Search Result 812 Found

  • Filters
 
1
รายงานการวิจัยการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ประกับไผ่โดยใช้หลักการยศาสตร์ ปีที่ 1
Design of laminated bamboo furniture using ergonomics method
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : นชัย แหลมหลักสกุล, สมภพ ตลับแก้ว, นราธิป แสงซ้าย, สงกรานต์ บางศรัณย์ทิพย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ประกับไผ่ตามหลักการยศาสตร์ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยจัดแบ่งกลุ่มของเฟอร์นิเจอร์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มไม่มีการดัดโค้ง กลุ่มดัดโค้งบางส่วน และกลุ่มที่มีการดัดโค้งทุกชิ้นส่วน ในแต่ละกลุ่มจะทำการออกแบบภาพลายเส้น เพื่อประเมินผลความเหมาะสมโดยเทคนิคการวิเคราะห์กระบวนการลำดับชั้น (AHP) โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านการใช้งาน วัสดุ ความแข็งแรง ความสวยงาม เทคนิคการผลิต ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และการยศาสตร์ ซึ่งการพิจารณาด้านการยศาสตร์ได้ศึกษาถึงองค์ประกอบความล้าหรือความสบายต่อการใช้งานเฟอร์นิเจอร์ ด้วยการวัดค่าสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อในจุดสำคัญประกอบด้วยบริเวณ ต้นคอ หัวไหล่ หลังส่วนบน หลัง-ส่วนล่าง น่อง และบริเวณต้นขา เพื่อกำหนดค่าน้ำหนักความสำคัญในโครงสร้าง AHP ได้ตามระดับความล้าตามคุณลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นนำแบบที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่มมาวิเคราะห์ความแข็งแรงทางวิศวกรรมด้วยเทคนิคไฟไนต์เอลิเมนต์ พบว่าการออกแบบกลุ่มดัดโค้งบางส่วน และกลุ่มที่มีการดัดโค้งทุกชิ้นส่วนสามารถช่วยลดจุดวิกฤตจากกลุ่มการออกแบบที่ ไม่มีการดัดโค้งในบริเวณช่วงรอยต่อระหว่างของหลังของเก้าอี้กับส่วนพื้นรองนั่ง เพราะช่วงดัดโค้งในบริเวณจุดรอยต่อ จะสามารถช่วยกระจายแรงที่ทำให้ไม่เกิดแรงรวมตัวไปกระทำอยู่จุดใด จุดหนึ่ง ดังนั้นในการออกแบบจึงควรใหค้ วามสนใจบริเวณที่เป็นข้อต่อทั้งหมด รวมทั้งการเลือกลักษณะการต่อไม้ประกับไผ่ที่สามารถรองรับความแข็งแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เฟอร์นิเจอร์ไม้ ประกับไผ่มีความแข็งแรง ความทนทาน และเสถียรภาพในการใช้งาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1res1291.pdf ( 6.30 MB)
2
รายงานการวิจัยการศึกษาเปรียบเทียบความเที่ยงและความตรงของข้อสอบการฟังภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
Reliability and validity of English listening tests by the first-year students at King Mongkut's Institute of Technology North Bangkok : a comparative study
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ลักษณ์ พันธหชาติ, พิชัย ปิ่นเพชร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
รายงานการวิจัยนี้ เป็นการศึกษาแบบทดสอบการฟังภาษาอังกฤษจำนวน 5 ฉบับ (Form A, B, C, D และ E) ซึ่งประกอบด้วยข้อสอบปรนัย 20 ข้อ ที่ใช้ทดสอบในปีการศึกษา 1/2549 เพื่อ เปรียบเทียบค่าความเที่ยง ค่าความตรงเชิงเนื้อหา ค่าระดับความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบการฟังทั้ง 5 ฉบับ เพื่อนำข้อทดสอบที่มีคุณภาพไปเก็บไว้ในธนาคารข้อสอบต่อไป โดยมีพลวิจัยคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา 810301 ภาษาอังกฤษ 1 (English I) ในปีการศึกษา 1/2550 จำนวน 283 คน เข้ารับการทดสอบแบบทดสอบทั้ง 5 ฉบับ นอกจากนั้นมีแบบสอบถามสำหรับผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และแบบฝึกการฟัง ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติด้วย SPSS/PC เพื่อหาค่าดังกล่าวข้างต้น
เมื่อวิเคราะห์แบบทดสอบทั้งฉบับ ได้ผลดังนี้คือ
1. ค่าความเที่ยงของแบบทดสอบการฟังทั้ง 5 ฉบับ อยู่ในระดับพอใช้ และมีค่าแตกต่างกันไม่มาก (KR20 = 0.61-0.71) โดยที่ Form B และ C มีค่ามากที่สุดและเท่ากัน (KR20 = 0.71) รองลงมาคือ Form A, D และ C (KR20 = 0.66, 0.63 และ 0.61 ตามลำดับ)
2. ค่าความตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบการฟังทั้งฉบับ โดยศึกษาจากค่าเฉลี่ยของค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาของข้อทดสอบกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ Form C มีค่าเฉลี่ย ดังกล่าวมากที่สุด (0.85) รองลงมาคือ Form D, E, B และ A (0.80, 0.78, 0.77 และ 0.72 ตามลำดับ) และค่าเฉลี่ยดังกล่าวมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยของค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาของข้อทดสอบกับเนื้อหาของแบบฝึกการฟัง พบว่า Form B มีค่าเฉลี่ยดังกล่าวมากที่สุด (0.88) รองลงมาคือ Form D, C, E และ A (0.87, 0.82, 0.78 และ 0.65 ตามลำดับ) และค่าเฉลี่ยดังกล่าวไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5
3. ค่าเฉลี่ยของค่าระดับความยาก (p) ของแบบทดสอบการฟังแต่ละฉบับอยู่ในระดับดีมากเหมือนกัน (p = 0.48 ? 0.58) โดยที่ Form E มีค่ามากที่สุด (p = 0.58) รองลงมาคือ Form D, B, C และ A (p = 0.56, 0.52, 0.49 และ 0.48 ตามลำดับ) และมีค่าเฉลี่ยของค่าระดับความยาก (p) ของแบบทดสอบแต่ละฉบับไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (Sig. = .533) นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของค่าอำนาจจำแนกแบบพอยต์ไบซีเรียล rpb อยู่ในระดับพอใช้ (rpb = 0.21 ? 0.28) โดยที่ Form B และ C มีค่ามากที่สุดและเท่ากัน (rpb = 0.28) รองลงมาคือ Form A, D และ E (rpb = 0.24, 0.22 และ 0.21 ตามลำดับ) และมีค่าเฉลี่ยของค่าอำนาจจำแนก (rpb) ของแบบทดสอบแต่ละฉบับไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
เมื่อวิเคราะห์แบบทดสอบแบบรายข้อ ได้ผลดังนี้คือ
1. ข้อทดสอบที่มีคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหาตามเกณฑ์การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาของข้อทดสอบกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้และค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาของข้อทดสอบกับเนื้อหาของแบบฝึกการฟัง ในแบบทดสอบการฟังแต่ละฉบับมีจำนวนใกล้เคียงกัน โดยที่ Form B, C และ D มีจำนวนข้อทดสอบที่มีคุณภาพดังกล่าวมากที่สุด ฉบับละ 18 ข้อ รองมาคือ Form E มีจำนวน 16 ข้อ และ Form A จำนวน 13 ข้อ ตามลำดับ
2. แบบทดสอบแต่ละฉบับมีข้อทดสอบที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ค่าระดับความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบพอยต์ไบซีเรียล จำนวนที่แตกต่างกัน โดยที่ Form C มีมากที่สุด คือ มีจำนวน 18 ข้อ รองลงมาคือ Form B, E, A และ D (14, 12, 10 และ 8 ข้อตามลำดับ)
3. แบบทดสอบแต่ละฉบับมีจำนวนข้อทดสอบที่มีคุณภาพในด้านความเที่ยง ความตรงเชิงเนื้อหา ระดับความยากและอำนาจจำแนกจำนวนที่แตกต่างกัน โดยที่ Form C มีข้อทดสอบที่ มีคุณภาพดังกล่าวจำนวนมากที่สุด คือมีจำนวน 16 ข้อ รองลงมาคือ Form B, E, A และ D (12, 9, 7 และ 6 ตามลำดับ)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1res1366.pdf ( 1.21 MB)
3
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริม บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์
A study on the achievement and creative thinking of Mattyomsuksa I students using supplementary computer multimedia for science
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : อุกฤษฏ์ เดชอินทร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) หาประสิทธิภาพของ สื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้สูตรเมกุยเเกนส์ (Meguigans) 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ และนักเรียนที่เรียนตามปกติ 5) เพื่อเปรียบเทียบความคิด สร้างสรรค์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริม บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ และ6) เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ และนักเรียน ที่เรียนตามปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของ โรงเรียนอุทัยวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชา วิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ การทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ แล้วนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และทำการ ทดสอบสมมติฐานด้วยค่าทีแบบ Dependent Sample Group และแบบ Independent Sample Group ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ที่ พัฒนาขึ้นโดยใช้สูตรเมกุยเเกนส์(Meguigans) เท่ากับ 1.24 ซึ่งมีค่ามากกว่า 1 แสดงว่าสื่อ เสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของเมกุย แกนส์ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อ เสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ ด้วยสื่อเสริมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์มีค่าสูงกว่านักเรียนที่ได้รับจัดการ เรียนรู้แบบปกติ 4. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริมบทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 5. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อเสริม บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาวิทยาศาสตร์ มีค่าสูงกว่านักเรียนที่ได้รับจัดการเรียนรู้แบบ ปกติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15404080.pdf ( 3.89 MB)
4
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ 1 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ แผนกวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคเลย
A development of CAI on refrigeration and air condition 1 for vocational certificate level : electrical department Loei Technical College
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมหวัง มิควาฬ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
วิชาเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ 1 เป็นวิชาในหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคเลย โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำ ความเย็นและปรับอากาศ ปัญหาการสอนในวิชานี้พบว่าเนื้อหาอธิบายให้เห็นภาพได้ยาก สื่อไม่ โต้ตอบกับผู้เรียน และหวังว่าการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาเครื่องทำความเย็นและ ปรับอากาศ 1 ขึ้นมาจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาเครื่องทำความ เย็นและปรับอากาศ 1 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ แผนกวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคเลย และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิธีดำเนินการวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 เรื่อง เรื่อง ที่ 1 หลักการทำความเย็นแบบอัดไอ เรื่องที่ 2 ส่วนประกอบของระบบทำความเย็นแบบอัดไอ เรื่องที่ 3 วงจรไฟฟ้าระบบทำความเย็นขนาดเล็ก เรื่องที่ 4 การตรวจวัดอุปกรณ์ไฟฟ้า ท้ายเนื้อหา แต่ละเรื่องมีแบบทดสอบ และเมื่อจบบทเรียนแล้วมีแบบทดสอบท้ายบทเรียน โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน ซึ่งเป็นนักเรียนในวิทยาลัยเทคนิคเลย ทดลองใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ พัฒนาขึ้น หลังจากเรียนจบแล้วทำการทดสอบด้วยแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทันที และนำ คะแนนที่ได้จากการทดสอบมาทำการวิเคราะห์ตามหลักทางสถิติ การประเมินความพึงพอใจของ ผู้เรียนต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาใช้แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ และประเมินผล เป็นเปอร์เซนต์ ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนโดยการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนอยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15414322.pdf ( 2.26 MB)
5
การพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แบบทบทวน วิชาคณิตศาสตร์เสริม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง พหุนาม
A development and efficiency validation for a web-based computer assisted instruction on the internet as a review in supplementary mathematics subject on the title 'polynomials' for Mathayomsuksa I level
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ภูวนัย จิตร์ชู
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบทบทวน วิชาคณิตศาสตร์เสริม ระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องพหุนาม 2) หาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ตแบบทบทวน วิชาคณิตศาสตร์เสริม ระดับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องพหุนาม ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้สูตรของ เมกุยแกนส์ (Meguigans) และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาที่ 1 ที่มีต่อการเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เสริม เรื่องพหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของ โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบทบทวนวิชาคณิตศาสตร์เสริม แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน แบบประเมินคุณภาพและแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยสรุปว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 1.31 ซึ่งมีค่า มากกว่า 1.0 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบทบทวน วิชาคณิศาสตร์เสริม มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของเมกุยแกนส์ 2) ผลจากการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาหลังจากที่ได้เรียนด้วย บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ปรากฏว่าระดับความคิดเห็นของ นักศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.63 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.19
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15403543.pdf ( 1.56 MB)
6
การรับรู้ความปลอดภัยที่มีผลต่อความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1
Perceived safety affecting work stress of Metropolitan Police Division 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ชินพงษ์ ไกรสิงห์สม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ สังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 2) ศึกษาระดับของการรับรู้ความปลอดภัยของตำรวจ สังกัด กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 3) ศึกษาเปรียบเทียบความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ สังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 4) เปรียบเทียบความเครียด ในการปฏิบัติหน้าที่จำแนกตามการรับรู้ความปลอดภัยของตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จำนวน 332 นาย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐาน ใช้การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ 2) เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการรับรู้ความปลอดภัยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ 3) เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีเพศ อายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกัน มีความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีสถานภาพสมรส จำนวนบุตร อายุราชการ รายได้ แตกต่างกัน มีความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ไม่แตกต่างกัน 4) เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีระดับ การรับรู้ความปลอดภัยด้านการตรวจความปลอดภัยและสภาพการทำงาน การรับรู้ความปลอดภัย ด้านสนับสนุนกฎความปลอดภัย การรับรู้ความปลอดภัย ด้านการแนะนำและฝึกอบรมเกี่ยวกับ ความปลอดภัยและการรับรู้ความปลอดภัย ด้านการสอบสวนและรายงานอุบัติเหตุ แตกต่างกัน มี ความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15519296.pdf ( 2.28 MB)
7
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการเรียนรู้ภาษาแบบสถานการณ์จำลอง วิชาภาษาอังกฤษเทคนิค 1 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง กรมอาชีวศึกษา
The development of computer assisted learning language (CALL) : simulation program for technical English 1 in higher vocational certificate the Department of Vocational Education
วิทยานิพนธ์/Thesis 2544
โดย : ทิพวรรณ ชาติวงศ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
The purpose of this research was to develop the computer assisted learning language (CALL) on technical English 1 and to find out the efficiency of the CALL as well as the accomplishment of the students. The instruments consist of 1) CALL on technical English1 2) pretest 3) formative exercise 4) posttest and 5) user?s manual. The sample used in this study was thirty-nine first-year construction diploma students of Dusit Technical College. The test was divided int 3 groups : 3 students for the first experiment, 6 students for the second one and 30 students for the last field test to find the efficiency of CALL and the accomplishments of the students. The one-group pretest-posttest design was designed as an experimental research. The student?s effective performance compared with t-test dependent. The results showed that computer assisted learning language is effective helping students in learn English. The average percentage of formative test and posttest was 80.22/82.33 which is higher than the established criterion; 80/80. The comparison of mean scores between pretest (¯(×)=16.86) and posttest (¯(×)=24.70) by using t-test found that the posttest scores was higher than pretest scores. Thus, CALL was fully developed and could be used efficiently and effectively for learnin method.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B1375127x.pdf ( 5.15 MB)
8
ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรีเขต 1
E-document system for Chanthaburi education service area office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ณัฐวิโรจน์ โพธิ์ตาดทอง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาจันทบุรีเขต 1 ในการจัดการด้านเอกสารและลดปัญหาด้านความล่าช้าของเอกสาร การสูญหาย การเก็บรักษา การตรวจสอบและการค้นหา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือระบบเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วย 3 ระบบคือ ระบบรับ-ส่งหนังสือราชการ ระบบจองรถยนต์ และระบบ จองห้องประชุม การประเมินประสิทธิภาพของระบบใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประเมินค่า ชนิด 5 ระดับ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คนและผู้ใช้งานจำนวน 50 คนทำการทดสอบระบบ ในช่วงปีงบประมาณ 2552 โดยมีผลการประเมินด้านความสามารถทำงานตามความต้องการ ผู้ใช้งานอยู่ในระดับดี ( X = 4.33, SD = 0.64) ผลการประเมินด้านหน้าที่ของโปรแกรมอยู่ในระดับ ดี ( X = 4.30, SD = 0.59) ผลการประเมินด้านการใช้งานของโปรแกรมอยู่ในระดับดี ( X = 4.28, SD = 0.63) และผลการประเมินด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับดี ( X = 4.37, SD = 0.65) สรุปได้ว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถนำไปใช้ใช้งานตามวัตถุประสงค์ได้อย่างเหมาะสม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1mtct0278.pdf ( 2.99 MB)
9
การแยกสารแบคเทอริโอซินจากเชื้อ Weissella confusa CP3-1 และการทำให้บริสุทธิ์
Seperation and purification of bacteriocin from weissella confusa CP3-1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : อาภากร แซ่เอี้ย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
Weissella confusa CP3-1 เป็นแบคทีเรียกรดแลคติกแกรมบวกซึ่งคัดแยกมาจาก ไส้กรอกอีสาน สามารถผลิตแบคเทอริโอซินยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียทดสอบ Bacillus cereus และ Staphylococcus aureus ได้ โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงการเจริญและปริมาณ ของ Yeast Extract (YE) ที่เหมาะสมต่อการสร้างสารแบคเทอริโอซิน ก่อนนำไปทำให้บริสุทธิ์ เพื่อวิเคราะห์หาน้ำหนักโมเลกุล และภาพผลของการยับยั้งแบคทีเรียทดสอบด้วยสาร แบคเทอริโอซิน โดย Scanning Electron Microscope พบว่า ในอาหาร TSB ที่เติมด้วย 5% YE มีค่าการเจริญสูงสุดที่ OD600 nm เท่ากับ 0.376 ± 0.024 ที่ 24 ชม โดยจะให้ค่า pH ระหว่าง การเจริญไม่แตกต่างกับ pH เริ่มต้น (6.74-6.91) ส่วนอาหาร TSB ที่เติม 2% YE มีผลยับยั้ง B. cereus ได้สูงสุดเท่ากับ 1.04 ± 0.06 BU/ml ที่ 24 ชั่วโมง ส่วนการยับยั้ง S. aureus พบใน อาหาร TSB ทุกความเข้มข้นของ Yeast Extract ที่ 24 ชั่วโมง โดยมีค่าสูงสุดใน 5% YE เท่ากับ 4.46 ± 0.17 BU/ml และ 1% YE มีค่าเท่ากับ 3.92 ± 0.19 BU/ml ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ได้เลือกอาหาร TSB ที่เติม 2% YE เลี้ยงเชื้อเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในการขยายขนาดการผลิต เพื่อสร้างแบคเทอริโอซิน เนื่องจากพบกิจกรรมซึ่งยับยั้งได้ทั้งเชื้อ B. cereus และ S. aureus โดยส่วนกรองใสจากอาหาร TSB ที่เติม 2% YE พบว่ามีกิจกรรมการยับยั้งเชื้อ B. cereus และ S. aureus เท่ากับ 1.231 ± 0.314 BU/ml และ 0.935 ± 0.197 BU/ml ตามลำดับ เมื่อนำ ส่วนกรองใสไปตกตะกอนโปรตีนด้วย Ammonium Sulfate พบว่า ค่ากิจกรรมการยับยั้ง แบคทีเรียทดสอบทั้ง 2 มีค่าเพิ่มมากขึ้น โดยการยับยั้ง B. cereus พบในตะกอนโปรตีนที่ 40% (NH4)2SO4 ซึ่งมีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 4.443 ± 0.005 mg/ml มีค่าเท่ากับ 3.313 ± 0.027 BU/ml ส่วนการยับยั้ง S. aureus พบในตะกอนโปรตีนที่ 40% และ 60% (NH4) 2SO4 ซึ่งมีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 4.992 ± 0.032 mg/ml มีค่าเท่ากับ 3.364 ± 0.026 BU/ml และ 3.389 ± 0.020 BU/ml ตามลำดับ โดยไม่แตกต่างกันมากนัก การแยกโปรตีนใน SDS-PAGE เบื้องต้นพบว่า โปรตีนมีความบริสุทธิ์มากขึ้น จากนั้นแยก Fraction ด้วยวิธี Anion Exchanger Chromatography โดยใช้ DEAECellulose เป็นเรซิน พบว่า สารละลายตะกอนที่ 40% (NH4) 2 SO4 มีปริมาณโปรตีนในช่วงFraction ที่ 5-12 ส่วนสารละลายตะกอนที่ 60% (NH4)2SO4 มีปริมาณโปรตีนในช่วง Fraction ที่ 7-17 นำ Fraction ดังกล่าวไปหาค่ากิจกรรมการยับยั้งแบคทีเรียทดสอบ พบว่าตะกอน 40% (NH4) 2SO4 ที่ Fraction 10 มีปริมาณโปรตีนมากที่สุดเท่ากับ 5.246 ± 0.046 mg/ml และมีค่ากิจกรรมการยับยั้ง B. cereus สูงที่สุดเช่นกัน เท่ากับ 5.523 ± 0.185 BU/ml ส่วนกิจกรรม การยับยั้ง S. aureus พบใน Fraction ที่ 6 ซึ่งมีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 3.952 ± 0.026 mg/ml มีค่ากิจกรรมการยับยั้งได้สูงที่สุด เท่ากับ 6.578 ± 0.098 BU/ml ซึ่งจะพบว่าตะกอนโปรตีนที่ 40% (NH4) 2SO4จะแสดงผลกิจกรรมการยับยั้งได้ทั้งเชื้อ S. aureus และ B. cereus แต่จะพบ การยับยั้งสูงในเชื้อ S. aureus ส่วนตะกอนโปรตีนที่ 60% (NH4) 2SO4การยับยั้งเชื้อ B. cereus พบใน Fraction ที่ 9 ซึ่งมีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 5.276 ± 0.080 mg/ml มีค่ากิจกรรมการยับยั้งได้สูงที่สุด เท่ากับ 4.392 ± 0.008 BU/ml และการยับยั้ง S. aureus พบใน Fraction ที่ 14 ซึ่งมีปริมาณโปรตีน เท่ากับ 6.820 ± 0.118 mg/ml มีค่ากิจกรรมการยับยั้งได้สูงที่สุด เท่ากับ 3.305 ± 0.020 BU/ml โดยจะพบว่าตะกอนโปรตีนที่ 60% (NH4) 2SO4จะแสดงผลกิจกรรมการยับยั้ง B. cereus ได้ดีกว่า S. aureus และจากการหาน้ำหนักโมเลกุลของสารแบคเทอริโอซินที่ได้จากการแยก Fraction ต่าง ๆ พบว่า มีน้ำหนักอยู่ในช่วงประมาณ 3 kDa สำหรับผลของสารแบคเทอริโอซินที่มีต่อแบคทีเรียเป้าหมายภายใต้กล้องจุลทรรศน์ อิเลคตรอนแบบส่องกราด พบว่า การยับยั้งเชื้อ B. cereus มีกลไกเหมือนกับไนซิน คือทำลาย การสร้างผนังเซลล์ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์เกิดเป็นรู แต่สำหรับการยับยั้ง S. aureus แบคเทอริโอซิน มีผลทำให้ S. aureus เปลี่ยนแปลงรูปร่างทำให้เซลล์ยืดยาวขึ้น โดยทั้งนี้การยับยั้งแบคทีเรีย ทดสอบเห็นได้ชัดเจนในชั่วโมงที่ 24 ในขณะที่ชั่วโมงที่ 6 ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ทั้ง B. cereus และ S. aureus ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบค่า Bacteriocin Unit ในข้างต้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15616691.pdf ( 2.75 MB)
10
การพัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ (WebQuest)รายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ร่วมกับทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ (Constructivism) ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์
The development of Webquest's on local history for Mathayomsuksa 1 students by constructivism approach through social network
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : วชิรพรรณ ทองวิจิตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
จากการศึกษาปัญหาของวิธีการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้น พบว่าผู้สอนเน้นการถ่ายทอดความรู้ด้วยการบรรยาย ขาดการส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มาจาก การวิเคราะห์วิจารณ์ของผู้เรียน ซึ่งบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ และทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ เป็นแนวทางการเรียนที่สนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์รูปแบบบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ วิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ร่วมกับทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ 2) พัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บรายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น 3) หาความก้าวหน้าทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ วิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น 4) หาความพึงพอใจของผู้เรียน ต่อการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ด้วยบทเรียน แสวงรู้บนเว็บ วิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ซึ่งบทเรียนที่พัฒนาขึ้นนั้น ได้นำแนวคิดของบทเรียนแสวงรู้บนเว็บและทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ มาใช้ร่วมกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน โดยนำมาทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 คัดเลือกแบบเจาะจง 1 ห้องเรียน จำนวน 31 คน การดำเนินการวิจัยได้ผลดังนี้ 1) รูปแบบบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ วิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ร่วมกับทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น มีผลการประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมีระดับคุณภาพโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก (x ̅= 4.62, S.D.=0.35) 2)บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ รายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดี 3) ผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ รายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 ขึ้นไป 4) ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ด้วยบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ รายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับ มากที่สุด (x ̅ = 4.57, S.D. = 0.69)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15642823.pdf ( 11.43 MB)
11
รายงานการวิจัยและพัฒนาโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจิ๊กฟิกซ์เจอร์ ระยะที่ 1 : จิ๊กฟิกซ์เจอร์สำหรับงานผลิต
Research and development on jigs and fixtures Technology phase I : Jigs and Fixture for Production
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ชาญ ถนัดงาน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1contents.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3acknowledge.pdf ( )
4chapter1.pdf ( )
5chapter2.pdf ( )
6chapter3.pdf ( )
7chapter4.pdf ( )
8chapter5.pdf ( )
9appendix.pdf ( )
10reference.pdf ( )
11titlepage.pdf ( )
12
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความก้าวหน้าในอาชีพกับความผูกพันต่อองค์การของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 1 (ภาคใต้) จังหวัดเพชรบุรีและฝ่ายปฏิบัติการเครือข่าย (เขต 1 ภาค 4)
Relationship between perception of career progression and organizational commitment of employees at provincial electricity authority area 1 (South) and network operation department area 1 (region 4) Phetchaburi province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สุพิมพา วัฒนสังขโสภณ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลที่มีผลต่อความผูกพัน ต่อองค์การของพนักงาน 2) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงาน 3) เพื่อศึกษา ระดับความผูกพันต่อองค์การของพนักงาน 4) เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการรับรู้ความก้าวหน้าใน อาชีพกับความผูกพันต่อองค์การของพนักงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 1 (ภาคใต้) จังหวัดเพชรบุรี และฝ่ายปฏิบัติการเครือข่าย (เขต 1 ภาค 4) จำนวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคล แบบสอบถามวัดการรับรู้ความก้าวหน้าในอาชีพ และ แบบสอบถามวัดความผูกพันต่อองค์การ สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ค่าความถี่ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและวิเคราะห์ความแปรปรวน การเปรียบเทียบเชิงซ้อนด้วยวิธี ผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของฟิชเชอร์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า อายุ และประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน มีความผูกพัน ต่อองค์การแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน แตกต่างกัน มีความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปัจจัยเพศและ เงินเดือนแตกต่างกัน มีความผูกพันต่อองค์การไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พนักงานมีการรับรู้ความก้าวหน้าในอาชีพในระดับปานกลาง 3. พนักงานมีความผูกพันต่อองค์การในระดับสูง 4. การรับรู้ความก้าวหน้าในอาชีพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันต่อองค์การของ พนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากผลการวิจัยครั้งนี้ องค์การสามารถนำผลการศึกษาไปเป็นแนวทางในการพัฒนาให้พนักงานมี การรับรู้ความก้าวหน้าในอาชีพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้พนักงานทำงานในองค์การอย่างมีความสุข มี ประสิทธิภาพ มีขวัญและกำลังใจในการทำงาน มีความพึงพอใจในงาน นำมาซึ่งความผูกพันต่อองค์การ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1miop0035.pdf ( 4.14 MB)
13
รายงานวิจัยเรื่องโปรแกรมไฟไนต์เอลิเมนต์ขั้นที่ 1
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ธนู ฉุยฉาย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1contents.pdf ( )
2abstract.pdf ( )
3chapter1.pdf ( )
4chapter2.pdf ( )
5chapter3.pdf ( )
6chapter4.pdf ( )
7chapter5.pdf ( )
8reference.pdf ( )
9titlepage.pdf ( )
14
รายงานการวิจัยความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
Self-adjustment ability of first year students, King Mongkut's Institute of Technology North Bangkok
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : ัดดา เพ็ชรประยูร, ชูศรี เลิศรัตน์เดชากุล, นนทิรัตน์ พัฒนภักดี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาและ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระ นครเหนือชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยด้วยวิธีเพิ่มตัวแปรอิสระแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือมีความสามารถในการ ปรับตัวภาพรวมอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษามีความสามารถในการ ปรับตัวด้านสังคมอยู่ในระดับสูง ส่วนด้านการเรียนและด้านอารมณ์อยู่ในระดับปานกลาง 2. ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .01 ได้แก่ บุคลิกภาพเปิดเผยอย่างมั่นคง และเกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป ส่วนตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ ความสามารถในการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 ได้แก่ เพศหญิง 3. ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .01 ได้แก่ เกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป (v1) บุคลิกภาพเก็บตัวอย่างหวั่นไหว (v2) และบุคลิกภาพเปิดเผยอย่างหวั่นไหว (v3) โดยตัว แปรทั้งหมดร่วมกันพยากรณ์ความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาได้ร้อยละ 11.4 สมการการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้แก่ ความสามารถในการปรับตัวภาพรวม = .169v1 ? .322v2 ? .131v3
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1res1256.pdf ( 0.80 MB)
15
การยอมรับตนเองและบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบที่พยากรณ์ความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10 จังหวัดสมุทรสาคร
Self-acceptance and big five personality in predicting spiritual quotient of teachers in schools under the secondary education service area office 10 in Samut Sakhon Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : ปฎาวุฒิ สุจินดามณีชัย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการยอมรับตนเอง บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และความฉลาดทางจิตวิญญาณของครู 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองกับความฉลาดทางจิตวิญญาณของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบกับความฉลาดทางจิตวิญญาณของครู 4) ศึกษาการพยากรณ์ความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูด้วยการยอมรับตนเองและบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10 จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 309 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. ครูมีระดับการยอมรับตนเอง บุคลิกภาพด้านการแสดงตัว บุคลิกภาพด้านการเปิดกว้าง บุคลิกภาพด้านการประนีประนอม บุคลิกภาพด้านการมีจิตสำนึก และความฉลาดทางจิตวิญญาณโดยรวมอยู่ในระดับสูง และมีระดับบุคลิกภาพด้านความหวั่นไหวโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. การยอมรับตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความฉลาดทางจิตวิญญาณของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. บุคลิกภาพด้านการแสดงตัว บุคลิกภาพด้านการเปิดกว้าง บุคลิกภาพด้านการประนีประนอม และบุคลิกภาพด้านการมีจิตสำนึก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนบุคลิกภาพด้านความหวั่นไหวมีความสัมพันธ์ทางลบกับความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. บุคลิกภาพด้านการมีจิตสำนึก บุคลิกภาพด้านการเปิดกว้าง การยอมรับตนเอง และบุคลิกภาพด้านการแสดงตัว สามารถร่วมกันพยากรณ์ความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูได้ร้อยละ 60.00
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1B15795445.pdf ( 12.54 MB)

Search within results