Search Result 7,878 Found

  • Filters
 
1
การหาค่าเชิงเปรียบเทียบของ f(m,n,x)[Symbol] สำหรับ m,n [Epsilon]{0,1,2} และ x>0
Computational evaluation of f(m,n,x)=[Symbol] for m,n [Epsilon]{0,1,2} and x>0
วิทยานิพนธ์/Thesis 2544
โดย : สงกรานต์ ปลื้มปรีดาพร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B13751128.pdf ( 2.55 MB)
2
ปัญหาการสอนวิชางานไม้ (ง 002) ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521
วิทยานิพนธ์/Thesis 2522
โดย : ธีระพล เมธีกุล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B10492975.pdf ( 17.78 MB)
3
ปัญหาการสอนวิชางานโลหะ 1 (ง 003) ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521
วิทยานิพนธ์/Thesis 2522
โดย : ทองหล่อ สุขมหา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B10491892.pdf ( 4.82 MB)
8
ผลเปรียบเทียบชุดการสอนที่สร้างขึ้นกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ รายวิชาพื้นฐานวิศวกรรมแม่เหล็กไฟฟ้า (113-32-08) หลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
A comparison of a developed instructional package to Thai Qualifications Framework for Higher Education on Fundamental of Engineering Electromagnetic Bachelor of Education Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : กนกกาญจน์ เหมะ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
This research aimed (1) to evaluate the developed instructional package comparing to Thai Qualifications Framework for higher education on Fundamental of Engineering Electromagnetic, Maxwell?s Equations (2) to compare the learning achievement of the students after using the instructional package and (3) to compare the learning progress of the students with 3 different levels of GPA after using the instructional package. The instructional package consisted of teachers'' handbook on Maxwell''s Equations, contained eight topics, 15 behavioral objectives and 30 test items. Teaching Aids used was 34 frame of Microsoft Power Points, 1 program emulator and 4 set of demonstration kit. Samples were 30 first year undergraduate students. The results showed that the developed instructional package need most to improve the ethics morals, knowledge and cognitive intellectual skills, The comparison between pre-test and posttest mean scores reported statistic significant difference at the level of .05 and the 3 different levels of GPA students? progress was not significantly different at the level of .05.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15839345.pdf ( 6.53 MB)
10
รายงานการวิจัยการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ประกับไผ่โดยใช้หลักการยศาสตร์ ปีที่ 1
Design of laminated bamboo furniture using ergonomics method
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : นชัย แหลมหลักสกุล, สมภพ ตลับแก้ว, นราธิป แสงซ้าย, สงกรานต์ บางศรัณย์ทิพย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ประกับไผ่ตามหลักการยศาสตร์ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยจัดแบ่งกลุ่มของเฟอร์นิเจอร์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มไม่มีการดัดโค้ง กลุ่มดัดโค้งบางส่วน และกลุ่มที่มีการดัดโค้งทุกชิ้นส่วน ในแต่ละกลุ่มจะทำการออกแบบภาพลายเส้น เพื่อประเมินผลความเหมาะสมโดยเทคนิคการวิเคราะห์กระบวนการลำดับชั้น (AHP) โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านการใช้งาน วัสดุ ความแข็งแรง ความสวยงาม เทคนิคการผลิต ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และการยศาสตร์ ซึ่งการพิจารณาด้านการยศาสตร์ได้ศึกษาถึงองค์ประกอบความล้าหรือความสบายต่อการใช้งานเฟอร์นิเจอร์ ด้วยการวัดค่าสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อในจุดสำคัญประกอบด้วยบริเวณ ต้นคอ หัวไหล่ หลังส่วนบน หลัง-ส่วนล่าง น่อง และบริเวณต้นขา เพื่อกำหนดค่าน้ำหนักความสำคัญในโครงสร้าง AHP ได้ตามระดับความล้าตามคุณลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นนำแบบที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่มมาวิเคราะห์ความแข็งแรงทางวิศวกรรมด้วยเทคนิคไฟไนต์เอลิเมนต์ พบว่าการออกแบบกลุ่มดัดโค้งบางส่วน และกลุ่มที่มีการดัดโค้งทุกชิ้นส่วนสามารถช่วยลดจุดวิกฤตจากกลุ่มการออกแบบที่ ไม่มีการดัดโค้งในบริเวณช่วงรอยต่อระหว่างของหลังของเก้าอี้กับส่วนพื้นรองนั่ง เพราะช่วงดัดโค้งในบริเวณจุดรอยต่อ จะสามารถช่วยกระจายแรงที่ทำให้ไม่เกิดแรงรวมตัวไปกระทำอยู่จุดใด จุดหนึ่ง ดังนั้นในการออกแบบจึงควรใหค้ วามสนใจบริเวณที่เป็นข้อต่อทั้งหมด รวมทั้งการเลือกลักษณะการต่อไม้ประกับไผ่ที่สามารถรองรับความแข็งแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เฟอร์นิเจอร์ไม้ ประกับไผ่มีความแข็งแรง ความทนทาน และเสถียรภาพในการใช้งาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1res1291.pdf ( 6.30 MB)
11
รายงานการวิจัยการศึกษาเปรียบเทียบความเที่ยงและความตรงของข้อสอบการฟังภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
Reliability and validity of English listening tests by the first-year students at King Mongkut's Institute of Technology North Bangkok : a comparative study
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ลักษณ์ พันธหชาติ, พิชัย ปิ่นเพชร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
รายงานการวิจัยนี้ เป็นการศึกษาแบบทดสอบการฟังภาษาอังกฤษจำนวน 5 ฉบับ (Form A, B, C, D และ E) ซึ่งประกอบด้วยข้อสอบปรนัย 20 ข้อ ที่ใช้ทดสอบในปีการศึกษา 1/2549 เพื่อ เปรียบเทียบค่าความเที่ยง ค่าความตรงเชิงเนื้อหา ค่าระดับความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบการฟังทั้ง 5 ฉบับ เพื่อนำข้อทดสอบที่มีคุณภาพไปเก็บไว้ในธนาคารข้อสอบต่อไป โดยมีพลวิจัยคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา 810301 ภาษาอังกฤษ 1 (English I) ในปีการศึกษา 1/2550 จำนวน 283 คน เข้ารับการทดสอบแบบทดสอบทั้ง 5 ฉบับ นอกจากนั้นมีแบบสอบถามสำหรับผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และแบบฝึกการฟัง ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติด้วย SPSS/PC เพื่อหาค่าดังกล่าวข้างต้น
เมื่อวิเคราะห์แบบทดสอบทั้งฉบับ ได้ผลดังนี้คือ
1. ค่าความเที่ยงของแบบทดสอบการฟังทั้ง 5 ฉบับ อยู่ในระดับพอใช้ และมีค่าแตกต่างกันไม่มาก (KR20 = 0.61-0.71) โดยที่ Form B และ C มีค่ามากที่สุดและเท่ากัน (KR20 = 0.71) รองลงมาคือ Form A, D และ C (KR20 = 0.66, 0.63 และ 0.61 ตามลำดับ)
2. ค่าความตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบการฟังทั้งฉบับ โดยศึกษาจากค่าเฉลี่ยของค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาของข้อทดสอบกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ Form C มีค่าเฉลี่ย ดังกล่าวมากที่สุด (0.85) รองลงมาคือ Form D, E, B และ A (0.80, 0.78, 0.77 และ 0.72 ตามลำดับ) และค่าเฉลี่ยดังกล่าวมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยของค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาของข้อทดสอบกับเนื้อหาของแบบฝึกการฟัง พบว่า Form B มีค่าเฉลี่ยดังกล่าวมากที่สุด (0.88) รองลงมาคือ Form D, C, E และ A (0.87, 0.82, 0.78 และ 0.65 ตามลำดับ) และค่าเฉลี่ยดังกล่าวไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5
3. ค่าเฉลี่ยของค่าระดับความยาก (p) ของแบบทดสอบการฟังแต่ละฉบับอยู่ในระดับดีมากเหมือนกัน (p = 0.48 ? 0.58) โดยที่ Form E มีค่ามากที่สุด (p = 0.58) รองลงมาคือ Form D, B, C และ A (p = 0.56, 0.52, 0.49 และ 0.48 ตามลำดับ) และมีค่าเฉลี่ยของค่าระดับความยาก (p) ของแบบทดสอบแต่ละฉบับไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (Sig. = .533) นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของค่าอำนาจจำแนกแบบพอยต์ไบซีเรียล rpb อยู่ในระดับพอใช้ (rpb = 0.21 ? 0.28) โดยที่ Form B และ C มีค่ามากที่สุดและเท่ากัน (rpb = 0.28) รองลงมาคือ Form A, D และ E (rpb = 0.24, 0.22 และ 0.21 ตามลำดับ) และมีค่าเฉลี่ยของค่าอำนาจจำแนก (rpb) ของแบบทดสอบแต่ละฉบับไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
เมื่อวิเคราะห์แบบทดสอบแบบรายข้อ ได้ผลดังนี้คือ
1. ข้อทดสอบที่มีคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหาตามเกณฑ์การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาของข้อทดสอบกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้และค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาของข้อทดสอบกับเนื้อหาของแบบฝึกการฟัง ในแบบทดสอบการฟังแต่ละฉบับมีจำนวนใกล้เคียงกัน โดยที่ Form B, C และ D มีจำนวนข้อทดสอบที่มีคุณภาพดังกล่าวมากที่สุด ฉบับละ 18 ข้อ รองมาคือ Form E มีจำนวน 16 ข้อ และ Form A จำนวน 13 ข้อ ตามลำดับ
2. แบบทดสอบแต่ละฉบับมีข้อทดสอบที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ค่าระดับความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบพอยต์ไบซีเรียล จำนวนที่แตกต่างกัน โดยที่ Form C มีมากที่สุด คือ มีจำนวน 18 ข้อ รองลงมาคือ Form B, E, A และ D (14, 12, 10 และ 8 ข้อตามลำดับ)
3. แบบทดสอบแต่ละฉบับมีจำนวนข้อทดสอบที่มีคุณภาพในด้านความเที่ยง ความตรงเชิงเนื้อหา ระดับความยากและอำนาจจำแนกจำนวนที่แตกต่างกัน โดยที่ Form C มีข้อทดสอบที่ มีคุณภาพดังกล่าวจำนวนมากที่สุด คือมีจำนวน 16 ข้อ รองลงมาคือ Form B, E, A และ D (12, 9, 7 และ 6 ตามลำดับ)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1res1366.pdf ( 1.21 MB)
12
การศึกษาความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1
A study of knowledge, attitude and behavior to supervise dental of matthayom 1
บทความ/Article 2551
โดย : กนกรัตน์ เศรษฐสถิตย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sci7102.pdf ( 0.13 MB)
13
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริม บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์
A study on the achievement and creative thinking of Mattyomsuksa I students using supplementary computer multimedia for science
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : อุกฤษฏ์ เดชอินทร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) หาประสิทธิภาพของ สื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้สูตรเมกุยเเกนส์ (Meguigans) 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ และนักเรียนที่เรียนตามปกติ 5) เพื่อเปรียบเทียบความคิด สร้างสรรค์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริม บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ และ6) เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ และนักเรียน ที่เรียนตามปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของ โรงเรียนอุทัยวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชา วิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ การทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ แล้วนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และทำการ ทดสอบสมมติฐานด้วยค่าทีแบบ Dependent Sample Group และแบบ Independent Sample Group ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ที่ พัฒนาขึ้นโดยใช้สูตรเมกุยเเกนส์(Meguigans) เท่ากับ 1.24 ซึ่งมีค่ามากกว่า 1 แสดงว่าสื่อ เสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของเมกุย แกนส์ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อ เสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ ด้วยสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์มีค่าสูงกว่านักเรียนที่ได้รับจัดการ เรียนรู้แบบปกติ 4. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริมบทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 5. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริม บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ มีค่าสูงกว่านักเรียนที่ได้รับจัดการเรียนรู้แบบ ปกติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15404080.pdf ( 3.89 MB)
14
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ 1 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ แผนกวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคเลย
A development of CAI on refrigeration and air condition 1 for vocational certificate level : electrical department Loei Technical College
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมหวัง มิควาฬ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
วิชาเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ 1 เป็นวิชาในหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคเลย โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำ ความเย็นและปรับอากาศ ปัญหาการสอนในวิชานี้พบว่าเนื้อหาอธิบายให้เห็นภาพได้ยาก สื่อไม่ โต้ตอบกับผู้เรียน และหวังว่าการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาเครื่องทำความเย็นและ ปรับอากาศ 1 ขึ้นมาจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาเครื่องทำความ เย็นและปรับอากาศ 1 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ แผนกวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคเลย และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิธีดำเนินการวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 เรื่อง เรื่อง ที่ 1 หลักการทำความเย็นแบบอัดไอ เรื่องที่ 2 ส่วนประกอบของระบบทำความเย็นแบบอัดไอ เรื่องที่ 3 วงจรไฟฟ้าระบบทำความเย็นขนาดเล็ก เรื่องที่ 4 การตรวจวัดอุปกรณ์ไฟฟ้า ท้ายเนื้อหา แต่ละเรื่องมีแบบทดสอบ และเมื่อจบบทเรียนแล้วมีแบบทดสอบท้ายบทเรียน โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน ซึ่งเป็นนักเรียนในวิทยาลัยเทคนิคเลย ทดลองใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ พัฒนาขึ้น หลังจากเรียนจบแล้วทำการทดสอบด้วยแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทันที และนำ คะแนนที่ได้จากการทดสอบมาทำการวิเคราะห์ตามหลักทางสถิติ การประเมินความพึงพอใจของ ผู้เรียนต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาใช้แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ และประเมินผล เป็นเปอร์เซนต์ ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนโดยการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนอยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15414322.pdf ( 2.26 MB)
15
ความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัยของรัฐ
Self-adjustment ability of first year students in public university
บทความ/Article 2554
โดย : ัดดา เพ็ชรประยูร, ชูศรี เลิศรัตน์เดชากุล., นนทิรัตน์ พัฒนภักดี.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1atc_54_210117.pdf ( 5.74 MB)

Search within results