Search Result 6,489 Found

  • Filters
 
1
ชุดควบคุมแรงดันหม้อแปลงอัตโนมัติ 0-220 โวลท์
Design and Construction of 0-220 Volts Automatic Controller
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : อรรถกิจ ปรางค์นอก
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
Design and construction of 0-220 volts automatic controller aimed to be used as AC voltage generators in electricity and electronic laboratories whereby the input voltage which could be adjusted were required. DC voltage motors controlled by the MCS 51 microcontroller were used as automatic voltage transformer instead of the manual one. Uses of the automatic controller had to be connected with computers which served on data transfer via parallel ports. Additionally, the Visual Basic V.6 program had to be installed for controlling systems and comforting in selections of required values via keyboards. The selections of voltage could automatically increase and decrease. The results of the 0-220 volts automatic voltage controller tests, comparing the required output voltage with the measured one, revealed that relative errors were at ? 2.17 %. In comparison with the required output voltage, a speed of 1 voltage round of 0-220 volts or 220-0 volts would approximately take time for 26 seconds. Therefore, the automatic voltage controller could be efficiently used as the AC voltage generators.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ETE1033.pdf ( 1.59 MB)
2ETE1033ab.pdf ( 0.08 MB)
3ETE1033aben.txt ( 0.00 MB)
4ETE1033abth.txt ( 0.00 MB)
2
เทคนิคการลดพลังงานไฟฟ้าเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ถอดปลั๊กด้วยวิธีตัดไฟ 0 วัตต์
Zero Watt Shut Down Technique for Personal Computer
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : กลักษณ์ แก้วศิริ, Ekkalak Kaewsiri
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ETE1736ab.pdf ( 0.02 MB)
2ETE1736.pdf ( 1.36 MB)
3
อิทธิพลของการอบชุบต่อโครงสร้างจุลภาคและคุณสมบัติทางกลของเหล็กหล่อ ADI 1.5%Ni-0.3%Mo
The influences of austempering temperatures on microstructures and mechanical properties of austempered 1.5%Ni-0.3%Mo ductile iron
บทความ/Article 2542
โดย : ชธนา พูลทอง, Nuchthana Poolthong
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การศึกษาปัจจัยในการผลิตต่อโครงสร้างและคุณ สมบัติทางกลของเหล็กหล่อ ADI (Austempered Ductile Iron) 1.5%Ni-0.3%Mo ปัจจัยในการผลิตที่ศึกษาคือ อุณหภูมิในการทำออสเทมเปอริ่ง (austempering time)จากการทดลองพบว่าการเพิ่มอุณหภูมิออสเทนิไทซิ่งมีผลให้อัตราการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเบไนท์ (bainite) ช้าลงอุณหภูมิในการทำออสเทมเปอริ่งมีผลต่อชนิดของโครงสร้างเบไนท์ โดยเมื่อทำออสเทมเปอริ่งที่อุณหภูมิสูงกว่า350 C จะได้โครงสร้างเบไนท์บน และถ้าทำออสเทมเปอริ่งที่อุณหภูมิต่ำกว่า 350 C จะได้โครงสร้างเบไนท์ล่างเวลาในการทำออสเปอริ่งค่อนข้างวิกฤต และมีผลต่อสมบัติทางกลของเหล็กหล่อ ADI ค่อนข้างมาก โดยชิ้นงานหนา 2.5 มม. จะมีค่าเป็นเวลา 2 ชั่วโมง สำหรับชิ้นงานเหล็กหล่อ ADI 1.5%Ni-0.3%Mo ที่ทำการทดลองมีค่าความแข็งอยู่ในช่วง313-426 HB และมีความแข็งแรงอยู่ในช่วงระหว่าง 710-1050 MPa จากการทดลองแสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติทางกลของเหล็กหล่อ ADI ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเริ่มต้นและปัจจัยในการผลิต
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
112001516.pdf ( )
4
อิทธิพลของการอบบ่มที่มีต่อโครงสร้างจุลภาคและสมบัติทางกลของโลหะเงินผสม 93.7Ag-6.0Cu-0.3Sn
The effect of age hardening on microstructures and mechanical properties of 93.7Ag-6.0Cu-0.3Sn alloy
บทความ/Article 2551
โดย : ริพร โรจนนันต์, สุรศิษฐ์ โรจนนันต์, เกรียงไกร แสงอำนาจเดช, สุริยงค์ ช้างนิล, เอนก พานแวววาว, Siriporn Rojananan, Surasit Rojananan, Kraingkrai Sangaumnatdej, Suriyong Changnin, Anake Panwawwow
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาอิทธิพลของการบ่มที่มีต่อโครงสร้างจุลภาคและสมบัติทางกลของโลหะเงินผสม 93.7Ag-6.0Cu-0.3Sn ในการทดลองเริ่มจากหลอมเงินบริสุทธิ์ ทองแดงบริสุทธิ์ และดีบุกบริสุทธิ์ และหล่อเป็นชิ้นงานนำไปรีดเย็น จากนั้นนำไปทำกรรมวิธีทางความร้อนโดยการอบละลายเฟสด้วยอุณหภูมิต่าง ๆ ระหว่าง 720-760 องศาเซลเซียส ตามด้วยการอบบ่มที่อุณหภูมิต่าง ๆ ระหว่าง 260-320 องศาเซลเซียส ศึกษาโครงสร้างจุลภาคและสมบัติทางกล ผลการทดลองพบว่าโครงสร้างจุลภาคของงานหล่อ มีลักษณะเป็นเดนไดรต์ของเฟสที่มีเงินเป็นส่วนผสมหลัก (Ag rich dendrite) และโครงสร้างยูเทคติก ความแข็งมีค่า 73 วิกเกอร์ ความแข็งและความต้านทานแรงดึงของชิ้นงานขึ้นกับอุณหภูมิและเวลาในการอบละลายและเวลาในการบ่ม สรุปได้ว่าสภาวะการอบบ่มที่ทำให้ได้ความแข็งสูงสุด ความต้านแรงดึงสูงสุดและความสามารถในการยืดตัวสูงสุด ควรใช้อุณหภูมิการอบละลายเฟสที่ 740 องศาเซลเซียส แล้วตามด้วยการอบบ่มที่ 300 องศาเซลเซียส ซึ่งความแข็งมีค่า 167 วิกเกอร์ ความต้านแรงดึงสูงสุดมีค่า 415 เมกกะปาสคาล และความสามารถในการยืดตัวมีค่า 9.2 เปอร์เซนต์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
112004067.pdf ( 0.65 MB)
5
การปรับปรุงผลผลิตของกระบวนการหมักสปอร์ของ Bacillus subtilis TISTR 001 เพื่อเป็นโพรไบโอติก
Productivity Improvement of Bacillus subtilis TISTR 001 Spore Fermentation for Probiotic
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : จันทร์จีรา อยู่คง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
The use of Bacillus subtilis as probiotics for feed supplement in farming to promote forming bacteria which grow very fast. It can be produced in large-scale production. The objective of this study is to achieve both of high total cell concentration and spore concentration by media optimization and process improvement of spore fermentation. B. subtilis TISTR 001 was tested for the ability of microbial inhibition to some ofpathogenic bacteria (Staphylococcus aureus, Staphylococcus aureus LTH, Salmonella typhi and Salmonella anatum SO86105) by well diffusion and paper-disc assay. The result showed that undiluted supernatant of B. subtilis TISTR 001 did not inhibit these pathogenic bacteria. Inexpensive agricultural by-products such as molasses and defatted soybean meal can be used effectively in culture media. The response surface methodology (RSM) was applied for media optimization to get high spore concentration. A Central Composite design (CCD) was applied to study the combined effect of three factors (molasses, CaCl2.2H2O and MnSO4.H2O). The results showed that the optimized concentration of molasses (reducing sugar equivalent), CaCl2.2H2O and MnSO4.H2O were 19.85 g/L, 0.35 g/L and 0.15 g/L, respectively and the spore production was 5.50 x 109 spores/mL. However, in 2-L fermentor, the high concentration of molasses caused a foaming problem. The another optimization was performed in shake flask culture. Medium containing 20 g/L defatted soybean meal, 3 g/L molasses and 0.5 g/L K2HPO4 was suitable for spore production and resulted in a spore concentration of 1.30 x 109 spores/mL. Therefore, the scale-up of spore production was carried out with this medium. The batch cultivation of B. subtilis TISTR 001 in 2-L fermentor obtained a spore concentration of 1.78 x 109 spores/mL at 48 h, whereas the spore concentration in 1,500-L fermentor was 2.29 x 109 spores/mL at 47 h. In 75-L fed-batch cultivation of B. subtilis TISTR 001 with the same medium increased molasses to 5 g/L, the spore concentration was 5.73 x 109 spores/mL.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1BIT480.pdf ( )
2BIT480ab.pdf ( )
3BIT480ab.txt ( )
6
การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมต่อการผลิตน้ำตาลทากาโทสจากแบคทีเรียอะซิติก Asaia bogorensis NRIC 0311T
Study on optimum conditions of D-tagatose production by an acetic acid bacterium, asair bogorensis NRIC 0311T
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : โชติรจ สุดโต
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1MIC1017ab.pdf ( 0.04 MB)
2MIC1017.pdf ( 2.35 MB)
7
การศึกษาผลิตภัณฑ์ออกซิเดทีฟจากแบคทีเรียอะซิติกชนิด Kozakia baliensis NRIC 0488T
Study on oxidative product from an acetic acid bacterium, Kozakia baliensis NRIC 0488T
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : รรัตน์ พวงนุ้ย, Jirarat Phuangnui
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1MIC1016ab.pdf ( 0.04 MB)
2MIC1016.pdf ( 1.89 MB)
8
การศึกษาการเสื่อมสภาพของน้ำหม้อแปลงชนิดที่ 1 (ตามมาตรฐาน ASTM D 3487-08)
A Study of Deterioration of Type I Transformer Oil (ASTM D 3487-08)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ัชชัย สอนสนาม, Tawatchai Sonsanam
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ในระบบไฟฟ้าแรงสูงฉนวนในอุปกรณ์ไฟฟ้าถือว่าเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะน้ำมันหม้อแปลงซึ่ง จัดเป็นฉนวนเหลวที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ในการใช้งานอาจจะเกิดการเบรกดาวน์หรือการ ดิสชาร์จบางส่วนและมีความร้อนเกิดขึ้นในเนื้อฉนวนเหลว ซึ่งจะนำไปสู่การเสื่อมสภาพของฉนวน งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอการวิเคราะห์น้ำมันหม้อแปลงที่ผ่านการเร่งอายุการเสื่อมสภาพ โดยแบ่ง ออกเป็น 4 ตัวอย่าง คือ ตัวอย่างที่ 1 เร่งอายุการเสื่อมสภาพจากการให้ความร้อนอย่างเดียว ตัวอย่างที่ 2 เร่งอายุการเสื่อมสภาพจากการเบรกดาวน์ 10 ครั้ง/วัน และให้ความร้อนหลังการเบรกดาวน์จนน้ำมัน หม้อแปลงมีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสทุกวัน และตัวอย่างที่ 3 และ 4 จะคล้ายกับตัวอย่างที่ 2 แต่จะ แตกต่างกันที่จำนวนครั้งของการเบรกดาวน์เป็น 30 และ 50 ครั้ง/วัน ตามลำดับ แล้วทำการตรวจสอบ ความเป็นฉนวนโดยการวัดค่าแรงดันเบรกดาวน์ ค่าแฟกเตอร์กำลังสูญเสียไดอิเล็กตริกที่ความถี่และ อุณหภูมิต่างๆ ในงานวิจัยนี้ได้ใช้ตัวอย่างน้ำมันหม้อแปลง Type I ตามมาตรฐาน ASTM D 3487-80 จากผลการทดสอบน้ำมันหม้อแปลงทั้ง 4 ตัวอย่าง พบว่า ค่าแฟกเตอร์กำลังสูญเสียไดอิเล็กตริกจะมี ลักษณะเพิ่มขึ้นตามจำนวนวันที่เร่งอายุการเสื่อมสภาพและค่าแฟกเตอร์กำลังสูญเสียไดอิเล็กตริกของ น้ำมันหม้อแปลงตัวอย่างที่ 1 จะมีค่าต่ำกว่าตัวอย่างที่ 2,3 และ 4 แต่ค่าแรงดันเบรกดาวน์ของน้ำมัน หม้อแปลงตัวอย่างที่ 1 จะมีมากกว่าตัวอย่างที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1EEE2402.pdf ( 7.43 MB)
2EEE2402ab.pdf ( 0.05 MB)
9
ปัจจัยทางกายภาพที่มีผลต่อการผลิต 2-acetyl-1-pyrroline โดย Aspergillus oryzae TISTR 3256
Physical Factors Affecting the Production of 2- aLetyl-1- pyrroline by Aspergillus oryzae TISTR 3256
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : วิจาริณี ศรีนวล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
The aim of this research was to study the effect of physical factors to 2- acetyl-1-pyrroline(ACPY) production, the major compound contributing to the aromatic rice flavor. Seven strains ofA. oryzae were investigated for their ability to produce ACPY in a synthetic liquid medium, Syn 18.ACPY was analyzed and quantified by gas chromatographic method. Aspergillus oryzae TISTR3256 revealed higher ACPY production than the other fungus strains previously reported,Acreminuim nigricans and Aspergillus awamori TIRST 3379. Consequently, the effect of thefollowing physical factors on ACPY production by A. oryzae TISTR 3256 were studied with fullfactorial experimental design; 4 levels of temperature (25, 28, 30, 35''~), 3 levels agitation (150,200, 250 rpm) initial pH (4.5, 5.5, 6.5), and spore concentration (1.5X109, 2.5x109, 3.5~10''sporesll). The level of ACPY concentration was shown as dilution unit obtained by using sensorymethod. Statistical analyses showed that all physical factors studied significantly affected ACPYproduction at 95% level of confidence (p<0.05). The average dilution unit of ACPY in each groupof physical factors studied was 306.07,272.89, 398.22, and 318.74 at 28''~, 200 rpm, initial pH 5.5and spore concentration 2.5X 10'' sporesll, respectively. The highest dilution unit of ACPY,896, wasobtained at optimal conditions of 28''~, 200 rpm, initial pH 5.5 and spore concentration 2.5X 10''sporesll. The equation fitted model for ACPY production yielded from response-surfaceoptomazation was Y=-1.3757.1+477.83x3+4.88x2+2148.27x3+626.99x4-7.33xกำลัง2+0.02x2กำลัง2-190.94x3กำลัง3-108.27x4กำลัง2+0.003x1x2-4.68x1x3+0.19x2x3+0.10x2x4-11.66x3x4
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1BIT458.pdf ( )
2BIT458ab.pdf ( )
3BIT458ab.txt ( )
10
การผลิตและศึกษาคุณสมบัติของเอนไซม์อะไมเลสจาก alkaliphilic Bacillus firmus K-1
Production and Properties of Amylase from Alkaliphilic Bacillus firmus K-1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2545
โดย : ภัทร สายเจริญ, Tanapatr Saicharoen
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
Alkaliphilic Bacillus firmus K-1 which was isolated from a waste watertreatment plant of Bang-pa-in paper industry at Ayuttaya province, producedamylase when grown in alkaline medium containing starch (i.e., rice starch, wheat starch, waxy rice starch, cassava starch and corn starch) as carbon sources. Amylase was found to be the highest activity that used rice starch as carbon sources and to be a growth associated enzyme. This enzyme efficiently bound and hydrolyzed raw starch, especially rice raw starch. The crude starch-binding amylaseshowed the optimum pH and temperature at 11.0 and 70 oC, respectively and thatstability pH range from 8.0 to 11.0 and it showed the stability temperature range from 30 oC to 50 oC.SDS-PAGE and active-PAGE showed that the crude enzyme of B. firmus K-1contained 3 active bands of amylases with molecular masses of 209, 100 and 80kDa. The starch-binding enzymes were found to be 209 and 100 kDa which boundwith cassava starch. The starch-binding amylase hydrolyzed raw rice starch toglucose and series of short oligosaccharides by thin-layer chromatography.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1BCT57.pdf ( )
2BCT57ab.pdf ( )
3BCT57ab.txt ( )
11
การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับการนำระบบงานคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหารงานโรงเรียนของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด ในเขตการศึกษา 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2545
โดย : กนกวรรณ แสงจันทร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
The objective of this research were to study the study of related factors to adoption of SchoolAdministrators on Application Software for Educational Opportunity Expanding Schools,EducatioalRegion I under the Office of Provincial Primary Education.The populations were 185 executives.The results is in a moderate level. The canonical analysis is in knowledge stage, persuasion stage,decision stage, implementation stage and confirmation stage.The relationships between independentvariables and dependent variables are 54.8, 38.2, 22.3, 15.30 and 7.4 percents.In addition level 13variables that related to adoption of computer systems application of executives of the educationalopportunity expanding schools are income, size of school, role of executives to give knowledge toadvise and demonstrate on computer application program for all teachers and personnel, role ofexecutives to support in computer application program for all teachers and personnel, role ofexecutives to stimulate in computer application program for all teachers and personnel, expense forpurchasing development or maintenance computer system, convenience for purchasing or using,complexity for computer application program, suitability the state of work, package of innovation,site of schools, environmental of knowledge in school and teacher interaction in schools.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CIT340.pdf ( )
2CIT340ab.pdf ( )
3CIT340ab.txt ( )
12
ผลของการใช้ 1-MCP ต่อการสังเคราะห์เอทิลีนและคุณภาพของบร็อคโคลีพันธุ์ท็อปกรีน (Brassica oleraceae cv. Top greens) ระหว่างการวางจำหน่าย
Effect of 1-MCP on Ethylene Biosynthesis and Quality on Shelf Life of Broccoli (Brassica oleraceae cv. Top greens)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : สิต ประดับศรี, Dusit Pradabsri
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
Broccoli cv. Top greens was treated with 1, 12 and 24 ?L.L-1 1-MCP at 20?C and transferred to shelf life at 10?C. The results showed that all 1-MCP levels delayed chlorophyll degradation, yellowing and vitamin C loss and prolonged shelf life to 7-8 days instead of 4-5 days for untreated samples. 1-MCP at 12 and 24 ?L.L-1 increased ethylene production, respiration rate and ACC oxidase activity compared to 1 ?L.L-1 1-MCP and control. The BO-ACO 2 gene expression was the highest with 24 ?L.L-1 1-MCP.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1PHT193.pdf ( )
2PHT193ab.pdf ( )
3PHT193ab.txt ( )
13
การกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในก๊าซเผาไหม้ โดยวิธีทางชีวภาพส่วนที่ 1 : สภาวะไร้ออกซิเจน
วิทยานิพนธ์/Thesis 2542
โดย : ปิยะฉัตร โลเจริญกุล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
This thesis is one part of the processes in removing sulfur dioxide from flue gas. The objective of this work is to study the removal of sodium hydrogen sulfite, the product from the process of sodium hydroxide absorbing sulfur dioxide by microorganism in anerobic condition. Desulfo~.ibrio vugaris bacteria was used to convert sodium hydrogensulfite to sodium hydrogen sulfide. The appropriate conditions of temperature and pH for the growth of bacteria using substrate of sulfate were investigated. Temperatures were varied in the range of 30 to 42 degree cclcius and pH from 5.8 to 8.8. It was found that the temperature at 37 degree celcius and pH 6.8 were the optimum conditions for the cell growth. After that, the study will fmd the quantity of sulfite in substrate formula 2 that will affect to the growth of bacteria. Kinetic growth of bacteria was studied using four types of substrate. Substrate formula 1 contained the composition of sulfate, substrate formula 2 contained the composition of sulfrte, substrate formula 3 contained both of sulfate and sulfite, and substrate formula 4 contained the same composition as of substrate formula 3 but with the absence of ferrous chloride. The experimental results showed that D. vulgaris grew well in the substrate containing sulfate (substrate formula 1 and 3). The substrate containing sulfite seemed to inhibit the cell growth when the concentration was more than 300 mg/l. Among the three substrates (substrate formula 2, 3, 4) we found that the rate of sulfite consumption in substrate formula 2 was the highest. Thc growth rate was also highest in substratc formula 2. The growth models of D. vulgaris in each substratc with and without inhibition were determined as follows: The growth modcl without inhibition when substrate formula 1 was used u = 0.27*s/573+sThe growth model with inhibition when substrate formula 2 was used. u = 0.2*s/[(15.68+s)*(1+s/620.12)]The combined growth model with inhibition when substrate formula 3 was used. u = [0.27*s/573+s]+[(0.2*s)/[(15.68+s)*(1+s/620.12)]
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CHE881.pdf ( )
2CHE881ab.pdf ( )
3CHE881ab.txt ( )
14
การวิเคราะห์โครงสร้างถนนที่มีดินซีเมนต์ที่แตกเป็นพื้นทางและรองพื้นทาง. เล่ม 1, เล่ม 2
Analysis of pavement containing cracked soil-cement base and soil-cement subbase
วิทยานิพนธ์/Thesis 2534
โดย : ศิริพงษ์ ทรงศิริ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
Since the past up to the present time, the Department ofHighways has still used the empirical method in flexible pavementdesign. This design method is based on the past experience. Thisdesign method has a number of limitations, namely, the weight oftruck and the material must not be differed from the past design.Today it is commonly found that flexible pavement failed before itsdesign life. This might be due to the quality of the pavementmaterials is lower than it should be, or the actual truck load isgreater than the design are specified in the manual. It will beseen that flexible pavement design following the empirical methodtends to be unreliable especially for the road carrying very heavytruck.As a result the road authorities in many countries as wellas the Department of Highways in Thailand started to change toempirical design method to analytical design method. The analyticaldesign method has the advantage over the empirical design method bycompensating with some handicaps. The must important advantage isthat the analytical design enables the pavement engineer calculatingthe stress, strain and deflection in all layers of the pavementstructure. Thus, the pavement engineer can understand theperformance of the pavement under the wheel load much better.The major cause of discrepancy between the empirical designand the analytical design is the traffic volume and the truck weightthat have been considerably increased from the beginning. Bothtraffic volume and truck weight tend to cause the movement of theunbound granular base and subbase courses. The traffic volume andtruck weight will induce the radial tensile strain underneath bothlayers of the pavement, thus causing rutting and cracking on theroad surface, As a result the road will fail in short time afteropen to traffic. So the Department of Highways introduces thesoil-cement to replace the unbound granular base and subbase in theheavy traffic road because it can withstand higher radial tensilestrain than the granular layers. Soil-cement is usually employed inthe Northeastern Thailand because of the scarcity of the rodesources in this region.However reflected crack is generally formed in thesoil-cement road. The width of the crack depends on a number offactors. In this study the stress, strain and deflection of someselected 25 routes are investigated by the analytical designapproach. The base cause of all routes is cracked soil-cement.Their subbase cause is also soil-cement. Truck weights under thisinvestigation program are 21, 23 and 25 tons. Subgrade CBR variesfrom 2 to 10, and the average daily traffic (ADT) from 800 to 10,500vehicles per day.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CVE425.pdf ( )
2CVE425ab.pdf ( )
3CVE425ab.smi ( )
15
การศึกษาความเป็นไปได้ในการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการลดน้ำหนักผ้า โดยใช้ระบบตัวกลางกรองไร้อากาศแบบไหลขึ้นสองขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ชนิดทำให้เกิดกรด
The experimental study of weight reduced wastewater treatment by two-stage upflow anaerobic filter. Stage 1 acidogenic fermentation
วิทยานิพนธ์/Thesis 2544
โดย : กัณวีร์ รุ่งรังสรรค์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
This research was done for experimental study to treat weight reduced wastewater(WR). WR wastewater contained many aromatic compounds (COD 66,000 mg/L) which weredirner or h e r of terephthalate and hardly to be degtaded by anaerobic rnicroorgauism.Therefore, chemical precipitation was selected to pretreat this wastewater to remove mostorpuc substances, then followed by two upflow anaerobic filter treatment. The holding volumeof acidogenic and methanogenic fermenter were 1.8 L and 6.2 L, respectively.From the experimental results, the appropriate condition for chemical precipitationby sulfuric acid solution at pH 4 which can removed 62 % COD. Furthermore, the results frombiologtcal treatment at organic loading 0.2 1 0.26 0.3 1 0.36 and 0.52 kg COD /m3/ day couldbe concluded that the optimum COD loading for acidogenic bacteria to produce VFA was 0.31kg COD/m3/day , HRT 0.9 day (COD 1238 mg/L SO4 2 3190 mg/l ) that could produce a goodquantity of VFA in acid fermenter. (VFA 354 mg/L as CH3COOH) At the hgher organicloading , amount of VFA in acid fermenter was decreased due to the effect of high sulfateconcentration that come from sulfuric acid used in chemical precipitation inhibited theacidogenic bacteria. Then ,VFA production in acid fermenter was reduced. Finally, overallorganic removal efficiency of acidogenic fermentation was 28%.Two-stage upflow anaerobic filter treatment
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CHM361.pdf ( )
2CHM361ab.pdf ( )
3CHM361ab.txt ( )

Search within results