Search Result 51 Found

  • Filters
 
1
การปรับปรุงพฤติกรรมการส่งงานให้ตรงต่อเวลาโดยใช้ตารางการกำหนดการส่งงานกับนักศึกษาชั้นปี ที่ 2สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม ที่เรียนวิชาการตกแต่งภายใน 1มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (ศาลายา)ประจำภาคเรียนที่ 2/2553
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : ธนพร วรฉัตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
The purpose of Classroom Action Research is to rectify the problem behavior does not meet the on time schedule. The 2nd. Year Architectural technology students of the Faculty of Architecture and Design, University of Technology Rattanakosin (Salaya Campus) are enrolled in the course of a term within the second year in 2010, which the researchers had expected that the results of behavior modification to work to meet schedules and time tables. 2nd Year Architectural Technology Student. The course will give the interior an even higher achievement. Researchers have created a tool used to collect data. And collect data manually. By checking the schedules of work assigned in class and homework throughout the semester. And save it in a way responsible for observing the work of students. The results showed that the assignments are two types of performance by either party at the house and follow the lessons and the group found that students were 34.375 to behave in a more specific time. When operating as a group, and 25 percent will behave in exactly the time when the individual A similar proportion of students at work on time and work in small groups and individuals in the first few weeks of the semester. Most students continue to work and homework assignments by the due date. But over a period of time. Student work is on schedule to begin growing. The results of the questionnaire showed that students'' work schedules in many ways. Of time near each other and have a lot of physical work
2
รูปแบบการสื่อการภายในองค์กรที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการสื่อสาร กรณีศึกษา บริษัท ซัมมิต อีเล็กโทรนิค คอมโพเน้นท์ จำกัด ฝ่ายการผลิต EMS 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : เพ็ญนภา วัฒนเจษฎากุล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทราบถึงรูปแบบการสื่อสารภายในองค์กรที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการสื่อสารกรณีศึกษาบริษัท ซัมมิท อีเล็กโทรนิค คอมโพเน้นท์ จำกัด ฝ่ายการผลิต EMS 1 ได้แก่ การสื่อสารทางด้านวาจา การสื่อสารทางด้านลายลักษณ์อักร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ พนักงานสายการผลิต และพนักงานสายสนับสนุนการผลิต จำนวน 109 คน เก็บข้อมูลด้วยวิธีแจกแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ค่าความถดถอย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านรูปแบบการสื่อสารภายในองค์กรที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการสื่อสาร กรณีศึกษา บริษัท ซัมมิท อีเล็กโทรนิค คอมโพเน้นท์ จำกัด ฝ่ายการผลิต EMS 1 ได้แก่ การสื่อสารทางด้านวาจาและการสื่อสารทางด้านลายลักษณ์อักษร มีผลต่อประสิทธิภาพในการสื่อสาร ของพนักงานบริษัท ซัมมิท อีเล็คโทรนิค คอมโพเน้นท์ จำกัด ฝ่ายการผลิต EMS 1 ประสิทธิภาพในการพยากรณ์ได้ค่าร้อยละ 33.90
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1เพ็ญนภา วัฒนเจษฏากุล.pdf ( 0.57 MB)
3
ผลกระทบต่อร่างมาตรฐานการบัญชี (IFRS 2) กรณี การให้สิทธิซื้อหุ้นกับพนักงานด้วยตราสารทุน
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : เยาวภา แต่สุขะวัฒน์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การศึกษาวิจัยอิสระฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาผลกระทบต่อร่างมาตรฐาน การบัญชี (IFRS 2) กรณี การให้สิทธิซื้อหุ้นกับพนักงานด้วยตราสารทุน โดยประยุกต์ใช้กับกลุ่มตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งหมด 34 บริษัท ในช่วงปี 2549 ถึงไตรมาสที่สองของปี 2551 การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลจากงบการเงินและรายละเอียดในหมายเหตุ ประกอบงบการเงินของกลุ่มตัวอย่างในการทำวิจัย วิธีการศึกษาแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ศึกษาความแตกต่างของมูลค่ายุติธรรมใบสำคัญ แสดงสิทธิที่ได้จากแบบจำลองการกำหนดราคาสิทธิซื้อหุ้น 2 วิธี คือ 1. แบบวิธี Black & Scholes model (แบบยุโรป) และ 2. แบบวิธีทวินาม Binomial Option Pricing model (แบบอเมริกัน) ผลที่ได้คือ มูลค่ายุติธรรมที่ได้ทั้ง 2 วิธี ให้ค่าที่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ หรือค่าที่ได้สามารถใช้ ทดแทนกันได้ วิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกใช้แบบจำลอง Black & Scholes model ในการหามูลค่า ยุติธรรมเพื่อทำการบันทึกรับรู้รายการดังกล่าวในงบการเงินและทำการศึกษา ส่วนที่ 2 คือศึกษาความแตกต่างอัตราส่วน ทางการเงิน ผลที่ได้ดังนี้คือ อัตราส่วนกำไรสุทธิ (NPM) มีค่าเฉลี่ย 0.104 มีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ สำหรับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) มีค่าเฉลี่ย 0.002 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROA) มีค่าเฉลี่ย 0.04 อัตราส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้น (D/E) มีค่าเฉลี่ย 0.007 และกำไรต่อหุ้นพื้นฐาน (EPS) มีค่าเฉลี่ย 0.049 ผลคือค่าเฉลี่ยที่ได้ส่งผลกระทบต่องบการเงินคือแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ จะเห็นได้ว่าหากปฏิบัติตามร่างมาตรฐานดังกล่าว ค่าที่ได้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่องบการเงินของบริษัท ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงและยัง ส่งผลต่อผู้บริหารในการตัดสินใจในการพิจารณาถึงการให้สิทธิซื้อหุ้นแก่พนักงานด้วยตราสารทุน มากยิ่งขึ้น เนื่องจากผลดังกล่าวกระทบต่อภาพรวมของงบการเงินของบริษัท และสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคตของนักลงทุนด้วยเช่นกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Binder1.pdf ( 1.26 MB)
4
ผลกระทบต่อร่างมาตรฐานการบัญชี (IFRS 2) กรณี การให้สิทธิซื้อหุ้นกับพนักงานด้วยตราสารทุน
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : เยาวภา แต่สุขะวัฒน์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การศึกษาวิจัยอิสระฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาผลกระทบต่อร่างมาตรฐานการบัญชี (IFRS 2) กรณี การให้สิทธิซื้อหุ้นกับพนักงานด้วยตราสารทุน โดยประยุกต์ใช้กับกลุ่มตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งหมด 34 บริษัท ในช่วงปี 2549 ถึงไตรมาสที่สองของปี 2551 การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลจากงบการเงินและรายละเอียดในหมายเหตุประกอบงบการเงินของกลุ่มตัวอย่างในการทำวิจัย วิธีการศึกษาแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ศึกษาความแตกต่างของมูลค่ายุติธรรมใบสำคัญแสดงสิทธิที่ได้จากแบบจำลองการกำหนดราคาสิทธิซื้อหุ้น 2 วิธี คือ 1.แบบวิธี Black & Scholes model (แบบยุโรป) และ 2.แบบวิธีทวินาม Binomial Option Pricing model (แบบอเมริกัน) ผลที่ได้คือ มูลค่ายุติธรรมที่ได้ทั้ง 2 วิธี ให้ค่าที่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ หรือค่าที่ได้สามารถใช้ทดแทนกันได้ วิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกใช้แบบจำลอง Black & Scholes model ในการหามูลค่ายุติธรรมเพื่อทำการบันทึกรับรู้รายการดังกล่าวในงบการเงินและทำการศึกษา ส่วนที่ 2 คือศึกษาความแตกต่างอัตราส่วน ทางการเงิน ผลที่ได้ดังนี้คือ อัตราส่วนกำไรสุทธิ (NPM) มีค่าเฉลี่ย 0.104 มีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ สำหรับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) มีค่าเฉลี่ย 0.002 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROE) มีค่าเฉลี่ย0.04 อัตรส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้น (D/E) มีค่าเฉลี่ย 0.007 และกำไรต่อหุ้นพื้นฐาน (EPS) มีค่าเฉลี่ย 0.049 ผลคือค่าเฉลี่ยที่ได้ส่งผลกระทบต่องบการเงินคือแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ จะเห็นได้ว่าหากปฏิบัติตามร่างมาตรฐานดังกล่าว ค่าที่ได้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่องบการเงินของบริษัท ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงและยังส่งผลต่อผู้บริหารในการตัดสินใจในการพิจารณาถึงการให้สิทธิซื้อหุ้นแก่พนักงานด้วยตราสารทุนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผลดังกล่าวกระทบต่อภาพรวมของงบการเงินของบริษัท และสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคตของนักลงทุนด้วยเช่นกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1เยาวภา แต่สุขะวัฒน์.pdf ( 1.31 MB)
5
การศึกษาแนวโน้มกลยุทธ์การบัญชีบริหารของประเทศไทยช่วงปี พ.ศ.2541-2549
Trends in Managerial Accounting Strategy in Thailand in 1998-2006
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : รารัตน์ สุขแก้ว, สัมพันธุ์ จันทร์ดี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1rmutr_research_50_04.pdf ( 1.69 MB)
6
มุมมองของผู้สอบบัญชีและผู้จัดทำงบการเงินของบริษัทในกลุ่ม SET100 ภายหลังการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 44 (ปรับปรุง 2550) เรื่องงบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการ
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : อรพินท์ อิ่มใจจงรักษ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การศึกษาเรื่อง “มุมมองของผู้สอบบัญชีและผู้จัดทำงบการเงินของบริษัทในกลุ่ม SET 100 ภายหลังการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 44 (ปรับปรุง 2550) เรื่องงบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการ” เพื่อศึกษามุมมองของผู้สอบบัญชี ในสำนักงานสอบบัญชีที่ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่ม SET 100 และผู้จัดทำงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่ม SET 100 ต่อเนื้อหา และข้อปฏิบัติในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 44 (ปรับปรุง 2550) ตลอดจนประเด็นปัญหา หรือ ผลกระทบภายหลังจากการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี โดยผลการศึกษาที่ได้จะเป็นแนวทางให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำไปวิเคราะห์ หรือพิจารณาใช้ข้อมูลงบการเงินรวม และงบการเงินเฉพาะกิจได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานการบัญชีต่อไปในอนาคต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มผู้สอบบัญชีและทำการสัมภาษณ์กลุ่มผู้จัดทำงบการเงินในกลุ่ม SET 100 ควบคู่กันในลักษณะการวิจัยเชิงสามเส้าด้านระเบียบวิธี (Methodological Triangulation) จากนั้นนำข้อมูลดังกล่าวมาเปรียบเทียบกัน โดยผลการวิจัยพบว่ามุมมองของผู้สอบบัญชีและผู้จัดทำงบการเงินในกลุ่ม SET 100 มีความแตกต่างกัน แม้ว่าผลกระทบภายหลังการปฏิบัติ อาทิเช่น ผลกระทบต่อกำไรสะสม หรือ เงินลงทุน ทั้งสองกลุ่มจะเห็นสอดคล้องกัน แต่ในเรื่องพิจารณาด้อยค่านั้นผู้จัดทำงบการเงินให้ความสำคัญมากอย่างชัดเจน และผู้จัดทำงบการเงินมีความเข้าใจต่อข้อกำหนดในประเด็นสิทธิในการออกเสียงที่เป็นได้ในวงจำกัด ฉะนั้นควรมีการประชาสัมพันธ์ถึงหลักการ และข้อปฏิบัติของมาตรฐานการบัญชีที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อสร้างความเข้าใจในแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1อรพินท์ อิ่มจงใจรักษ์.pdf ( 1.10 MB)
7
การพัฒนาชุดภาพ 3 มิติเพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้ในการอ่านแบบและเขียนแบบก่อสร้างสำหรับนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ฐปณี รัตนถาวร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การวิจัย ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนา2ชุดภาพ 3 มิติ เสริมทักษะการเรียนรู้ ในการอ่านแบบและเขียนแบบก่อสร้าง2 เพื่อประเมินคุณภาพของการใช้ชุดภาพ 3 มิติ เสริมทักษะ การเรียนรู้ในการอ่านแบบและเขียนแบบก่อสร้างสำหรับนักศึกษา2สาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม 2 โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบวัด 2 ส่วน คือ 1) แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน 2) แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจในการใช้ภาพชุด 3 มิติ ผลกาวิจัย สรุปได้ดัง นี้ 1. ชุดภาพ 3 มิติ ที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้ในการอ่านแบบและเขียนแบบ ก่อสร้าง ได้ดำเนินการจัดทำอย่างสอดคล้องกับเนื้อหาอย่างถูกต้อง เที่ยงตรงและครอบคลุม จุดมุ่งหมายที่กำหนด โดยใช้โปรแกรม Sketch Up แสดงเป็นภาพอาคารทั้งหลัง ประกอบด้วยส่วน ต่างๆ ตามแบบก่อสร้าง ได้แก่ 1) ผังพื้นชั้น 1, 2 และ 3 2) ผังหลังคา 3) รูปตัด 4) รูปด้าน 5) แบบ ขยายบันได 6) แบบขยายห้องน้ำ 7) แบบขยายประตูหน้าต่าง และ 8) แบบขยายอื่นๆ ซึ่งนำไปใช้ฝึก ทักษะการอ่านแบบและเขียนแบบควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอนในชั้น เรียนวิชาเทคโนโลยี การก่อสร้าง 2 เป็นแบบฝึกที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในการวิเคราะห์เชิงสถิติ 2. ผลการใช้ชุดภาพ 3 มิติ พบว่านัก ศึกษาที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดภาพ 3 มิติ เสริม ทักษะการเรียนรู้มีทักษะในการอ่านแบบและเขียนแบบสูงกว่าก่อนใช้ชุด2ภาพ2 3 มิติ อย่างมี นัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และ นัก ศึกษามีความพึงพอใจในการใช้ชุดภาพ 3 มิติเสริมทักษะการ อ่านแบบและเขียนแบบอยุ่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1การพัฒนาชุดภาพ 3 มิติเพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้ในการอ่านแบบและเขียนแบบก่อสร้างสำหรับนักศึกษาสาขาเทคโ ( 92.32 MB)
8
ปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่สังกัดสำนักงานธุรกิจบริการ สาขาเขต 6 กรุงเทพมหานคร
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ศิวพร แก้วคุ้ม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาระดับการสร้างแรงจูงใจที่มีผลต่อการทำงานของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สังกัดสำนักงานบริการธุรกิจสาขาเขต 6 กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 358 คน จากจำนวนพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ทั้งหมด 1,022 คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการสนับสนุนของหน่วยงาน แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สังกัดสำนักงานบริการธุรกิจสาขาเขต 6 กรุงเทพมหานคร สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติ t-test independence one-way annova และ chi-square ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สังกัดสำนักงานบริการธุรกิจสาขาเขต 6 กรุงเทพมหานคร โดยรวมมีระดับแรงจูงใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีระดับแรงจูงใจในการทำงาน 4 ด้านความต้องการเพื่อการดำรงชีพ ด้านความต้องการเพื่อความสัมพันธ์ ด้านความต้องการความก้าวหน้า ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานโดยรวม ประชากรศาสตร์มีผลต่อระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้ ตำแหน่งงาน ระยะเวลาการทำงาน รวมไปถึงปัจจัยสนับสนุนหน่วยงาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ศิวพร แก้วคุ้ม.pdf ( 0.78 MB)
9
ปัจจัยในการทำงานที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของพนักงาน 7-Eleven ในเขตกรุงเทพมหานคร
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : พนารัชต์ พูลเอี่ยม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยในการทำงานที่ส่งผลต่อการปฎิบัติงานของพนักงาน ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน ด้านหัวหน้างาน ด้านค่าตอบแทน และสวัสดิการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ พนักงาน 7-Eleven ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 792 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบโดยใช้ Factor Analysis และการวิเคราะห์ Regression ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยในการทำงานที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของพนักงาน ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ด้านลักษณะหัวหน้างานและงานที่ปฏิบัติ ด้านการสนับสนุนในการทำงาน ด้านความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน โดยสามารถพยากรณ์ผลการปฏิบัติงานทำนายได้ร้อยละ 9.3%
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1พนารัชต์ พูลเอี่ยม.pdf ( 0.75 MB)
10
ความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงานตามโครงการเปลี่ยนระบบการบริหารงานเงิน การคลัง ภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) กรณีศึกษา กรมการเงินทหารบก
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : วิลาวัลย์ เพชรมณี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงานตามโครงการเปลี่ยนระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ สู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ของกรมการเงินทหารบก 2) เพื่อค้นหาปัญหา และอุปสรรคของผู้ปฏิบัติงานตามโครงการเปลี่ยนระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ สู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ของกรมการเงินทหารบก 3) เพื่อบอกถึงข้อเสนอแนะที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้การดำเนินงาน ตามโครงการเปลี่ยนระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ สู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ของกรมการเงินทหารบก ประชากรที่ใช้ศึกษาคือ นายทหารชั้นประทวน สังกัดกรมการเงินทหารบก จำนวน 103 นาย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่านายทหารชั้นประทวน มีระดับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ GFMIS ในระดับ “มาก” เมื่อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าปัจจัยด้ายชั้นยศ ที่แตกต่างมีระดับความรู้และความเข้าใจแตกต่างกัน โดยระดับชั้นยศสิบตรี มีระดับความรู้และความเข้าใจอยู่ในระดับ “ปานกลาง” ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอื่นๆ ได้แก่ เพศ อายุ อายุราชการ การศึกษา ตำแหน่งและกำเนิดทางทหารที่แตกต่างกัน มีระดับความรู้และความเข้าใจระบบ GFMIS ไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอที่ได้จากผลการศึกษาในครั้งนี้ ควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการฝึกอบรมให้กับข้าราชการบรรจุใหม่ทางด้านบัญชีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ระบบ GFMIS แต่ละส่วนงานเพื่อจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานในระบบ GFMIS เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ด้านระบบ GFMIS ควรมีการจัดสรรงบประมาณซื้อเครื่อง Terminal และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ GFMIS ให้มากขึ้น เนื่องจากขาดแคลนเครื่องมือและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานในระบบ GFMIS
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1วิลาวัลย์ เพชรมณี1.pdf ( 0.42 MB)
2วิลาวัลย์ เพชรมณี2.pdf ( 122.08 MB)
3วิลาวัลย์ เพชรมณี3.pdf ( 1.54 MB)
11
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ัถังก๊าซ NGV สำหรับติดในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : นภาพร อุบล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ถังก๊าซ NGV สำหรับติดในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประกรในเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสำคัญ และเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้ถังก๊าซ NGV สำหรับติดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลโดยศึกษาจากประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแนวทางในการประเมินความต้องการที่แท้จริงของผูบริโภคพร้อมกับเป็นแนวทางในการวงแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งก๊าซ NGV โดยกลุ่มตัวอย่างคือผู้เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่ง ซึ่งใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิงและมาใช้บริการ ณ สถานีบริการเติมก๊าซ NGV ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และสถติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test F-test (One-way Anova) เมื่อพบความแตกต่างเป็นรายกลุ่ม จะวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยใช้วิธี lSD (Least Significant Different) และวิเคราะห์การถดถอยแบบเส้นตรงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 20-29 ปี มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,000-20,000 บาท และส่วนใหญ่ใช้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ถังก๊าซ NGV สำหรับติดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมากที่สุดคือ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ รองลงมาคือด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ ส่วนการทดสอบสมมติฐาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศต่างกันให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทุกด้านไม่ต่างกัน ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุอาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และรถยนต์ที่ใช้ต่างกัน ให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมการตลาดทุกด้านต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ การสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในการใช้และการติดตั้งถังก๊าซ NGV รวมถึงควรประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับถังก๊าซ NGV แต่ละประเภท ผ่านสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุและสิ่งพิมพ์ เป็นต้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1นภาพร อุบล.pdf ( 1.11 MB)
12
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อโน้ตบุ๊ค (Notebook) ในเขตกรุงเทพมหานคร
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ภัทราภรณ์ น่วมดี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อโน้ตบุ๊ค (Note book) ในเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์แบบพกพา (โน้ตบุ๊ค) ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ในด้านผลิดภัณฑ์(Product) ด้านราคา(Price) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) และด้านการส่งเสริมการขาย (Promotion) 3. เพื่อเปรียบเทียบ การใช้ปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ใน 8 ด้าน จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา สาขาที่จบการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ยี่ห้อของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่ซื้อ ระยะเวลาที่เคยเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค โดยใช้วิธีการศึกษา กล่าวคือ ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจาก ผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ไม่จำกัดเพศ อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และมีความต้องการซื้อหรือเคยใช้งานของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ซึ่งผู้วิจัยจะใช้วิธีการสังเกต หรือทำการสอบถามก่อนจะให้ตอบแบบสอบถาม มีจำนวนทั้งสิ้น 400 คน ผลการศึกษาพบว่า 1. คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20-30 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 15,000 บาท 2. ผู้บริโภคส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค โดยจะเลือกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ยี่ห้อ Acer (เอเซอร์) โดยมีความประสงค์ที่จะซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ดูรายละเอียดจากโทรทัศน์ โบชัวร์ และอินเตอร์เน็ต คือประมาณ 20,000 - 30,000 บาท ชำระเป็นเงินสด ผู้บริโภคจะซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเมื่อมีความจำเป็นจะต้องใช้ประโยชน์ เช่น เพื่อการใช้งานทางอินเตอร์เน็ตและใช้ทำงาน 3. ผลการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ผู้บริโภคที่มีเพศต่างกัน มีปัจจัยในการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่แตกต่างกันในด้านเหตุผลในการเลือกซื้อ ผู้บริโภคที่มีอายุต่างกันจะมีปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊คที่แตกต่างกันในการเลือกซื้อ ผู้บริโภคที่มีระดับการศึกษาต่างกันจะมีปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊คที่แตกต่างกันในการเลือกซื้อ ผู้บริโภคที่มีระดับรายได้ต่างกันจะมีปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊คที่แตกต่างกันในการเลือกซื้อ ผู้บริโภคที่มีอาชีพต่างกันจะมีปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊คที่แตกต่างในการเลือกซื้อ ผู้บริโภคที่มีสถานที่ที่เลือกซื้อต่างกันจะมีปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊คที่แตกต่างกันในการเลือกซื้อ ผู้บริโภคที่มีการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ต่างกันจะมีปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊คที่แตกต่างกันในการเลือกซื้อ ผู้บริโภคที่มีงบประมาณในการซื้อที่ต่างกันจะมีปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊คที่แตกต่างในการเลือกซื้อ โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ภัทราภรณ์ น่วมดี.pdf ( 2.94 MB)
13
การประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวงด้วยสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิก
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : ชเนศ รัตนอุบล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกการประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวงและ 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวงด้วยสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิก โดยนำสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกที่สร้างขึ้นมาหลังจากผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญแล้วไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างสำหรับใช้ในการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวตลาด บางหลวง โดยผู้วิจัยสร้างสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกขึ้น 2 รูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 แผ่นพับหรือโบชัวร์ ขนาด A4 จำนวน 500 แผ่นและรูปแบบที่ 2 แผ่นป้ายไวน์นิล ขนาด กว้าง 30 ซ.ม. สูง 70 ซ.ม. จำนวน 5 แผ่นป้าย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเที่ยวตลาดบางหลวง จำนวน 100 คน ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพด้านรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกการประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวงจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ รูปแบบที่ 1 แผ่นพับหรือโบชัวร์ พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดี มีค่าเฉลี่ย 3.97 และ S.D. 0.38 รูปแบบที่ 2 แผ่นป้ายไวน์นิล มีค่าเฉลี่ย 3.82 และ S.D. 0.53 ด้านเนื้อหาสาระของสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกการประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวงรูปแบบที่ 1 แผ่นพับหรือโบชัวร์ พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดี มีค่าเฉลี่ย 4.00 และ S.D. 0.49 รูปแบบที่ 2 แผ่นป้ายไวน์นิล มีค่าเฉลี่ย 3.73 และ S.D. 0.38 แสดงว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นต่อเนื้อหาสาระของสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกการประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวง ทั้ง 2 รูปแบบ มีคุณภาพดี สามารถนำไปสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผลของการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้านความพึงพอใจในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกการประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวง รูปแบบที่ 1 แผ่นพับหรือโบชัวร์ พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดี มีค่าเฉลี่ย 4.24 และ S.D. 0.51 รูปแบบที่ 2 แผ่นป้ายไวน์นิล มีค่าเฉลี่ย 4.22 และ S.D. 0.41 และความพึงพอใจด้านเนื้อหาสาระของสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกการประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวง รูปแบบที่ 1 แผ่นพับหรือโบชัวร์ พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดี มีค่าเฉลี่ย 4.12 และ S.D. 0.57 รูปแบบที่ 2 แผ่นป้ายไวน์นิล มีค่าเฉลี่ย 4.02 และ S.D. 0.42 แสดงว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนมากมีความเห็นตรงกันว่าเนื้อหาสาระของสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกการประชาสัมพันธ์ตลาดบางหลวง ทั้ง 2 รูปแบบ สามารถสร้างความพึงพอใจแก่กลุ่มตัวอย่างได้เป็นอย่างดี สรุปได้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์กราฟิกที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีคุณภาพจัดอยู่ในเกณฑ์ดี และความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1rmutr_research_53_05.pdf ( 3.35 MB)
14
ทัศนะของพนักงานที่มีต่อความขัดแย้งในองค์กร กรณีศึกษาเฉพาะ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปิยะสตรี
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ฐานิสรา เดชเทวัญดำรง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
การศึกษาเรื่อง “ทัศนะของพนักงานที่มีต่อความขัดแย้งในองค์กร : กรณีศึกษา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปิยะสตรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนะของพนักงานที่มีต่อความขัดแย้งภายในองค์กรในการปฏิบัติงานขององค์กรห้างหุ้นส่วนจำกัด ปิยะสตรี ในการศึกษาครั้งนี้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด ปิยะสตรี จำนวน 55 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งสำหรับสถิติที่ใช้สำหรับการวิจัย ได้แก่ สถิติพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย สถิตร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1.ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 50.91 มีอายุระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 47.27 มีวุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 61.82 มีระดับรายได้ต่อเดือน 6,001-8,000 บาท ร้อยละ 34.55 มีระยะเวลาการปฏิบัติงาน 1-3 ปี ร้อยละ 40 2. ในภาพรวมทัศนะของพนักงาน ที่มีความขัดแย้งในองค์กรของห้างหุ้นส่วนจำกัด ปิยะสตรี อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับบุคคลในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (x=2.89) ด้านขัดแย้งระหว่างบุคคลและกลุ่ม ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (x=2.32) ด้านความขัดแย้งระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (x=2.83) 3.ผลการเปรียบเทียบทัศนะเกี่ยวกับความขัดแย้งในองค์กร จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคลของพนักงาน พบว่า พนักงานที่เพศต่างกัน มีระดับทัศนะต่อความขัดแย้งในองค์กร ไม่แตกต่าง พนักงานที่อายุต่างกัน มีระดับทัศนะต่อความขัดแย้งในองค์กร ไม่แตกต่างกัน พนักงานที่ระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับทัศนะต่อความขัดแย้งในองค์กร พนักงานที่รายได้ต่อเดือนต่างกัน มีระดับทัศนะต่อความขัดแย้งในองค์กร ไม่แตกต่างกัน พนักงานที่ระยะเวลาการปฏิบัติงานต่างกัน มีระดับทัศนะต่อความขัดแย้งในองค์ก ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ฐานิสรา เดชเทวัญดำรง.pdf ( 0.62 MB)
15
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษา ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพมหานคร
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ษมิทธิ์ ขันธิกุล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์
จากการวิจัยมีวัตถุประสงค์ คือ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากประชากร 365 ตัวอย่าง ของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยการใช้ (One-way ANOVA) วิเคราะห์ Factor Analysis และหาค่าความถดถอยอย่างง่าย พบว่า ปัจจัยเกี่ยวกับขนาดสินทรัพย์และประเภทกิจการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในมิติด้านโครงสร้าง มิติด้านบุคลากร มิติด้านรูปแบบการบริหารงานของผู้นำ และมิติด้านวัฒนธรรมองค์การ (ค่านิยมร่วม) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษกิจพอเพียง เกี่ยวกับความรู้โดยยึดหลักปรัชญาเศรษกิจพอเพียง (มิติด้านความพอเพียง มิติด้านความมีเหตุผล มิติด้านการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว มิติด้านความรู้และมิติด้านคุณธรรม) มีจำนวน 5 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยที่ 1 มิติด้านความรู้ ปัจจัยที่ 3 มิติด้านคุณธรรม ปัจจัยที่ 4 มิติด้านความพอเพียง ปัจจัยที่ 5 มิติด้านความพอเพียง มิติด้านการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และมิติด้านความมีเหตุผล และปัจจัยที่ 7 มิติด้านความพอเพียง ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงองค์การ (มิติด้านโครงสร้าง มิติด้านบุคลากร มิติด้านรูปแบบการบริหารงานของผู้นำ และมิติด้านวัฒนธรรมองค์การ (ค่านิยมร่วม) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และมีความสามารถในการพยากรณ์ได้ร้อยละ 66
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ษมิทธิ์ ขันธิกุล.pdf ( 0.98 MB)

Search within results