Search Result 1,318 Found

  • Filters
 
1
ดัชนีผลกระทบการอ้างอิงของวารสารวิชาการภายในประเทศ. ตอนที่ 1, รายงานผลงานวิจัยเบื้องต้น
Journal impact factors for thai academic journals : part I. preliminary research results
บทความ/Article 2544
โดย : งค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ, ปรียานุช รัชตะหิรัญ, วชิราภรณ์ สุรธนะสกุล, นงเยาว์ เปรมกมลเนตร, ธีระศักดิ์ หมากผิน, Narongrit Sombatsompop, Preyanuch Ratchatahirun, Vachiraporn Surathanasakul, Nongyao Premkamolnetr, Teerasak Markpin
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและรายงานค่าดัชนีผลกระทบการอ้าง อิงของบทความวิชาการ (Journal lmpact factor, JIF) สำหรับวารสารวิชาการในประเทศจำนวน 68 รายการขอบเขตที่กำหนดในบทความนี้ โดยค่าดัชนีผลกระทบการอ้างอิงนี้อาศัยวิธีการคำนวณตามหลักการของสถาบัน Institute for scientific Information (ISI) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดทำและรวบรวมดัชนีผลกระทบการอ้างอิงของวารสารวิชาการภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีขอบเขตการสืบค้น ค้นคว้าปริมาณการอ้างอิงของบทความในวารสารวิชาการภายในประเทศจำนวน 86 รายการที่มีการอ้างอิงระหว่างปี พ.ศ. 2539-2543 จากผลงานวิจัยพบว่ามีวารสารที่ได้รับการอ้างอิงอย่างต่อเนื่องและปรากฏค่าดัชนีผลกระทบการอ้างอิงทุกปีจำนวน 6 วารสาร (คิดเป็น 8.8%ของจำนวนวารสารทั้งหมดที่ได้มีการค้นคว้า)คือ วารสารสงขลานคริทร์ (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) วิทยาสารเกษตรศาสตร์(วิทยาศาสตร์) วารสารกีฏและสัตววิทยา จุฬาลงกรณ์เวชสาร วิศวกรรมสารลาดกระบัง และวารสารเทนโนโลยีสุรนารี นอกจากนี้ ยังพบว่าวารสารที่มีอายุการตีพิมพ์มากกว่ามีโอกาสที่บทความของวารสารที่ได้รับการอ้างอิงและมีค่าดัชนีผลกระทบการอ้างอิงสูงกว่าวารสารที่มีอายุการตีพิมพ์น้อยกว่า ซึ่งค่าเฉลี่ยรวมของดัชนีผลกระทบการอ้างอิง ของวารสารวิชาการในประเทศทั้ง 68 รายการที่ศึกษานี้ มีค่าเท่ากับ 0.069 ซึ่งดัชนีบอกเป็นนัยว่าโอกาสที่บทความวิชาการเรื่องหนึ่งๆที่ลงพิมพ์ในวารสารวิชาการภายในประเทศที่จะถูกนำไปอ้างอิงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.9 % ผลงานวิจัยในบทความนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของงานในอนาคตในแง่ของการพิจารณาวิธีคำนวณค่าดัชนีการอ้างอิงตามหลักการของ ISI ว่าเหมาะสมกับวารสารวิชาการภายในประเทศมากน้อยเพียงใด ประกอบกับการศึกษาแนวทางในการคำนวณค่าดัชนีการอ้างอิงสำหรับวารสารวิชาการภายในประเทศและการนำไปใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
112002096.pdf ( )
2
อิทธิพลของปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนียมซัลเฟตต่อ growth rate, leaf area index และ net assimilation rate ของข้าวเจ้าหอมพันธุ์ปทุมธานี 1
Effect of urea and ammonium sulfate on growth rate, net assimilation rate and leaf area index of aromatic rice cv. pathumtani 1
บทความ/Article 2545
โดย : พิน เกิดชูชื่น, ผ่องพรรรณ พุทธาโร, Orapin Kerdchoechuen, Phongphun Puttaro
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ข้าวเจ้าหอมปทุมธานี 1 เป้นข้าวพันธุ์ใหม่ซึงยังไม่มีการศึกษาการตอบสนองทางสรีระวิทยาที่มีต่อปุ๋ยไนโตรเจน ในการศึกษานี้จึงเป็นการศึกษาการใช้ปุ๋ยนี้ 2 ชนิดที่ใช้กันโดยทั่วไป คือปุ๋ยยูเรีย และแอมโมเนียมซัลเฟต ปริมาณปุ๋ยแต่ละชนิดมี 5 อัตรา คือ 0, 12, 20, 40 และ 80 กก. ไนโตรเจนต่อไร่ โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกาาเพื่อศึกษาการตอบสนองทางสรีระวิทยาด้าน growth rate, leaf area index (LAI) แลพ net assimiltation rate (NAR) ของข้าวเจ้าหอมพันธุ์ปทุมธานี 1 ที่ปลูกในทรายโดยเติมสารละลายธาตุอาหารดัดแปลงของ Hoagland ซึ่งไม่มีธาตุไนโตรเจน และแบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะ การเจริญเติบโต คือ vegetative, reproductive และ repening หรือเมื่อข้าวอายุ 30-51,51-79 และ 79-100 วันหลังย้ายกล้า ตามลำดับ ผลการศึกาาพบว่าปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตทำให้ growth rate, LAI และ NAR ของข้าวระยะ vegetative ดีกว่าข้าวที่เติมปุ๋ยยูเรีย สำหรับการเจริญเติบโตระยะ reproductive และ ripening ไม่พบว่าว่าปุ๋ยทั้ง 2 ชนิดทำให้ growth rat, LAI และ NAR แตกต่างกัน ข้าวที่ใช้ปุ๋ยน้อยกว่า 20 กก. ไนโตรเจนต่อไร่ จะมีการเจริญเติบโตช้า ใบแก่สีเขียวซีดลงจนออกสีเหลืองและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แต่ข้าวที่ได้รับปุ๋ย 80 กก. ไนโตรเจนต่อไร่จะมีใบเพิ่มผิดปกติ ใบสีเขียวเข้ม และมีเมล็ดลีบซึ่งข้าวที่ได้รับปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต 20 กก.ไนโตรเจนต่อไร่นอกจากจะมี NAR ในระยะ vegetative มากกว่าการใช้ปุ๋ยยูเรียแล้วยังทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อพื้นที่มากที่สุดอีกด้วย การทดลองครั้งนี้นอกจากแสดงให้เห็นข้าวเจ้าพันธุ์ปทุมธานี 1 ตอบสนองทางสรีรวิทยาต่อปุ๋ยไนโตรเจนในระยะ vegetative มากกว่าระยะการเจริญเติบโตอื่นแล้ว ยังตอบสนองต่อปุ๋ยแอมโนเนียซัลเฟตดีกว่าปุ๋ยยูเรีย ดังนั้นการปลูกข้าวพันธุ์นี้ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปของปุ๋ยยูเรียแอมโมเนียซัลเฟตตั้งแต่เริ่มปลูกข้าว เพื่อให้มีการเจริญเติบโตและผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
112002210.pdf ( )
3
การผลิตน้ำตาลจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยใช้ไซลาโนไลติกและเซลลูโลไลติกเอนไซม์จาก Bacillus sp. สายพันธุ์ TW-1
Production of Sugars from Agricultural Residues by Xylanolytic and Cellulolytic Enzymes of Bacillus sp. strain TW-1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : มลทิพย์ ไตรปัญญา, Wimoltip Tripanya
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เมื่อเพาะเลี้ยง Bacillus sp. สายพันธุ์ TW-1ในอาหารที่มีเปลือกข้าวโพดเป็นแหล่งคาร์บอน ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน พบว่าสามารถผลิต multienzyme complex ในกลุ่มของไซลาโนไลติกและเซลลูโลไลติก เอนไซม์ได้ ซึ่ง multienzyme complex ที่ยึดเกาะกับผิวเซลล์ ทำให้เซลล์ สามารถยึดเกาะกับพอลิแซ็กคาไรด์ที่ไม่ละลายน้ำ multienzyme complex ทำให้บริสุทธิ์ได้โดยการชะตะกอนเซลล์ (pellet) 2 ขั้นตอน ด้วย sucrose 0.25% และ triethylamine (TEA) 1% ตามลำดับ เมื่อตรวจสอบกิจกรรมของเอนไซม์ใน multienzyme complex บริสุทธิ์ พบว่าประกอบด้วยไซลาเนส อะราบิโนฟูราโนซิเดส คาร์บอกซีเมททิลเซลลูเลส อะไวซิเลส และเซลโลไบโอไฮโดรเลส จากการศึกษารูป แบบโปรตีนของ multienzyme complex บริสุทธิ์ ด้วยเทคนิค native-PAGE พบว่าประกอบด้วยกลุ่มโปรตีนขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว ซึ่งประกอบ ด้วยโปรตีนอย่างน้อย 12 ชนิดเมื่อตรวจสอบด้วย SDS-PAGE และ ประกอบด้วยไซลาเนสอย่างน้อย 15 ชนิด และคาร์บอกซีเมททิลเซลลูเลสอย่าง น้อย 8 ชนิด เมื่อตรวจสอบ ด้วย zymograms multienzyme complex บริสุทธิ์สามารถยึดเกาะกับไซแลนที่ไม่ละลายน้ำ อะไวเซล และวัสดุเหลือทิ้ง ทางการเกษตร และมีเสถียรภาพต่อพีเอชและอุณหภูมิในช่วงพีเอช 6.0 ถึง 9.0 และ อุณหภูมิ 40 ถึง 50 องศาเซลเซียส สำหรับกิจกรรมของไซลาเนส มีค่าสูงสุดที่พีเอช 7.0 อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ multienzyme complex บริสุทธิ์ สามารถย่อยวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้มากกว่าเอนไซม์ ในส่วนของ crude enzyme โดยสามารถย่อยเปลือกข้าวโพดได้ดีที่สุด รองลงมาเป็น ซังข้าวโพด ชานอ้อย ฟางข้าว และแกลบ โดยผลิตภัณฑ์หลักที่ได้ จากการย่อยเปลือกข้าวโพดด้วย multienzyme complex บริสุทธิ์ ได้แก่ ไซโลโอลิโกแซ็กคาไรด์สายสั้นๆ ที่มีขนาด 2 ? 5 มอนอเมอร์ ขณะที่ crude enzyme ย่อยเปลือกข้าวโพดได้ผลิตภัณฑ์หลักเป็น ไซโลส และผลิตภัณฑ์รองเป็นกลูโคส
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1BCT159.pdf ( 19.65 MB)
2BCT159ab.pdf ( 0.31 MB)
3BCT159abth.txt ( 0.00 MB)
4BCT159aben.txt ( 0.00 MB)
4
การศึกษาองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสาขวิชาของนักเรียนช่างอุตสาหกรรมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช
The Study of Factors which Had Influence in Decision Making for the Field of Study of 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : สุเชษฐ์ อาจสมโภชน์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ในปัจจุบันอาชีวศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราชประสบปัญหาความไม่สมดุลของจำนวนนักเรียนที่ เลือกเรียนสาขาวิชาต่างๆในแต่ละสถานศึกษา ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการที่นักเรียนมาข้อมูลสำหรับ การตัดสินใจเลือกสาขาวิชาช่างอุสาหกรรมมีไม่เพียงพอ งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาและเปรียบเทียบ องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสาขาวิชาของนักเรียน จำแนกตามระดับสถานภาพส่านตัว สถานภาพทางการศึกษาและสถานภาพของผู้ปกครอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดย นำไปใช้ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 345 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้น ปีที่ 1 เขตพื้นที่ สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราชในปีการศึกษา 2550 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนโดยการทดสอบความ แตกต่างข้อมูลรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสาขาวิชาของนักเรียน มากที่สุด คือ ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ (X = 4.22) ด้านวิชาการ (X = 4.01) ด้านความถนัด และความสนใจส่วนตัว (X = 3.85) และด้านสภาพเศรษฐกิจและสังคม (X = 3.66) ตามลำดับ การ เปรียบเทียบองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสาขาวิชาของนักเรียนช่างอุตสาหกรรม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า อายุของ นักเรียนที่แตกต่างกันจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันต่อองค์ประกอบด้านสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ ระดับนัยสำคัญ 0.05 นักเรียนในสถานศึกษาที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันต่อองค์ประกอบ ทุกด้านโดยด้านความถนัดและความสนใจส่วนตัว และด้านสภาพเศรษฐกิจและสังคมมีความแตกต่าง กันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ส่วนด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพและด้านวิชาการมีความ แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 และนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ต่อด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CTE535.pdf ( 1.80 MB)
2CTE535ab.pdf ( 0.04 MB)
5
ผลของ 1-methykcyclopropene (1-MCP) สภาพดัดแปลงบรรยากาศ (MAP) และอุณหภูมิสลับต่อคุณภาพและอายุการใช้งานของคาร์เนชันกระถาง (Dianthus caryophyllus L.)
Effects of 1-Methylcyclopropene (1-MCP), Modified Atmosphere Packaging (MAP) and Intermittent Temperatures on the Display Quality and Display Life of Potted Carnations (Dianthus caryophyllus L.)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ชัยรัตน์ บูรณะ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ดอกคาร์เนชัน (Dianthus caryohyllus) เป็นพืชที่ไวต่อการตอบสนองต่อเอทิลีน และการเกิด สูญเสียคุณภาพอย่างรวดเร็วในระหว่างการขนส่งหรือการเก็บเกี่ยว โดยเอทิลีนทั้งจากภายในและ ภายนอกสามารถชักนำให้เกิดการเสื่อมสภาพในดอกคาร์เนชันได้ ดังนั้นการทดลองนี้จึงทำการศึกษา ผลของ 1-methykcyclopropene (1-MCP) แลพสภาพดัดแปลงบรรยากาศ (MAP) ร่วมกับการใช้ อุณหภูมิสลับเพื่อชะลอการเสื่อมสภาพของดอกคาร์เนชันกระถาง โดยพบว่าการใช้ MAP เพียงอย่าง เดียวและการใช้ MAP ร่วมกับ 1-MCP ที่ระดับความเข้มข้น 1 uL+L-1 สามารถชะลอการผลิตเอทิลีน และชะลอการเหี่ยวของดอกคาร์เนชันกระถางได้ นอกจากนั้นยังพบว่าการใช้ MAP ร่วมกับ 1-MCP ที่ ระดับความเข้มข้น 1 uL+L-1 โดยควบคุมอุณหภูมิสลับที่ระดับ 12-7 องศาเซลเซียส (กลางวัน / กลางคืน) เป็นระยะเวลา 2 วัน สามารถยืดอายุการใช้งานของดอกคาร์เนชันกระถางพันธุ์ ''Scarlet'' ได้ อย่างมีนัยสำคัญถึง 604 วัน ในขณะที่ดอกคาร์เนชันกระถางที่บรรจุในกล่องกระดาษลูกฟูก (ชุดควบคุม) มีอายุการใช้งานเพียง 5.3 วัน และจากการศึกษาการแสดงแแกขแงยืนที่เกี่ยวข้องกับการ ผลิตเอทิลีนที่วงเกสรเพศเมียได้แก่ DC-ACS1 DC-ACS2 และ DC-ACS3 และที่กลีบดอกได้แก่ DC-ACO1 พบว่าการใช้ MAP เพียงอย่างเดียวและการใช้ MAP ร่วมกับ 1- MCP ที่ระดับความเข้มข้น 1 uL+L-1 สามารถชะลอการแสดงออกของยีน DC-ACS1 เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุมซึ่งพบว่ามีการ แสดงออกของยีน DC-ACS1 มากที่สุดในวันที่ 3 ถึงวันที่ 5 ของการเก็บรักษา อย่างไรก็ตามยีน DC-ACS2 ในชุดควบคุมมีการแสดงออกน้อยกว่าการใช้ MAP เพียงอย่างเดียวและการใช้ MAP ร่วมกับ 1-MCP ที่ระดับความเข้มข้น 1 uL+L-1 ในขณะที่ยีน DC-ACS3 ในชุดควบคุมมีการแสดงออก มากกว่าการใช้ MAP เพียงอย่างเดียวและการใช้ MAP ร่วมกับ 1-MCP ที่ระดับความเข้มข้น 1 uL+L-1 ตลอดระยะเวลาการทดลอง นอกจากนั้นยังพบว่ามีการแสดงออกของยีน DC-ACO1 ในชุดควบคุม มากกว่าการใช้ MAP เพียงอย่างเดียวและ MAP ร่วมกับ 1-MCP ที่ระดับความเข้มข้น 1 uL+L-1 ใน วันที่ 3 ของการเก็บรักษา ในขณะที่การใช้ MAP เพียงอย่างเดียวและ MAP ร่วมกับ 1-MCP ที่ระดับ ความเข้มข้น 1 uL+L-1 สามารถชะลอการแสดงออกของยีน DC-ACO1 ได้ โดยพบการแสดงออกของ ยีน DC-ACO1 ในวันที่ 7 และ 9 ของการเก็บรักษาตามลำดับ การศึกษาผลของ 1-MCP ในรูป EthylBloc sachet ในการปรับปรุงคุณภาพและอายุการใช้งานของดอกคาร์แน่ชันกระถาง พบว่าการใช้ EthylBloc sachet สามารถยืดอายุการใช้งานของดอกคาร์เนชันกระถางธุ์ ''Scarlet'' และ ''My fair lady'' ได้นานกว่าชุดชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญถึง 2.4 และ 1.7 วันตามลำดับ แต่การใช้ EthylBloc sachet ไม่มีผลต่อคุณภาพและอายุการใช้งานของดอกคาร์เนชันกระถางพันธุ์ ''Lemon soft''
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1PHT328.pdf ( 1.52 MB)
2PHT328ab.pdf ( 0.06 MB)
6
การศึกษาผลของการพัลซิ่งด้วยสารละลาย thidiazuron และน้ำตาลร่วมกับการรมด้วย 1-methylcyclopropene ต่อคุณภาพและอายุการปักแจกันของดอกซ่อนกลิ่น
Study of Pulsing with Thidiazuron, Sucrose and 1- Methylcyclopropene on Quality and Vase life of Tuberose Flowers (Polianthes tuberosa L.)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ฑารัตน์ จีนบันทึก, Jutarat Jeenbuntug
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การศึกษาผลของน้ำตาลซูโครสต่อการเปลี่ยนแปลงทางศรีระวิทยาของดอกซ่อนกลิ่นภายหลังการเก็บเกี่ยว โดยทำการพัลซิ่งดอกซ่อนกลิ่นในแต่ละ ตำแหน่งดอกย่อยด้วยน้ำตาลซูโครส 20% เปรียบเทียบกับดอกที่ทำการพัลซิ่งด้วยน้ำกลั่น ที่อุณหภูมิ 20+-2 C ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% พบว่าดอกย่อย ที่ทำการพัลซิ่งด้วยน้ำกลั่นมีการผลิตเอทีลินและอัตราการหายใจสูงเมื่อเปรียบเทียบกับดอกที่ทำการพัลซิดง้วยน้ำตาลซูโครส 20 % นอกจากนี้ยีงพบว่า ดอกย้อยของดอกซ่อนกลิ่นตำแหน่งล่างสุดที่ทำการพัลซิ่งด้วยน้ำกลั่นมีอายุการปักแจกันสั้นที่สุด ในขณะที่ดอกซ่อนกลิ่นทั้งช่อดอกที่ทำการพัลซิ่งด้วย น้ำตาบ 20 % มีอายุการปักแจกันนานที่สุดการศึกษาผลการพัลซิ่งดอกซ่อนกลิ่นด้วยน้ำกลั่นน้ำตาล 20 % และสารละลาย TDZ ที่ระดับความเข้มข้น 10 20 และ 30 um ร่วมกับน้ำตาล 20 % ที่ระยะเวลา 6 และ 12 ช.ม. ต่อคุณภาพและอายุการปักแจกันของดอกซ่อนกลิ่นหลังการเก็บเกี่ยว พบว่าดอกซ่อนกลิ่นที่ ทำการพัลซิ่งด้วยสารละลาย TDZ ที่ระดับความเข้มข้นต่างๆมีผลต่ออายุการปักแจกันในขณะที่ระยะเวลาในการพัลซิ่งไม่มีผลต่ออายุการปักแจกันแต่พบ ว่าดอกซ่อยกลิ่นที่ทำการพัลซิ่งด้วยสารละลายทีระดับความเข้มข้นต่างๆเป็นเวละ 12 ช.ม. มีแนมโน้มว่าดอกซ่อนกลิ่นมีอายุการปักแจกันนานกว่าดอกที่ ทำการพัลซิ่งเป็นเวลา 6 ช.ม. โดยดอกซ่อนกลิ่นที่ทำการพัลซิ่งด้วยสารละลาย TDZ ที่ระดับความเข้มข้น 30 um ร่วมกับน้ำตาล20% เป็นเวลา 12 ช.ม. มี อายุการปักแจกันนานที่สุด ในขณะที่ดอกซ่อนกลิ่นที่ทำการพัลซิ่งด้วยน้ำตาล 20 % เป็นเวลา 6 ช.ม. มีอายุการปักแจกันสั้นที่สุด 4 .40 วันและการศึกษา ผลการรมด้วย 1-MCP ความเข้มข้น 50 nl ที่ระยะเวลา 0 3 6 และ 12 ร่วมกับ การพัลซิ่งด้วยสารละลาย TDZ และน้ำตาล 20 เปอร์เซนต่อคุณภาพและอายุ การปักแจกันของดอกซ่อนกลิ่นหลังการเก็บเกี่ยว พบว่าการรมดอกซ่อนกลิ่นด้วย 1-mcp ความเข้มข้น 50 nl-; เป็นเวลา 3 ชม. ช่วยยืดอายุการปักแจกันของ ดอกซ่อนกลิ่น ดอกซ่อนกลิ่นที่รมด้วย 1-mcp เป็นระยะเวลาต่างๆ ร่วมกับการพัลซิ่งด้วยสารละลาย TDZ ที่ระดับความเข้มข้น 30 um และน้ำตาบ 20 % มี ประสิทธิภาพดีกว่าการรมด้วย 1-MCP เป็นระยะเวลาต่างๆ ร่วทมกับการพัลซิ่งด้วยน่ำกลั่น ดอกซ่อนกลิ่นที่รมด้วย 1-MCP เป็นเวลา 3ช.ม. และทำการ พัลซิ่งด้วยสารละลาย TDZ ทที่ระดับความเข้มข้น 30um ร่วมกับน้ำตาล 20% มีอายุการปักแตกันนานที่สุด7.25วันและมีอัตราการหายใจต่ำกว่าดอกซ่อน กลิ่นที่ไม่ผ่านการรมด้วย 1-mcp และทำการพัลซิ่งด้วยน้ำกลั่นที่มีอายุการปักแจกันสั้นที่สุด 4.75 วัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1PHT291.pdf ( 1.51 MB)
2PHT291ab.pdf ( 0.04 MB)
3PHT291abth.txt ( 0.00 MB)
4PHT291aben.txt ( 0.00 MB)
7
ผลของเอทธิฟอนและ 1-MCP ต่อการสลายตัวของคลอโรฟิลล์ในผักชีตัดแต่งพร้อมบริโภค
Effects of Ethephon and l-MCP on Chlorophyll Degradation in Minimally Processed Coriander (Coriandrum sativum)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ดดาวัลย์ คำมะปะนา, Laddawan Kammapana
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การศึกษษผลของสารละลายเอทธิฟอนซึ่งเป็นสารที่คุณสมบัติในการปลดปล่อยก๊าซเอทธิลีน ที่ระดับ ความเข้มข้น 0 (ชุดควบคุม) 1 10 100 500 และ 1000 ppm ต่อคุณภาพของผักชีตัดแต่งพร้อมบริโภคใน ระหว่างการเก็บรักษาในกล่องพลาสติกใส ชนิด Clam chell ที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส พบว่า สารละลายเอทธิฟอนความเข้มข้น 1000 ppm กระตุ้นให้ผักชีเกิดการเหลือง เนื่องจากมีการสูญเสีย คลอโรฟิลล์และมีการเพิ่มขึ้นของแคโรทีนอยด์ นอกกจากนี้สารละลายเอทธิฟอนความเข้มข้น 1000 ppm ยังกระตุ้นอัตราการหายใจ การผลิตเอทิลีน และกิจกรรมของเอนไซม์ ACC oxidase Chlorophyllase และ Mg-dechelatase ในผักชีให้สูงขึ้น สำหรับการรมผักชีโดยการใช้สารยับยั้งเอทธิลีน คือ 1- methylcyclopropene (1-MCP) ที่ระดับความเข้มข้น 0 (ชุดควบคุม) 100 200 300 400 และ 500 ppb ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วเก็บรักษาในกล่องพลาสติกใส ชนิด Clam shell ที่ อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส พบว่า การรมด้วย 1-MCP ความเข้มข้น 500ppb สามารถชะลอการเหลือง ของใบผักชี ลดการสูญเสียคลอโรฟิลล์และการเพิ่มขึ้นของแคโรทีนอยด์ นอกจากนี้ยังมีผลต่อการลด อัตราการผลิตเอทธิลีน และลดกิจกรรมของเอนไซม์ ACC oxidase Chlorophyllase Mg-dechelatase และ Chlorophyll degrading peroxidase แต่อย่างไรก็ตามการรมผักชีดัวย 1-MCP ไม่มีผลต่ออัตราการ หายใจ ส่วนการศึกษาการใช้สารละลายเอทธิฟอน ร่วมกับ 1-MCP โดยใช้เอทธิฟอนที่ความเข้มข้น 1000 ppm และ 1-MCP ความเข้มข้น 500 ppb แล้วเก็บรักษาผักชีในกล่องพลาสติกใส ชนิด Clam shell ที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส พบว่า การรม 1-MCP เพียงอย่างเดียว การรม 1-MCP ก่อนการจุ่มเอทธิฟอน และการจุ่มเอทธิฟอนก่อนการรม 1-MCP สามารถชะลอการเหลืองของใบผักชี ชะลอการสลายตัวของ คลอโรฟิลล์และการเพิ่มขึ้นของแคโรทีนอยด์ เนื่องจากการรม 1-MCP เพียงอย่างเดียว การรม 1-MCP ก่อนการจุ่มเอทธิฟอน หรือการจุ่มเอทธิฟอน ก่อนการรม 1-MCP สามารถลดอัตราการผลิตเอทธิลีน และลดกิจกรรมของเอนไซม์ ACC oxidase Chlorophyllase Mg-dechelatase และ Chlorophyll degrading peroxidase จากการศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า เอทธิลีนจากสารละลายเอทธิฟอนสามารถ กระตุ้นการเหลืองของใบผักชี ในขณะที่สาร 1-MCP มีบทบาทในการชะลอการเหลืองของใบผักชี ซึ่ง สามารถใช้เป็นแนวทางในการยืดอายุการเก็บรักษาผักชีตัดแต่งพร้อมบริโภคต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1PHT326.pdf ( 1.75 MB)
2PHT326ab.pdf ( 0.06 MB)
3PHT326abth.txt ( 0.00 MB)
4PHT326aben.txt ( 0.00 MB)
8
การวิเคราะห์ราคาค่าก่อสร้างของโครงสร้างอาคารต้านทานแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 1 และ 2
Cost Analysis of Buildings Resisting Earthquakes in Zone 1 and Zone 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ะสาท หิรัญคำ, Prasart Hirunkham
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ นำเสนอการศึกษาเปรียบเทียบราคาค่าก่อสร้าง ของอาคารในส่วนของโครงสร้างหลักที่ ต้องการออกแบบต้านทานแรงแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 1ตามข้อกำหนด UBC1985และเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 2 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 49 พ.ศ. 2540 การเปรียบเทียบแบ่งออกเป็นสามกรณีคือ กรณีแรกเปรียบเทียบราคาค่าก่อสร้างระหว่าง แบบจำลองโครงสร้างต้านทานแรงแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 1 กับแบบจำลองโครงสร้างต้านทานแรงลมตามข้อบัญญัติ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2522 กรณีที่ 2 เปรียบเทียบราคาค่าก่อสร้าง ระหว่างแบบจำลองโครงสร้างต้านทานแรงแผ่นดินไหว ในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 2 กับแบบจำลองโครงสร้างต้านแรงลมตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2522 กรณีที่สามเปรียบเทียบ ราคาค่าก่อสร้าง ระหว่างแบบจำลองโครงสร้างต้านทานแรงแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 1 กับแบบจำลองโครงสร้างต้านทาน แรงแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 2 แบบจำลองโครงสร้างที่ใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ระบบคือ โครงข้อแข็ง ผนังรับแรงเฉือนและโครงข้อแข็ง ผสมกับผนังรับแรงเฉือน โครงสร้างที่พิจารณา เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กระบบพื้นไร้คาน ไม่มีคานขอบ มีความสูง 10, 20 และ 40 ชั้น โดยความสูงของอาคารชั้นแรกสูง 5 เมตร และสูง 3.50 เมตรในชั้นต่อๆไป และผังอาคารของอาคารแต่ละความสูงของผังอาคารมีอัตราส่วน ความยาวต่อความกว้าง 1:1 และ 2:1 ผลการศึกษาพบว่าราคาค่าก่อสร้างที่ออกแบบต้านทานแรงแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 1 และ 2 สูงกว่าราคาค่าก่อสร้างที่ออกแบบต้านทาน แรงลมอยู่ในช่วงร้อยละ 5.6 -6.4 และร้อยละ 8.5-11.4 ตามลำดับ และราคาค่าก่อสร้างที่ออกแบบต้านทานแรงแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 2 สูงกว่าราคาค่าก่อสร้างในเขตพื้นที่ความเสี่ยงที่ 1 อยู่ในช่วงร้อยละ 2.7- 4.7 โดยความสูงและอัตราส่วนความยาวต่อความกว้างของอาคารที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้นทำให้ราคาค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นด้วย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CVE2286.pdf ( 8.18 MB)
2CVE2286ab.pdf ( 0.12 MB)
3CVE2286abth.txt ( 0.00 MB)
4CVE2286aben.txt ( 0.00 MB)
9
การศึกษาองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสาขาวิชาของนักเรียนช่างอุตสาหกรรมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา
The Study of Factors which Had Influence in Decision Making for the Field of Study of 1st Year Students in the field of Industrial Engineering under Vocational Education of Nakhonratchasima
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : สุกัญญา กาจหาญ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
This research aimed to study factors which had influence in decision making for the field of study of Ist year vocational certificate students in the field of Industrial Engineering under Vocational Education of Nakhonratchasima. Presently, Vocational Education of Nakhonratchasima found that the number of students who chose to study in different fields of study in each institution was imbalance. This research was to study and compare factors which had influence in decision making for the field of study of students classified by personal status, educational status and parental status. Tool used in this research was questionnaire which used for 345 of sampling group who was currently studying in the 1st year of vocational certificate level in the area under Vocational Education of Nakhonratchasima in academic year 2550 in 10 colleges. Analysis was done using percentage, mean, SO and analysis of variance by testing pairly data using Scheffe''s method. Results found that the factors which had the most influence in decision making for the field of study of students was stability and progress in occupation (X = 4.23), academic (X = 4.07) skill and personal interest (X = 3.94) and economic and social (X = 3.86) respectively''. The comparison of factors which had i~fluence in decision making for the field of study of Ist year vocational certificate students in the field of Industrial Engineering under Vocational Education of Nakhonratchasima generally found that those 4 aspects were at a high level. This analysis was similar to the research of Suchet Argesompoat [7] who found that the which had influence in decision making for the field of study of 1st year vocational certificate students in the field of Industrial Engineering under Vocational Education of Nakhonsri-Thammarat generally found in all 4 aspects that the decision making level was at a high level. This indicated that students under Vocational Education of Nakhonsri-Thammarat and Nakhonratchasima had similar reasons in making decision to choose the field of inducstrial engineering in Ist year of vocational certificate level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CTE577.pdf ( 1.77 MB)
2CTE577ab.pdf ( 0.04 MB)
10
ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้นโรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม 1 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
The Study of Satisfaction Level towards "Love Reading Behavior Promotion Activities (ko-kho-kor)" of Primary Education Students in the First Thakham Municipal School
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ญจนา ศรีภักดี, Kanjana Sripakdee
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ตอนต้น โรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม 1 มีวัตถุประสงค์สร้างรูปแบบกิจกรรมเพื่อปลูกฝัง และส่งเสริม นิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม 1 เพื่อศึกษา ความพึงพอใจต่อการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม 1 เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการ อ่านกิจกรรม "ก ข ค" ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม 1 จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับชั้นเรียน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากนักเรียน ระดับประถม ศึกษาตอนต้นจำนวน 90 คนโดยใช้สูตรยามาเน่ ที่ความคลาดเคลื่อน .05 เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.77 และวิเคราะห์ข้อมูลแปลผลด้วยโปรแกรม สำเร็จรูป โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาแสดงค่า ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ อนุมานวิเคราะห์ด้วย t-test ผลการวิจัย พบว่า นักเรียน มีความพึงพอใจต่อการดำเนินกิจกรรมส่งเสริม นิสัยรักการอ่าน กิจกรรม "ก ข ค" ในส่วนการบันทึกการอ่าน (ก) อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.25 รองลงมา คือ ด้านเกี่ยวกับห้องสมุดเคลื่อน (ค) ที่ มี ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.56 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.29 และที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านเกี่ยวกับ ข่าวสารประชาสัมพันธ์ (ข) มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.48 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.22 ผลการ ทดสอบสมมติฐานพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน กิจกรรม "ก ข ค" ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม ๑ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นตัวแปรเพศ ปัญหาอุปสรรคต่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรัก การอ่าน คือ หนังสือมีน้อย ห้องสมุด อยู่ไกล มีขนาดเล็ก ไม่มีเวลาหรือมีเวลาน้อย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1EDT876.pdf ( 11.03 MB)
2EDT876ab.pdf ( 0.10 MB)
11
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์การสอน วิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสะแบงสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3
The Development of Computer Assisted Instruction on Mathematics for Mathayom Suksa One Students, Bansabang School in Nongkhai Education Service Area Zone 3 Office
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : อมรรัตน์ เหลาเกลี้ยงดี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์การสอน วิชา คณิตศาสตร์ 2) หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์การสอน วิชาคณิตศาสตร์ 3) หา ประสิทธิผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่ได้จากการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์การสอน และ 4) หาความ พึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์การสอน วิชาคณิตศาสตร์ เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์การสอนวิชาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) แบบทดสอบวัดประสิทธิผลทางการเรียน และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของผู้ใช้บทเรียน โดยใช้ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์การสอนที่สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพ 84.33/84.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80 / 80 เมื่อนำคะแนนสอบก่อนเรียน และ คะแนนสอบหลังเรียนมาวิเคราะห์เพื่อหาประสิทธิผลทางการเรียนรู้ พบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์การ สอนที่สร้างขึ้นนี้ทำให้ผู้เรียนมีประสิทธิผลทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 62.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (เกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 60% ) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์การสอนระดับ ความพึงพอใจมาก สรุปได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์การสอน วิชาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CIT1092.pdf ( 3.17 MB)
2CIT1092ab.pdf ( 0.19 MB)
12
ผลของ 1-MCP และน้ำร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระของมะระจีนตัดแต่งพร้อมบริโภค
Effect of I-MCP and Hot Water Treatments on Physiological Changes of Fresh-Cut Bitter Gourd
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ระมิด จิตรมาตร, Pyramid Jitmart
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
มะระจีนหั่นชิ้นเป็นผลิตภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยม แต่มะระจีนเมื่อเข้าสู่ระยะสุก จะมีอัตรา การหายใจและอัตราการผลิตเอทิลีนสูง จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสีเหลืองเร็ว และมีอายุการวาง จำหน่ายสั้นลง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของเอทิลีน สาร 1-MCP และการแช่น้ำร้อนต่อ การเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมะระจีนตัดแต่งพร้อมบริโภค การศึกษาผลของเอทิลีนต่อการเปลี่ยนแปลง ทางด้านกายภาพและเคมีของชิ้นส่วนมะระจีนตัดแต่งพร้อมบริโภคบริเวณส่วนขั้วผล กลางผล และ ปลายผล โดยนำผลมะระจีนระยะแก่บริบูรณืทางการค้า นำมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำกลั่น จากนั้น แยกเป็น 2 กลุ่ม คือผลที่ไม่จุ่มและจุ่มด้วยสารละลายเอทิฟอน ความเข้มข้น 500 ppm หลังจากนั้น ตัดเป็นชิ้น ขนาด 5*6 เซนติเมตร แล้วแยกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนขั้วผล ส่วนกลางผล และส่วนปลายผล บรรจุบนถาดโฟม จำนวน 8 ชิ้นต่อถาด หุ้มด้วยฟิล์มพลาสติก PVC และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศา เซลเซียส พบว่าชิ้นมะระจีนตัดแต่งส่วนขั้วผล และชิ้นมะระจีนตัดแต่งที่ผ่านการจุ่มสารละลายเอทิฟอน ความเข้มข้น 500 ppm มีการเปลี่ยนแปลงสี การสูญเสียคลอโรฟิลล์ อัตราการหายใจ อัตราการผลิต เอทิลีน ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ภายในภาชนะบรรจุสูง ปริมาณออกซิเจน ภายในภาชนะบรรจุต่ำ มีคุณภาพสีเปลือก และอายุการเก็บรักษาน้อยที่สุด (P<0.01) โดยชิ้นมะระจีนตัดแต่งจากบริเวณส่วน ของขั้วผล มีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 8 วัน ขณะที่ส่วนกลางผลและปลายผลมีอายุการเก็บรักษาไม่ เกิน 10 วัน และชิ้นมะระจีนตัดแต่งที่ผ่านการจุ่มสารละลายเอทิฟอน ความเข้มข้น 500 ppm มีอายุ การเก็บรักษาไม่เกิน 6 วัน ผลของการรมผลมะระจีนด้วยสาร 1-MCP ความเข้มข้น 0 250 500 และ 750 ppb ระยะเวลา 12 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ก่อนนำมาตัดเป็นชิ้น และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส พบว่าการรมสาร 1-MCP ความเข้มข้น 250 และ 500 ppb ช่วยชะลอการเปลี่ยแปลงสี สูญเสียคลอโร ฟิลล์ เอ คลอโรฟิลล์ บี คลอโรฟิลล์ทั้งหมด ลดอัตราการหายใจ อัตราการผลิตเอทิลีน ลดปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ภายในชนะบรรจุ ส่วนชิ้นมะระจีนที่ผ่านการรมสาร 1-MCP ความเข้มข้น 500 ppb นาน 12 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส มีคุณภาพสีเปลือกดีที่สุด และมีอายุการเก็บรักษา ไม่เกิน 12 วัน การรมสาร 1-MCP ความเข้มข้น 500 ppb ระยะเวลา 12 ชั่วโมงที่อุณภูมิ 25 องศาเซล เซียส ช่วยลดกิจกรรมของเอนไซม์ Chlorophyllase, Mg- dechelatase, Chlorophyll- Degrading Peroxidase, ACC Synthase และ ACC oxidase อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในขณะที่การรมสาร 1-MCP ความเข้มข้น 500 ppb ก่อนการจุ่มสารละลายเอทิฟอน ความเข้มข้น 150 ppm มีประสิทธิ ภาพในการลดกิจกรรมของเอนไซม์ Mg-dechelatase, Chlorophyll -degrading peroxidase และ ACC synthase ของชิ้นมะระจีนตัดแต่งได้ดีกว่าการรมสาร 1-MCP ความเข้มข้น 500 ppb หลังจากจุ่ม สารละลายเอทิฟอน ความเข้มข้น 150 ppm อย่างไรก็ตามไม่สามารถลดกิจกรรมของเอนไซม์ Chlorophyllase และ ACC oxidase ได้ การศึกษาผลของการแช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 50 และ 55 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 1 และ 2 นาที ก่อนนำ ผลมะระจีนมาตัดแต่งเป็นชิ้น และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส พบว่าการแช่ผลมะระจีนใน น้ำร้อนอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 2 นาที สามารถชะลอการเปลี่ยนแปลงสี รักษาความ แน่นเนื้อ ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ภายในภาชนะบรรจุ รักษาคุณภาพสีเปลือกได้ดีที่สุด และชิ้น มะระจีนตัดแต่งส่วนขั้วและปลายผลที่ผ่านการแช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 2 นาที มีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 8 และ 10 วัน ตามลำดับ การแช่ผลมะระจีนในน้ำร้อนอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 2 นาที สามารถชะลอการสูญเสีย คลอโรฟิลล์ เอ คลอโรฟิลล์ บี คลอโรฟิลล์ทั้งหมด ลดอัตราการหายใจและอัตราการผลิตเอทิลีน ลด กิจกรรมของเอนไซม์ Chlorophyllase, Mg-dwchelatase, Chlorophyll-degrading peroxidase, ACC synthase และ ACC oxidase และรักษาคุณภาพสีเปลือกของชิ้นมะระจีนตัดแต่งได้ และการแช่น้ำร้อน อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียสระยะเวลา 2 นาที ก่อนหรือหลังการจุ่มสารละลายเอทิฟอน ความเข้มข้น 150 ppm ทำให้กิจกรรมของเอนไซม์ Mg-dechelatase, Chlorophyll-degrading peroxidase และ ACC synthase และคุณภาพสีเปลือกของชิ้นมะระจีนตัดแต่งไม่แตกต่างกันทางสถิติกับชุดควบุม แต่มีการ สูญเสียคลอโรฟิลล์ อัตราการหายใจ อัตราการผลิตเอทิลีน กิจกรรมของเอนไซม์ Chlorophyllase และ ACC oxidase สูงกว่าชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1PHT374.pdf ( 5.50 MB)
2PHT374ab.pdf ( 0.10 MB)
13
การพัฒนาบทเรียน e-Learning วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1
Development of e-Learning on Basic Electrical and Electronics Subject for First Year Students of Vocational Certificate Level
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ฐธัญ สุวรรณทา, Nutthan Suwantha
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และออกแบบบทเรียน e-Learning วิชางานไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น 2) หาประสิทธิภาพของบทเรียน 3) หาประสิทธิผลทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่เรียนจากบทเรียน 4) ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน และ 5) หาความคงทนในการ เรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนจากบทเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประ กอบด้วย 1) บทเรียน e-Learning วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น และ 2) แบบประเมิน เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1) ดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมินความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญเฉลี่ยเท่ากับ 0.84 2) ประสิทธิภาพของบทเรียน มีค่าความยากง่ายเฉลี่ย 0.66 ค่าอำนาจจำ แนกเฉลี่ย 0.44 และค่าความเชื่อมั่นเฉลี่ย 0.80 3) คุณภาพบทเรียนโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการประเมิน ความเหมาะสมเฉลี่ย 4.33 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ย 0.71 อยู่ในระดับมาก 4) ประสิทธิภาพของบท เรียน E1 /E2 = 82.87/82.75 5) ประสิทธิผลทางการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนจากบทเรียนเพิ่มขึ้นร้อย ละ 64.91 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 6) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียน จากบทเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 7) นักเรียนที่เรียนจากบทเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ไม่น้อย กว่า 30% ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า บทเรียน e-Learning วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)ปีที่ 1 สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประ สิทธิภาพ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CIT1319.pdf ( 4.31 MB)
2CIT1319ab.pdf ( 0.04 MB)
14
ดัชนีกำลังของเถ้าถ่านหินเมื่อใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 และประเภท 3
Strength Activity Index of Single Size Fly Ash with Portland Cement Type I and Type ill
วิทยานิพนธ์/Thesis 2540
โดย : ทัศมาตุ คันฉ่อง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
วิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาขนาดของเถ้าถ่านหินจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะและปูนซีเมนต์ ปอร์ตแลนด์ที่เหมาะสมในการทำปฎิกิริยาปอซโซลาน โดยนำเถ้าถ่านหินขนาดอนุภาคเฉลี่ยเท่า กับ 14 ไมโครเมตรมาแยกออกเป็น 3 ขนาดคือ 5F , 10F และ 15F ซึ่งมีขนาดอนุภาคเฉลี่ยเท่ากับ 2.7 , 8.5 และ 21 ไมโครเมตร ตามลำดับ เนื่องจากเถ้าถ่านหินที่แยกทั้ง 3 ขนาดมีการกระจายตัว ของอนุภาคในช่วงแคบๆ จึงอาจพิจารณาว่าเถ้าถ่านหินดังกล่าวมีขนาดเดียว และทำการบดเพิ่ม ความละเอียดปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 และประเภท 3 ให้มีขนาดแตกต่างกันประเภทละ 3 ขนาด จากนั้นทำการศึกษาคุณสมบัติทางด้านกายภาพและเคมีของเถ้าถ่านหินและปูนซีเมนต์ รวม ทั้งระยะเวลาก่อตัว ค่าการไหล กำลังอัด และปฎิกิริยาปอซโซลานของเถ้าถ่านหิน ในรูปของค่า ดัชนีกำลังของมอร์ต้าร์ซึ่งแทนที่ด้วยเถ้าถ่านหินร้อยละ 20 เปรียบเทียบกับมอร์ต้าร์มาตรฐานที่ไม่ มีเถ้าถ่านหิน และทำการทดสอบกำลังอัดของมอร์ต้าร์ที่อายุ 1 , 3 , 7 , 14 , 28 , 60 และ 90 วัน การทดสอบพบว่าเมื่อใช้เถ้าถ่านหิน 5F และ 10F แทนที่ในปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 1 จะทำให้ระยะเวลาก่อตัวลดลง แต่การแทนที่ด้วยเถ้าถ่านหิน 5F ในปูนซีเมนต์ปอร์ต แลนด์ประเภท 3 จะทำให้ระยะเวลาก่อตัวนานขึ้น มอร์ต้าร์ที่ผสมเถ้าถ่านหินมีค่าการไหลดีกว่า มอร์ต้าร์ที่ไม่ผสมเถ้าถ่านหิน และกำลังอัดของมอร์ต้าร์ที่ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ทั้งสองประเภท ที่บดเพิ่มความละเอียด มีค่าสูงกว่ามอร์ต้าร์ที่ใช้ปูนซีเมนต์ไม่บดเพิ่มความละเอียดตลอดอายุการ ทดสอบ การศึกษาปฎิกิริยาปอซโซลานของเถ้าถ่านหินขนาดเดียวพบว่า การใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ต แลนด์ประเภท 1 ที่บดเพิ่มความละเอียดแทนที่ด้วยเถ้าถ่านหิน 5F ทำให้มอร์ต้าร์มีค่ากำลังอัด สูงกว่ามอร์ต้าร์มาตรฐานตลอดอายุการทดสอบ โดยมีค่ากำลังอัดเท่ากับ 562 กก./ซม.? ที่อายุ 90 วันหรือคิดเป็นค่าดัชนีกำลังร้อยละ 157 ส่วนการใช้เถ้าถ่านหิน 10F และ 15F ทำให้การรับกำลัง อัดของมอร์ต้าร์ลดลงแต่ยังคงสูงกว่ามอร์ต้าร์มาตรฐาน การใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 3 ที่ บดเพิ่มความละเอียดแทนที่ด้วยเถ้าถ่านหิน 5F และ 10F พบว่า มีค่ากำลังดอัดเท่ากับ 608 และ 513 กก/ซม.2 ที่อายุ 90 วันหรือคิดเป็นค่าดัชนีกำลังร้อยละ 140 และ 118 ตามลำดับ และการใช้เถ้า ถ่านหิน 15F ทำให้กำลังอัดของมอร์ต้าร์ต่ำกว่ากรณีที่ไม่ใช้เถ้าถ่านหิน ในงานวิจัยครั้งนี้พบว่า มอร์ต้าร์ที่ใช้เถ้าถ่านหินก่อนการแยกขนาด และเถ้าถ่านหนิน 5F แทนที่ในปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 3 ให้ค่ากำลังอัดที่สูงกว่าการแทนที่ในปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 แต่เมื่อเปรียบ เทียบปฎิกิริยาปอซโซลาน พบว่าค่าดัชนีกำลังกลับน้อยกว่าการแทนที่ในปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 1 นอกจากนี้ความละเอียดของเถ้าถ่านหินที่เพิ่มขึ้นสามารถพัฒนากำลังอัดให้แก่ มอร์ต้าร์ได้อย่างรวดเร็ว มากกว่าการพัฒนากำลังอัดที่ได้จากการเพิ่มความละเอียดของปูนซีเมนต์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CVE857.pdf ( 3.30 MB)
2CVE857ab.pdf ( 0.05 MB)
15
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบมีปฎิสัมพันธ์ เรื่อง ระบบนิเวศ สำหรับนักศึกษาระดับ ปวช. 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี
The coustruction of multimedia computer lesson with interaction on ecosystems for the first-year Vocational Diploma Lopburi College of Agriculture and Technology
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ญพร พุ่มพวง, Thanyaporn Phumphuang
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
งานวิจัยเรื่องการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบมีปฎิสัมพันธ์ เรื่อง ระบบนิเวศ สำหรับ นักศึกษาระดับ ปวช.1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสร้างและหา คุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบมีปฎิสัมพันธ์ เรื่อง ระบบนิเวศสำหรับนักศึกษาระดับ ปวช. 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี 2) เพื่อหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เกิดขึ้น จากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบมีปฎิสัมพันธ์ เรื่อง ระบบนิเวศ สำหรับนักศึกษา ระดับ ปวช.1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบท เรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 4) เพื่อประเมินการเรียนตามสภาพจริงของผู้เรียนที่เรียนจากบทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหา 3 ท่านและทางด้านสื่อการนำเสนอ 3 ท่านผล การศึกษาปรากฎว่าคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย ด้านเนื้อหาและสื่อการนำเสนอมีค่า เท่ากับ 4.03 และ 4.40 ตามลำดับซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี จากนั้นได้นำบทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียที่ พัฒนาไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ระดับปวช.1 สาขาเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกสุ่มอย่างง่าย จากการทดลอง ปรากฎว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น จากการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มี ต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย มีค่าเท่ากับ 4.27 ซึ่งมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และผล การประเมินตามสภาพจริง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.59 อยู่ในระดับดี สรุปได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมี เดียแบบมีปฎิสัมพันธ์ เรื่อง ระบบนิเวศ สามารถนำไปใช้สอนได้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1EDT891.pdf ( 2.88 MB)
2EDT891ab.pdf ( 0.02 MB)

Search within results