์แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาลงทุนในประเทศที่มีคนต่างด้าวเข้ามาเป็นผู้ทำบัญชีในบริษัทเครือข่ายหรือบริษัทในกลุ่มของบริษัทด้วยกันตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 และ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติในประกอบวิชาชีพทางบัญชี ซึ่งเป็นอาชีพในบัญชีสาม (ประเภทวิชาชีพที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในวิชาชีพกับคนต่างด้าว) โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายของพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีในประเทศไทย และไม่ถูกควบคุมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่บัญญัติถึงการควบคุม ตรวจสอบ และกำกับดูแล มิให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบวิชาชีพบัญชีแข่งกับคนไทย จากการศึกษาพบว่ามาตราการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุม ตรวจสอบกำกับดูแล การขึ้นทะเบียน และการออกใบอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบวิชาชีพบัญชีในประเทศไทย ซึ่งผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 1) ควรจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์กรขึ้นมารับผิดชอบในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นรูปธรรม ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 2) เร่งให้มีการพิจาณาแต่งตั้งองค์กรตุลาการทางบัญชีหรือศาลบัญชี เพื่อพิจารณาและระงับข้อพิพากษาเกี่ยวกับการบัญชีขึ้นมาโดยเฉพาะ 3) ควรให้รางวัลนำจับกับผู้ที่ให้หรือแจ้งเบาะแส นำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพบัญชี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.35 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 1.44 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 8.36 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 6.48 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 2.38 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 3.80 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 7.41 MB)
9
สาเหตุความยากจนของเกษตรกร กรณีศึกษา ตำบลกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์
The causes of Poverty of Famers in Krasang Subdistrict Krasang District buriram Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ทวีพัฒน์ เหล่าบรรเทา
มหาวิทยาลัยเกริก
การศึกษาเรื่อง สาเหตุความยากจนของเกษตรกร : กรณีศึกษา ตำบลกระสัง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์ คือ ทำการศึกษาพฤติกรรมการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของคนยากจน วิเคราะห์หาสาเหตุของความยากจน และหาแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร ปัญหาความยากจนของเกษตรกร ปัญหาความยากจนของเกษตรกร ข้อมูลปฐมภูมิได้จากการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างแบบมีระบบ ( systematic Sampling) ครอบครัวที่ยากจน จำนวน 24 ครอบครัว และครอบครัวที่ไม่ยากจน จำนวน 5 ครอบครัว และดเนินการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และศึกษาติดตามพฤติกรรมเป็นระยะ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ ตรวจสอบผลการวิเคราะห์กับสมมุติฐาน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุของความยากจนประกอบด้วย สาเหตุไม่ถาวร ( Supplementary Causes) และสาเหตุถาวร ( Main Causes) ดังนี้ 1. สาเหตุไม่ถาวร ( Supplementary Causes) ประกอบด้วย ปัญหาการถูกหลอกลวงหรือถูกโกง และการกระทำในสิ่งที่เกินความสามารถของตนเอง 2. สาเหตุถาวร ( Main Causes) 2.1 สาเหตุจากความคิดและพฤติกรรมของหัวหน้าครอบครัว ประกอบด้วยขาดความรอบคอบ การศึกษาน้อย คิดพึ่งพาคนอื่น ขาดความพยายามไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แก้ปัญหาไม่เป็น ใช้เวลาในการประกอบอาชีพไม่เต็มที่ ใช้จ่ายเกินตัว ไม่รู้จักออม และสุดท้ายเมื่อหมดปัญญาก็เชื่อว่าเป็นเวรกรรม 2.2 สาเหตุจากสมาชิกภายในครอบครัวและญาติใกล้ชิด ประกอบด้วยมีภาระต้องเลี้ยงดูเด็กและตนเจ็บป่วยในครอบครัว ปัยหาจากคดีความที่สมาชิกภายในครอบครัวก่อขึ้น แนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน มีดังนี้ 1. รู้จักประมาณตน และคิดพึ่งพาตนเอง 2. ขยัน อดออม รอบคอบ และประหยัด 3. สร้างระเบียบวินัย และความสามัคคีภายในครอบครัว 4. การรวมตัวเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.09 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 1.52 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 6.27 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 21.30 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 7.95 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 5.51 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.78 MB)
10
ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประมวลระษฎากร กรณีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
Problems of Incoherence Between Double Tax Conventions and The Revenue Code With Special References to Incomes Earned by Foreign Juristic Corporations and Partnerships Doing Businesses in Thailand
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : พิพัฒน์ ไทยศรีสุข
มหาวิทยาลัยเกริก
การศึกษาเรื่อง “ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประมวลรัษฎากร กรณีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศ ที่ประกอบกิจการในประเทศไทย” นี้มีความมุ่งหมายที่จะศึกษาถึงกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่สอดคล้องในการบังคับใช้ร่วมกันระหว่างบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกับบทบัญญัติ แห่งอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างกัน หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “อนุสัญญาภาษีซ้อน” ซึ่งประเทศไทยได้มีการจัดทำความตกลงหรืออนุสัญญาที่ประเทศไทยลงนามมีผลบังคับแล้วจำนวน 52 ประเทศ ทั้งนี้ อนุสัญญาภาษีซ้อนเหล่านี้ อาจกำหนดให้มีการระงับอำนาจในการจัดเก็บภาษีของประเทสไทยภายใต้ประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้บางกรณีหรืออาจกำหนดให้ประเทศไทยต้องลดอัตราภาษีที่เรียกเก็บจากเงินได้ในบางกรณีโดยมีวัตถุประสงคืคือการขจัดสภาวะการเก็บภาษีซ้ำซ้อน หรือเพื่อช่วยบรรเทาภาระภาษีซ้ำซ้อนระหว่างประเทสที่อาจเกิดขึ้น โดยจากการศึกษาแนวทางการตีความของกรมสรรพยากรกรณีการบังคับใช้บทบัญญัติแห่งอนุสัญญาภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจากเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย พบว่ามีความไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ กรมสรรพยากร ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 3 แห่งประมวลรัษฎากร ในการตราพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 18 “พ.ศ. 2505” ซึ่งเป็นเพียงการลดหรือการยกเว้นภาษีอากรตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆด้วยความจำกัดของอำนาจดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากแนวทางการจัดเก็บภาษีในทางปฎิบัติ กรมสรรพยากรจึงได้เพิกเฉยต่อพันธกรณีที่นอกเหนือจากการลด หรือยกเว้นภาษีอากรตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ซึ่งมีบทบัญญัติว่าด้วยกำไรธุรกิจภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนที่กำหนดให้บริษัทต่างประเทศสามารถนำค่าใช้จ่ายซึ่งเกิดขึ้นเพื่อความมุ่งประสงค์ของสำนักงานสาขาของตนในประเทศไทย และให้รวมถึงการจัดสรรหรือปันส่วนค่าใช้จ่ายในจำวนมี่เหมาะสมสำหรับการบริหารและการจัดการทั่วไป ไม่ว่าเกิดขึ้นในหรือนอกประเทศไทยก็ตาม มาบันทึกเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติกราสรรพยากรจะไม่ยินยอมให้นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักออกเว้นแต่เป็นรายจ่ายที่พิสูจน์ได้ว่า เข้าลักษณะรายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะตามมาตรา 65 ตรี (14) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพยากร ที่ ป. 13/2528 เท่านั้น เป็นผลทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศไม่สามารถจัดสรรหรือปันส่วนค่าใช้จ่ายในจำนวนที่เหมาะสมสำหรับการบริหารและการจัดการทั่วไปสำหรับส่วนที่เกิดขึ้นนอกประเทศไทยทั้งหมด จึงทำให้มีจำนวนกำไรสุทธิ ที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยมากเกินกว่าที่ควร จึงเป็นการเพิกเฉยไม่นำบทบัญญัติของอนุสัญญาภาษีซ้อนมาบังคับใช้อันมีลักษณะที่เป็นโทษต่อผู้เสียภาษี นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาในทำนองเดียวกันอีกคือ กรณีมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ซึ่งตามบทบัญญัติว่าด้วยสถานประกอบการถาวรภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน ได้กำหนดยกเว้นในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศมีตัวแทนที่มีสถานภาพเป็นอิสระ ซึ่งหากเป็นกรณีเช่นว่านี้ ก็จะไม่ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ซึ่งคำว่า “มีสถานภาพเป็นอิสระ” หมายถึงการประกอบวิชาชีพทางนายหน้า หรือผู้ทำการแทนที่มีลักษณะเป็นผู้กระทำการตามทางอันเป็นปกติธุระของธุรกิจของตน และเป็นการทั่วไป มิได้กระทำการที่เฉพาะเจาะจงให้บริษัทต่างประเทศเพียงรายเดียวทั้งเดียว ซึ่งกรมสรรพยากร ก็ได้ถือแนวการวิจัยคำว่ามีสถานภาพเป็นอิระ เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังได้ขยายความให้รวมไปถึงผู้เป็นนายหน้าผู้ทำการแทนที่มิได้รับเงินโดยตรงจากลูกค้าในประเทศไทยอีกด้วย โดยอ้างเงื่อนไขตาม (4) ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการภาษีอากรที่ 2/2526 จึงเป็นผลทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่ถึงแม้จะมีตัวแทนหรือผู้ทำการแทนนั้น ได้รับเงินจากลูกค้าในประเทศไทยแทนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศ ก็จะถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทสนั้น มีผู้ทำการแท้ที่มีสถานภาพไม่อิสระในประเทศไทย อันเข้าลักษณะการมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย ตามความในมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เป็นผลทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่เป็นตัวการนั้น ถือว่า ประกอบกิจการในประเทศไทยและถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยแล้ว โดยแนวการตีความเช่นนี้ ก็ไม่ปรากฎในเงื่อนไขของอนุสัญญาภาษีซ้อนแต่อย่างใด จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น หากยังมิได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ย่อมส่งผลให้เกิดความไม่เป็นะรรมในการจัดเก้บภาษี และย่อมนำมาซึ่งอุปสรรคต่อกระแสการลงทุนที่เข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศหรือบริษัทข้ามชาติ อันจะสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจภายในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงมีได้ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุงแก้ไขมาตรา 65 ตรี (14) แห่งประมวลรัษฎากรเพื่อให้กำหนดให้รายการจ่ายที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินธุรกิจของสาขาในประเทศไทย ของบริษัทต่างประเทศสามารถนำมาบันทึกเป็นรายจ่ายในประเทศไทย และเมื่อมีการแก้ไขมาตราดังกล่าวแล้ว กรมสรรพยากรก็สมควรยกเลิกแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวตามคำสั่งกรมสรรพยากร ที่ ป. 13/2528 และออกแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวขึ้นใหม่ ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 65 ตรี (14) ที่แก้ไขใหม่ อีกทั้งสมควรให้มีการแห้ไขหรือกำหนดแนวปฏิบัติในการตีความคำว่าผู้แทนที่ไม่อิสระตามแนววินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 2/2526 เพื่อให้ประเด็นผู้เป็นนานหน้า ผู้ทำการแทนที่ได้รับเงินโดยตรงจากลูกค้าในประเทศไทย ที่กำหนดไว้ตาม(4) ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 2/2526 ถูกลบล้างออกไป ย่อมจะทำให้การตีความระหว่างประมวลรัษฎากรและอนุสัยญาภาษีซ้อนเกิดความเหมาะสมและสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น เพื่อทำให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรม อันเป็นผลก่อให้เกิดการสนับสนุนให้มีการเพิ่มจำนวนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศได้เข้ามาลงทุนประกอบกิจการในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นด้วย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.55 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 2.37 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 9.62 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 13.48 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 2.63 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 1.65 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 1.51 MB)
11
การบังคับใช้พระราชบัญญัติชายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 : ศึกษาเฉพาะกรณีขายตรง
Enforcement of The Direct Sale and Direct Marketing Act, B.E. 2545 (2002) : Study on The Direct Sale
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : พัฒนภูมิ อังศุสิงห์
มหาวิทยาลัยเกริก
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาถึงการบังคับใช้พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ. ศ. 2545 โดยจะศึกษาเฉพาะในส่วน “การขายตรง” ซึ่งการขายตรงเป็นรูปแบบหนึ่งของวิธีการจัดจำหน่ายสินค้าในธุรกิจซื้อขายสินค้า ในปัจจุบันมีกฎหมายเฉพาะมาควบคุมธุรกิจขายตรงคือ พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ. ศ. 2545 แต่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่ได้ผลมากนัก จากการวิจัยพบว่ามีปัญหามาจากปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะป็นเหตุจากตัวแม่เป็นกฎหมายเองเช่น มีบทนิยามบางคำในกฎหมายที่ขาดหายไป ภาษาที่กฎหมายระบุให้ใช้ในเอกสารซื้อขาย หรือ ในคำรับประกันที่ต้องใช้ภาษาไทยทำให้เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ บทกำหนดโทษที่น้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจของชาติ นอกจากนี้กฎหมายแพ่งและพานิชย์ในปัจจุบันไม่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ขายตรงที่เป็นผู้จำหน่ายอิสระซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ประกอบการขายตรงรวมทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ผู้จำหน่ายอิสระได้ สำหรับเหตุที่เกิดขึ้นจากผู้บริโภค ได้แก่ ปัญหาของการขาดความรู้ถึงสิทธิของผู้บริโภค การเพิกเฉยของผู้บริโภคเมื่อถูกละเมิดสิทธิ การขาดการรวมกลุ่มของผู้บริโภค และเหตุที่เกิดจากผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง เช่น การเอาเปรียบผู้บริโภคโดยขาดจิตสำนึกที่ดีของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง และเหตุที่เกิดจากภาครัฐเช่น ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อผู้บริโภค ปัญหาการขาคบุคลากรที่จะบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาในการควบคุมการโฆษณาในธุรกิจขายตรง ดังนั้นทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น ผู้บริโภค ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง ตัวแทนขายตรง ผู้จำหน่ายอิสระและภาครัฐต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ไม่เพิกเฉย รักษาสิทธิของตน ซึ่งผู้เขียนได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้นในวิทยานิพนธ์บับนี้แล้ว และภาครัฐควรมีการแก้ไขกฎหมายบางส่วนที่ไม่ชัดเจน ให้เหมาะสม เพิ่มบุคลากรและพัฒนาความรู้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนส่งเสริมผู้ประกอบการและให้ความรู้ผู้บริโภคเพื่อให้การขายตรงในประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.49 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 2.56 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 23.05 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 11.67 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 21.43 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 19.29 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 1.94 MB)
12
การมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม : ศึกษากรณีชุมชนในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
Partcipation of Community Committee in Environment Management : A Case Study Community in Panakhon Area, Bangkok
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : สลักร พานา
มหาวิทยาลัยเกริก
การศึกษาวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชนศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชน และการศึกษาปัญหาอุปสรรคการมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม : ศึกษากรณีชุมชนในเขตพระนคร กรุงเทพมหานครเป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือโดยการสุ่มตัวอย่างจากกรรมการชุมชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเขตพระนครทั้งหมด 20 ชุมชน 139 ตัวอย่าง ซึ่งคำนวณได้จากสูตรของ Taro Yamane พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลด้วนสถิติอัตราส่วนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงและชายมีจำนวนใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 50.4 และ 49.6 ตามลำดับ มีอายุเฉลี่ยประมาณ 47 ปี การศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย / ปวช. อาชีพส่วนใหญ่คือค้าขาย มีรายได้อยู่ระหว่าง 5,001-10,000 บาท/เดือน สอดคล้องกับระดับการศึกษาและอาชีพ ส่วนใหญ่ปฏิบัติงานในตำแหน่งกรรมการชุมชน มีระยะเวลาอาศัยอยู่ในชุมชนเฉลี่ยประมาณ 38 ปี ส่วนใหญ่เคยได้รับข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมร้อยละ 78.4 และได้รับข่าวสารเหล่านี้จากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี ร้อยละ 92.8 ส่วนการได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ และภาคธุรกิจหรือองค์กรพัฒนาเอกชนอยู่ในระดับน้อย ในขณะที่การมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง เช่นเดียวกับปัญหาอุปสรรคของกรรมการชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมและจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของกรรมการชุมชนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม พบว่า อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ ตำแหน่ง การได้รับข้อมูลข่าวสาร การไดรับการสนับสนุนจากนักการเมืองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐและภาคธุรกิจหรือองค์กรพัฒนาเอกชน และจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของกรรมการชุมชนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีเพียงปัจจัยเรื่อง เพศ ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ชุมชนและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการจัดการสิ่งแวดล้อมเท่านั้นไม่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.55 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 1.18 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 15.82 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 1.07 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 13.49 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 3.22 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 1.21 MB)
13
รัฐกับการพัฒนาและผลกระทบนิเวศการเมืองชุมชนรอบโรงงานอุตสาหกรรม : ศึกษากรณีชุมชนรอบโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดอ่างทอง
State and Development Impact on Political Ecology : A Case Study of Communities Serrouding Industrial Factories
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ชำนาญ นิ่มนวล
มหาวิทยาลัยเกริก
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายรัฐ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีผลกระทบระบบนิเวศการเมืองกับคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบโรงงานอุตสาหกรรมของจังหวัดอ่างทอง ซึ่งในการวิจัยใช้หลายๆ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างแนวกรอบความคิดในการวิจัย โดยมีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวอย่างประชากรที่มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและผลกระทบนิเวศการเมือง เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกในเชิงคุณภาพ โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยแบบขั้นตอน (Stepwise regression) พรรณนา อนุมานในการแปรผลเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า จากประชากรกลุ่มตัวอย่าง 385 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านรอบๆ โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ได้เป็นสมาชิกแรงงานจำนวน 302 คน หรือ 78.20 เปอร์เซ็นต์ สมรสแล้ว จำนวน 294 คน หรือ 76.40 เปอร์เซ็นต์ มีบุตรเฉลี่ยไม่เกิน 2 คน ซึ่งมีอาชีพการเกษตร 94.80 เปอร์เซ็นต์ มีการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา และมีรายได้ไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน ซึ่งประชากรกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมของรัฐ จะสร้างความเจริญให้กับชุมชนและก่อให้เกิดรายได้ (87.50 เปอร์เซ็นต์) ก็จริงอยู่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศการเมืองค่อนข้างสูงมาก (X = 4.08) ซึ่งชาวบ้านต้องการมากให้รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น (X = 4.29) ซึ่งผลดังกล่าวสอดคล้องกับการสัมภาษณ์กลุ่ม (Focus group) ที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ พ่อค้าในท้องถิ่นและชาวบ้านชุมชนรอบโรงงานอุตสาหกรรมว่า การเกิดมลพิษทางอากาศมีกลิ่นเหม็น เกิดเสียงรบกวนการพักผ่อน ทำลายสุขภาพของชุมชน สภาพพื้นดินเสื่อมโทรมถูกทำลาย ปลูกพืชผัก ผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้ผล สภาพน้ำในแม่น้ำลำคลองมีสารปนเปื้อน เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และระบบนิเวศถูกทำลายและยิ่งกว่านั้น สุขภาพโดยรวมของประชาชนทรุดโทรมลงไปด้วย จากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ชาวบ้านในชุมชนจึงรวมตัวกันต่อต้าน เรียกร้องให้รัฐเข้าไปแก้ไขด้วยความจริงใจ ควบคุมโรงงานให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะหน่วยงานของรัฐเป็นกลไกลที่สำคัญที่สุดสำหรับการควบคุมผลกระทบนิเวศการเมืองที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนรอบโรงงาน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของจังหวัดและประเทศในที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ 1.pdf ( 1.84 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 1.69 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 12.46 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 1.08 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 2.83 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.67 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 1.50 MB)
14
ระดับความเครียดของพนักงานในอุตสาหกรรมเครื่องนอน : ศึกษาเฉพาะกรณี บริษัทดอเรียลต็ลแมทเทรส อินดัสตรี จำกัด
Stress level of Employees in the Mattress Industry : A Case Study of Oriental Mattress Industry Company Limited
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : ศุภพงศ์ จิตรประมูล
มหาวิทยาลัยเกริก
The research on Stress Levels of Employees in Mattress Industry: A Case Study of Oriental Mattress Industry Company Limited has objectives to study the stress levels and factors influencing on the stress levels of employees in mattress industry. The methodology employed in this research is a quantitative method. A questionnaire is designed to survey a focus group of 130 manufacturing employees of Oriental Mattress Industry Company Limited. According to the findings, it reveals that in terms of the organizational factors as a whole picture, the sampling group is ranked in a rather high level. In consideration of each individual aspect, it is found that there are four factors gained a rather high level while the remaining one gained a low level. The factor ranked in higher to highest level is structure and atmosphere of organization which is mach more than other factors such as role and responsibility. Job and task, and relationship with other people. In case of the success and career path, it is ranked in a low level. Upon study of the stress levels revels related to work performance, it demonstrates that the sampling group expresses their tension or feels stressed in a rather high level. The top five symptoms are 1) being difficult to fall asleep or unable to get deep sleep due to worry and anxiety, 2) having trembling voice, hand or mouth shaking upon dissatisfaction with colleagues or upon being warned by their superiors, 3) feeling frustrated or annoyed with surrounding people and feeling tired or reluctant to go to work, 4) being nervous or going slow on work to ascertain its accuracy and 5) being confused or having a headache. All these five factors show that the sampling group suffers above- average stress which is probably owing to possession of extreme emotional trouble resulted from conflict or life crisis. According to hypothesis testing, it reveals that age, economic status and necessity to spend on monthly household expenses have significant influence on the stress levels of employees. Regarding the other five facets of organizational factors, they have no effect on stress levels of employees in Oriental Mattress Industry Company Limited. I
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.02 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 1.66 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 10.69 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 1.19 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 5.67 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 3.81 MB)
7บรรณนุกรม.pdf ( 1.25 MB)
15
ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของข้าราชการกรุงเทพมหานคร : กรณีศึกษากลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ
Factors Affecting the Core Competency of Bangkok metropolitan Administration officials : A Case Study of the North area of Bangkok
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : อินทิรา ลิ้มปัญญา
มหาวิทยาลัยเกริก
The purpose of this study was to explore the relationship between the core competency, organizational culture and the transformational leadership. The sample consisted of 213 officers from Bangkhen district, Saimai district and Chatujuk district of Bangkok Metropolitan administration (BMA). The data was analyzed by frequency, percentages, mean, standard deviation and the independent t-test. The results were found as following ; The total means score for the core competency of BMA officers were relatively high-level (x=4.12),and the results of examination in each aspect were that BMA have organizational culture dimensions such as Decentralization, Uncertainty Avoidance, Collectivism. Masculinity and Long Term. Majority of the section chief were the transformational leadership (X=4.12). The officers who agreed with the organizational culture dimension such as Decentralization, Collectivism, and Long Term have practices for the core competencies higher than those officers who have a different agreement, the statistically significant at 0.05. However, the officers who agreed with the organizational culture dimensions in Uncertainty Avoidance and Femininity have practices for the core competencies lower than those officers who have different agreement, there were not the statistically significant at 0.05. The officers who agreed with the section chief who have leadership model in Idealized Influence, Intellectual Stimulation, Inspirational Motivation, Contingent reward, and Manage by Exception :Active have practices for the core competencies higher than those officers who disagreed, the statistically significant at 0.05. But, Leadership model as manage by Exception : Passive and Non-Leading have practices for the core competencies lower than the officers who disagreed, there were not the statistically significant at 0.05. BMA should modify the uncertainly avoidance by increasing the confidence in their expectancy practice that could progress and develop the chiefs'' leadership latency. the BMA also should increase strength and efficiency for non-leading of leadership in practices.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 2.16 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 2.13 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 13.31 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 2.30 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 5.88 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 7.62 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 2.47 MB)

Search within results