Search Result 235 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาปัจจัยที#14;ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ในการศึกษา กรณีศึกษา : การเรียนวิชาเขียนแบบวิศวกรรม ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที#14; 1 ภาคเรียนที#14; 2 ปี การศึกษา 2556 ของนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา
The factors affecting students?s behavior and achievement in education, case study : The first-year Civil Engineering student studying Engineering Drawing in 2nd semester academic year 2013
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : คมกร ไชยเดชาธร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื#14;อศึกษาปัจจัยที#14;ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ในการศึกษา กรณีศึกษา : การเรียนวิชาเขียนแบบวิศวกรรม ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที#14; 1 ภาคเรียนที#14; 2 ปีการศึกษา 2556 ของนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที#14;ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ปัจจัยที#14;ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนโดยใช้คะแนนเฉลี#14;ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเปรียบเทียบกับระดับปริญญาตรี และวิเคราะห์ปัจจัยที#14;ส่งผลต่อพฤติกรรม โดยใช้ค่าความถี#14; ร้อยละ ค่าเฉลี#14;ย ของจำนวนตัวอย่าง 20 คน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที#14;ส่งผลต่อพฤติกรรมและผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เนื#14;องมาจากการจัดการเรียนการสอนหรือการศึกษาของโรงเรียนของรัฐบาลและเอกชน มีความแตกต่างกัน มีความพร้อมในการเรียนการสอนที#14;แตกต่างกัน อีกทั้งโอกาสในการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาแตกต่างกัน เป็นผลให้นักเรียนที#14;สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนของรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนมีความสามารถในการเรียนต่างกันโดยมีคะแนนเฉลี#14;ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเปรียบเทียบกับระดับปริญญาตรีมีระดับผลการเรียนลดตํ#14;าลง ซึ#14;งมีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียน และทางอ้อมต่อพฤติกรรมทางการเรียน โดยใช้ค่าร้อยละของนักศึกษาที#14;ตอบถูกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีความกระตือรือร้น ความมุมานะเพื#14;อประสบความสำเร็จตามเพื#14;อนๆ ความพยายามเข้าใจบทเรียนที#14;มีเนื้อหายาก การทบทวนบทเรียนที#14;ผ่านมาก่อนเข้าเรียนทุกครั้ง จากข้อมูลเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที#14;ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษากลุ่มนี้สูงขึ้น และค่าร้อยละของนักศึกษาที#14;ตอบถูกน้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่ชอบการสอนแบบสรุปเนื้อหาให้ออกข้อสอบโดยใช้แบบฝึกหัดที#14;ให้ทำหรือในตำราเรียนเท่านั้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.37 MB)
2Abstract.pdf ( 0.12 MB)
3Acknowledge.pdf ( 0.08 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.10 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.10 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.12 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.09 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.23 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.10 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.09 MB)
11Appendices.pdf ( 0.13 MB)
12Profile.pdf ( 0.11 MB)
2
ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
Factors that affected the achievement on Introduction to Accounting 1 of accounting students at Faculty of Business Administration, Rajamangala University of Technology Isan
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : มาลี เอกพล, บุษบงกช บุญกุศล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนวิชาการบัญชี ชั้นต้น 1จําแนกตามสภาพทั่วไปของ นักศึกษา ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านผู้เรียน ปัจจัยทางด้านผู้สอน ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในการเรียน กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชีที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการบัญชี ชั้นต้น 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จํานวน 81 คน โดยได้รับแบบสอบถามคืนทั้งหมด 63 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติ โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า T-test ค่า F-test ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงซ้อน ผลการวิจัยพบว่า 1. ตัวแปรสภาพทั่วไปของนักศึกษาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ได้แก่เพศและเกรดเฉลี่ยสะสมก่อนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย 2. ปัจจัยทางด้านผู้เรียนที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 คือ แรงเสริมจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ส่วนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์นั้นมีความสัมพันธ์ ที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักศึกษาเป็นปัจจัยทางด้านผู้สอนที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 4. ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชี ชั้นต้น 1 5. ปัจจัยทางด้านผู้เรียนปัจจัยทางด้านผู้สอนและปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในการเรียน ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ที ่ระดับนัยสําคัญ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.18 MB)
2Abstract.pdf ( 0.16 MB)
3Acknowledge.pdf ( 0.11 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.16 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.23 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.35 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.25 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.41 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.29 MB)
10Reference.pdf ( 0.18 MB)
11Appendices.pdf ( 0.24 MB)
12Profile.pdf ( 0.15 MB)
3
ศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมก่อนและหลังเรียนวิชาพลศึกษา ระหว่างภาคเรียนที่ 1 กับภาคเรียนที่ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น
A study of Physical fitness of students in faculty of technical education, before and after studying physical education, during the second semester, Rajamangala university of Technology Isan, Khonkaen Campus
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : โชติ อ้นลำพูน, ศักยภาพ บุญบาล, สมภพ อนันตศานต์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ก่อนและหลังเรียนวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โดยใช้แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย Harvard Step Test กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักศึกษาภาคเรียนที่ 1 ได้แก่นักศึกษาสาขาวิชา MM 1 R MM 1 T และTM 1 R จำนวน 96 คน และภาคเรียนที่ 2 ได้แก่นักศึกษาสาขาวิชา TEP 1 N CD 1 R CD 1 T CT 1 R และ CT 1 T จำนวน 96 คน รวมเป็นจำนวนทั้งหมด 192 คน ภาคเรียนที่ 1 มีอายุเฉลี่ย 19 ปี ส่วนสูงเฉลี่ย 172 ซ.ม. และภาคเรียนที่ 2 มีอายุเฉลี่ย 19 ปี ส่วนสูงเฉลี่ย 170 ซ.ม.การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วยในการวิเคราะห์ เพื่อคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และนำค่าดัชนีที่ได้มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ โดยแบ่งระดับของสมรรถภาพทางกายออกเป็น ดีเยี่ยม (Excellent) ดี (Good) ปานกลาง (High average) อ่อน (Low average) และอ่อนมาก (Poor Physical Fitness) ผลการวิจัย พบว่า 1. การเรียนการสอนวิชาพลศึกษามีผลทำให้นักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนักลดลงเล็กน้อย โดยพบว่า ภาคเรียนที่ 1 น้ำหนักลดลง เฉลี่ย 1.33 ก.ก. คิดเป็นร้อยละ 2.13 ภาคเรียนที่ 2 น้ำหนักลดลง เฉลี่ย 0.40 ก.ก. คิดเป็นร้อยละ 0.67 และ ภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 น้ำหนักลดลง เฉลี่ย 0.87 ก.ก. คิดเป็นร้อยละ 1.43 2. การเรียนการสอนวิชาพลศึกษามีผลทำให้นักศึกษามีพฤติกรรมการออกกำลังกายในหนึ่งสัปดาห์ ที่ดีขึ้น โดยพบว่า ภาคเรียนที่ 1 หลังเรียน ส่วนใหญ่ อันดับที่หนึ่ง ออกกำลังกาย 1 ? 2 วัน 73 คน คิดเป็นร้อยละ 76.04 รองลงมาอันดับสอง ออกกำลังกาย 3 ? 4 วัน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 13.54 ภาคเรียนที่ 2 หลังเรียน ส่วนใหญ่ อันดับที่หนึ่ง ออกกำลังกาย 1 ? 2 วัน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 65.63 รองลงมาอันดับสอง ออกกำลังกาย 3 ? 4 วัน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 17.71 และภาคเรียนที่ 1 และ ภาคเรียนที่ 2 หลังเรียน ส่วนใหญ่ อันดับที่หนึ่ง ออกกำลังกาย 1 ? 2 วัน 136 คน คิดเป็นร้อยละ 70.83 รองลงมาอันดับสอง ออกกำลังกาย 3 ? 4 วัน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 15.63 3.การเรียนการสอนวิชาพลศึกษามีผลทำให้นักศึกษามีความแข็งแรงและความอดทนมากขึ้น โดยพบว่า ภาคเรียนที่ 1 หลังเรียนทำเวลาในการทดสอบสมรรถภาพทางกายเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 18.88 วินาที หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.86 ภาคเรียนที่ 2 เพิ่มขึ้น เฉลี่ย 15.10 วินาที หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.66 และภาคเรียนที่ 1 และ ภาคเรียนที่ 2 เพิ่มขึ้น เฉลี่ย 17.56 วินาที หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.50 4.การเรียนการสอนวิชาพลศึกษามีผลทำให้นักศึกษามีสมรรถภาพทางกายดีขึ้นอยู่ในกณฑ์ ระดับดี(Good) ถึงดีเยี่ยม (Excellent) โดยพบว่า ภาคเรียนที่ 1 หลังเรียน ได้ค่าดัชนีสมรรถภาพทางกาย เฉลี่ย เพิ่มขึ้น 6.90 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.73 ภาคเรียนที่ 2 หลังเรียน ได้ค่าดัชนีสมรรถภาพทางกาย เฉลี่ย เพิ่มขึ้น 4.46 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.81 และภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 1 หลังเรียน ได้ค่าดัชนีสมรรถภาพทางกาย เฉลี่ย เพิ่มขึ้น 6.01 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.74
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปกรายงานการวิจัย.pdf ( 0.14 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.27 MB)
32.งานวิจัยบทที่ 1.pdf ( 0.24 MB)
43. งานวิจัยบทที่ 2.pdf ( 0.52 MB)
54. งานวิจัยบทที่ 3.pdf ( 0.15 MB)
65. งานวิจัยบทที่4.pdf ( 0.63 MB)
76. งานวิจัยบทที่5.pdf ( 0.18 MB)
4
ความคิดเห็นของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางต่อส่วนผสมทางการตลาดการให้บริการสินเชื่อของบริษัท กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) : ศึกษากรณีศูนย์ธุรกิจลูกค้าผุ้ประกอบการ 1 ร้อยเอ็ด
The Opinion of Medium-sized Industry Clients on Marketing Mix Loan of Kasikornbank Public Company Limited : A case Study of Roi-Et Clients Entrepreneur Service Center 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2011
โดย : โพยม วิสุงเร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การศึกษาความคิดเห็นของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางต่อส่วนผสมทาง การตลาดการให้บริการมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาด กลางต่อปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดการให้บริการสินเชื่อ ของบริษัทธนาคารกสิกรไทย จากัด (มหาชน) ศูนย์ธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ 1 ร้อยเอ็ด 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางต่อปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดการให้บริการสินเชื่อ ของบริษัทธนาคาร กสิกรไทย จากัด (มหาชน) ศูนย์ธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ 1 ร้อยเอ็ดที่มีอายุ ระดับการศึกษา ประเภทธุรกิจ ระยะเวลาที่ใช้บริการและรายได้ต่อปี แตกต่างกัน และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ความคิดเห็นของลูกค้าในการใช้บริการสินเชื่อของบริษัท ธนาคารกสิกรไทย จากัด (มหาชน) กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางผู้ใช้บริการสินเชื่อของบริษัท ธนาคารกสิกรไทย จากัด (มหาชน) ศูนย์ธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ 1 ร้อยเอ็ด จานวน 212 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามข้อมูลลักษณะปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับ การศึกษา ประเภทธุรกิจ ระยะเวลาการใช้บริการ และรายได้ต่อปี เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าระดับความคิดเห็น ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านสถานที่ ด้านการส่งเสริมทางการตลาด ด้านพนักงาน/บุคลากร ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และแบบสอบถามข้อเสนอแนะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษา พบว่า 1. ความคิดเห็นของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางต่อปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดการให้บริการสินเชื่อ ของบริษัทธนาคารกสิกรไทย จากัด (มหาชน) ศูนย์ธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ 1 ร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความคิดเห็นในระดับมากที่สุดได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ความคิดเห็นระดับมาก ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านสถานที่ ด้านการส่งเสริมทางการตลาด ด้านพนักงาน และด้านกระบวนการให้บริการ ความคิดเห็นในระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านราคา 2. ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอายุ ระดับการศึกษา ประเภทธุรกิจ ระยะเวลาที่ใช้บริการและรายได้ต่อปี แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดการให้บริการสินเชื่อของบริษัทธนาคารกสิกรไทย จากัด (มหาชน) ศูนย์ธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ 1 ร้อยเอ็ด แตกต่างกัน 3. ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางได้ให้ข้อเสนอแนะในการใช้บริการสินเชื่อดังนี้ธนาคารต้องมีนโยบายด้านสินเชื่อที่ชัดเจน โปร่งใส ในการทาสัญญาเงินกู้ควรให้ลูกค้ากาหนดเงื่อนไข วิธีการชาระเงิน งวดเวลาการผ่อนชาระ และวิธีการชาระอย่างชัดเจน ควรให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ทั้งด้านค่าธรรมเนียมในการจัดทานิติกรรมสัญญาเงินกู้ อัตราค่าธรรมดอกเบี้ย ควรมีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชานาญ ควบคู่กับระบบการทางานที่ได้มาตรฐาน ระยะเวลาในการประเมินทรัพย์สินนั้นควรมีระยะเวลาสั้นกระชับ ควรให้ความสาคัญในด้านความสะดวกและปลอดภัยของการใช้บริการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.09 MB)
2approval.pdf ( 0.18 MB)
3acknowledgements.pdf ( 0.10 MB)
4copyright.pdf ( 0.05 MB)
5abstract_thai.pdf ( 0.13 MB)
6abstract_eng.pdf ( 0.12 MB)
7contents.pdf ( 0.25 MB)
8chapter1.pdf ( 0.30 MB)
9chapter2.pdf ( 0.49 MB)
10chapter3.pdf ( 0.34 MB)
11chapter4.pdf ( 1.46 MB)
12chapter5.pdf ( 0.34 MB)
13reference.pdf ( 0.20 MB)
14appendix.pdf ( 0.42 MB)
15biography.pdf ( 0.15 MB)
5
ความพึงพอใจของลูกค้าผู้ประกอบการที่มีต่อการให้บริการสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทร จำกัด (มหาชน) : ศึกษากรณีศูนย์ธุรกิจผู้ประกอบการ 1 หัวทะเล นครราชสีมา
Entrepreneur Customers' Satisfaction towards Kasikorn Bank Public Limited, Case Study : Huatale Entrepreneur Business Center, Nakornrachasima
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : สังวาล ภูครองหิน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
The purpose of this study is to 1) study on Customers? satisfaction towards Kasikorn bank public limited, case study : Huatale entrepreneur business center, Nakornrachasima. 2) examine the relationship between the Customers? Satisfaction towards Kasikorn bank public limited, case Study : Huatale entrepreneur business center, Nakornrachasima and personal factors : gender and income per month. This survey research by the use of a questionnaire survey to collect data from 213 samplings of customers. The statistics analyzed were frequency, percentage, mode, and Chi-square. The results showed that the study on customers? satisfaction towards Kasikorn bank public limited, case study : Huatale entrepreneur business center, Nakornrachasima : price, products, place and circumstances, marketing promotion, personnel, service and physic properties were at high level. The customers? satisfaction towards Kasikorn bank public limited and personal factors : gender and income per month, price, products, place and circumstances, marketing promotion, personnel, service and physic properties had statistically significant at the 0.05 Customers? suggestions were : should have been more varieties of loan types, customers? satisfaction on approved loans and interest reduce.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1appendix_1.pdf ( 0.33 MB)
2appendix_2.pdf ( 0.25 MB)
3biography.pdf ( 0.15 MB)
4chapter1.pdf ( 0.28 MB)
5chapter2.pdf ( 0.70 MB)
6chapter3.pdf ( 0.41 MB)
7chapter4.pdf ( 0.67 MB)
8chapter5.pdf ( 0.18 MB)
9abstract_eng.pdf ( 0.14 MB)
10abstract_thai.pdf ( 0.15 MB)
11acknowledgements.pdf ( 0.13 MB)
12approval.pdf ( 0.18 MB)
13approval.pdf ( 0.18 MB)
14content.pdf ( 0.23 MB)
15content.pdf ( 0.23 MB)
16copyright.pdf ( 0.05 MB)
17cover.pdf ( 0.06 MB)
18cover_eng.pdf ( 0.05 MB)
19cover_thai.pdf ( 0.06 MB)
6
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ในการศึกษากรณีศึกษา: นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมสำรวจต่อการเรียนวิชาภาพถ่ายทางอากาศในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3/4 ภาคเรียน 1 ปีการศึกษา 2553
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : สุกัญญา เชยโพธิ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การศึกษาโครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ในการศึกษาของนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมสำรวจต่อการเรียนวิชาภาพถ่ายทางอากาศในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3/4 ภาคเรียน 1 ปีการศึกษา 2553 โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม สถานภาพทางสังคม แต้มเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมปลาย และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา จำนวนตัวอย่าง 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการเรียนมีดังนี้ นักศึกษาที่พักอาศัยกับครอบครัวและครอบครัวมีรายได้ที่สามารถสนับสนุนให้นักศึกษามีอุปกรณ์ที่พร้อมในการเรียนจะส่งผลให้นักศึกษามีพฤติกรรมที่พร้อมในการเรียน มีเวลาในการทำแบบฝึกหัด ทบทวนบทเรียน การเข้าเรียนของนักศึกษากลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมที่สนใจเนื้อหา มีความมุ่งมั่นในการเรียน มีการวางแผนงานล่วงหน้า กล้าแสดงความคิดเห็น มีทัศนคติที่ดีในการเรียนเนื้อหาที่ยากมากขึ้นและปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนโดยใช้ค่าร้อยละของนักศึกษาที่ตอบถูกมากกว่า ร้อยละ 80 พบว่า ความกระตือรือร้น ความมุมานะเพื่อประสบความสำเร็จตามเพื่อนๆ ความพยายามเข้าใจบทเรียนที่มีเนื้อหายาก การทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาก่อนเข้าเรียนทุกครั้ง จากข้อมูลเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษากลุ่มนี้สูงขึ้น และค่าร้อยละของนักศึกษาที่ตอบถูกน้อยกว่าร้อยละ 40 พบว่า โดยส่วนใหญ่ชอบการสอนแบบสรุปเนื้อหาให้ ออกข้อสอบโดยใช้แบบฝึกหัดที่ให้ทำหรือในตำราเรียนเท่านั้น ความไม่มั่นใจในผลการคำนวณเมื่อผลออกมาไม่เหมือนเพื่อนๆ จากข้อมูลเหล่านี้ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษากลุ่มนี้ต่ำลง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.16 MB)
3acknowledge.pdf ( 0.08 MB)
4contents.pdf ( 0.14 MB)
5chapter1.pdf ( 0.14 MB)
6chapter2.pdf ( 0.17 MB)
7chapter3.pdf ( 0.11 MB)
8chapter4.pdf ( 0.38 MB)
9chapter5.pdf ( 0.13 MB)
10appendix.pdf ( 0.20 MB)
11reference.pdf ( 0.10 MB)
12profile.pdf ( 0.12 MB)
7
ปรับปรุงพันธุ์สบุ่ดำเพื่อการเพิ่มผลผลิต โครงการย่อยที่ 1 : วิจัยและพัฒนาพันธุ์สบู่ดำเพื่อการเพิ่มผลผลิตโดยการผสมพันธุ์
PHYSIC NUT IMPROVEMENT FOR HIGH YIELD ; PHYSIC NUT IMPROVEMENT FOR HIGH YIELD BY CROSSING
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ระพันธ์ บัญญัติรัชต, วิเชียร อุ่นเรือน, อริยาภรณ์ พงษ์รัตน์, อรวรรณ รักสงฆ์, สุดารัตน์ สกุลคู
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
บทคัดย่อ จากการทดสอบองค์ประกอบผลผลิต ผลผลิต และลักษณะต่างๆ ของพันธุ์ลูกผสมสบู่ดำจำนวน 9 พันธุ์ อายุ 1 ปี ได้แก่ พันธุ์ลูกผสมเบอร์ 25x24, 29x25, 25x16, 5x4, 31x8, 4x7, 3x30, 25x4, 31x5 และพันธุ์เปรียบเทียบ (ท่าพระ) ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และสกลนคร พบว่าอัตราส่วนของค่าเฉลี่ยลักษณะต่าง ๆ จากสกลนคร : ค่าเฉลี่ยของลักษณะต่างจากกาฬสินธุ์ ได้แก่จำนวนกิ่งต่อต้น, จำนวนช่อต่อต้น, จำนวนดอกตัวเมียต่อต้น, จำนวนดอกตัวผู้ต่อต้น, จำนวนผลต่อช่อ, ความสูงระยะเก็บเกี่ยว (ซม.), จำนวนผลต่อต้น, จำนวนเมล็ดต่อต้น, น้ำหนักเมล็ด (กรัม), น้ำหนักเมล็ดต่อไร่ (กิโลกรัมต่อไร่) มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P < 0.01) โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.5 : 2.0, 10.2 : 1.2, 6.5 : 1.0, 158.5 : 32.9, 6.3 : 2.0, 126.8 : 92.2, 61.4 :1.9, 164.8 : 4.8, 114.0 : 3.6, 44.2 : 1.5 ตามลำดับ โดยค่าเฉลี่ยของลักษณะต่าง ๆ เมื่อปลูกที่สกลนคร มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของลักษณะต่าง ๆ เมื่อปลูกที่กาฬสินธุ์ ส่วนค่าเฉลี่ยของความสูงระยะออกดอก(ซม.) ไม่แตกต่างกันทางสถิติ การเปรียบค่าเฉลี่ยลักษณะต่าง ๆของพันธุ์ลูกผสม พบว่า ค่าเฉลี่ยของความสูงระยะออกดอก (ซม.) จำนวนกิ่งต่อต้น ความสูงระยะเก็บเกี่ยว (ซม.) มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P < 0.01) โดยลูกผสม 4x7 ให้ค่าเฉลี่ยความสูงระยะออกดอก และระยะเก็บเกี่ยวสูงสุดเท่ากับ 99.6, 127.7 ซม.ตามลำดับ ส่วนลูกผสม 4x7 ให้ค่าเฉลี่ยจำนวนกิ่งต่อต้นสูงสุดเท่ากับ 3.5 ค่าเฉลี่ยจำนวนช่อต่อต้นและจำนวนผลต่อช่อของพันธุ์ต่างๆ มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P < 0.05) โดยลูกผสม 4x7 ให้ค่าเฉลี่ยจำนวนช่อต่อต้นสูงสุดเท่ากับ 8.0 พันธุ์ลูกผสม 31x5 ให้ค่าเฉลี่ยจำนวนผลต่อช่อสูงสุดเท่ากับ 5.7 การเปรียบเทียบปฏิกิริยาระหว่างจังหวัดที่ทดสอบกับพันธุ์ลูกผสมต่างๆ พบว่า ค่าเฉลี่ยของจำนวนกิ่งต่อต้น จำนวนช่อต่อต้น มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P < 0.05) พบว่าพันธุ์ลูกผสม 31x8 มีค่าเฉลี่ยจำนวนกิ่งต่อต้นสูงสุดเท่ากับ 4.8 พันธุ์ลูกผสม 4x7 ให้ค่าเฉลี่ยจำนวนช่อต่อต้นสูงสุดเท่ากับ 14.7 เมื่อทดสอบที่จังหวัดสกลนคร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทนำ2.doc ( 62.41 MB)
2ปกรายงานผสมพันธุ์ปี 2553.doc ( 0.17 MB)
3สารบัญผสมพันธุ์.doc ( 0.07 MB)
8
การพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและการใช้ประโยชน์สบู่ดำ (โครงการย่อยที่ 1)
The Development of Post-harvest Technology and Utilization of Physic Nut (Project Part 1)
งานวิจัย/Research report 2014
โดย : นุวัฒน์ ทรัพย์ปรุง, ประสิทธิ์ โสภา, จิรพงษ์ แสนศักดิ์, สุกัญญา ทองโยธี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
โครงการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้ได้วิธีและเครื่องมือการทำความสะอาด เมล็ดสบู่ดำเพื่อการสกัดน้ำมันและการทำพันธุ์ เพื่อศึกษาวิธีการเก็บรักษาเมล็ดสบู่ดำที่เหมาะสมในการสกัดน้ำมัน เพื่อศึกษาวิธีการเก็บรักษาน้ำมันสบู่ดำที่เหมาะสม และเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่กลุ่มเป้าหมาย ผลการออกแบบโครงสร้างเครื่องกะเทาะคัดแยกและทำความสะอาดเมล็ดสบู่ดำมีขนาดความกว้าง 730 มิลลิเมตร ความยาว 1,375 มิลลิเมตร ความสูง 1,100 มิลลิเมตร ออกแบบชุดลูกบีบสบู่ดำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 72 มิลลิเมตร ความยาว 600 มิลลิเมตร มีร่องฟันห่าง 27.78 มิลลิเมตร ใช้มอเตอร์ 1 แรงม้า ความเร็วรอบ 1,450 รอบต่อนาที เป็นต้นกำลังโดยมีสายพานและโซ่ในการส่งกำลังโดยมีล้อสายพานขับ 63.5 และ 101.6 มิลลิเมตร ตามลำดับ และจากการทดสอบและประเมินผลเครื่อง พบว่าระดับอัตราการป้อนที่ 50 กิโลกรัมต่อชั่วโมงเหมาะสมที่สุด มีความสามารถในการกะเทาะคัดแยกและทำความสะอาดเท่ากับ 97.75 93.65 และ 98.43 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ และจากการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มีค่าเครื่องรวมค่าแรงเท่ากับ 20,000 บาท ราคาต้นทุนต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 3.25 บาทต่อกิโลกรัม ค่าสิ้นเปลืองพลังงานที่ระดับอัตราการป้อน 50 60 และ 66 กิโลกรัมต่อชั่วโมงเท่ากับ 0.61 1.2 และ 1.64 บาท ตามลำดับได้ผลกำไรที่ราคากะเทาะคัดแยกและทำความสะอาดเมล็ดสบู่ดำ 4.2 บาทต่อกิโลกรัม เครื่องทำงาน 78,561 กิโลกรัมต่อปี จะได้กำไร 74,633 บาทต่อปี ระยะเวลาคืนทุน 71 วัน จากการ วิจัย การเก็บรักษาเมล็ดและน้ำมันสบู่ดำ พบว่าการเก็บเมล็ดและน้ำมันสบู่ดำในอุณหภูมิห้องจะทำให้น้ำมันที่สกัดได้และน้ำมันที่เก็บรักษามีคุณสมบัติ ด้านสี และความหนืดเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาเก็บรักษาเพิ่มขึ้นเกินกว่า 12-18 เดือน ในขณะที่น้ำมันสบู่ดำที่เก็บในอุณหภูมิ 5oC มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะสี สำหรับน้ำมันสบู่ดำที่แยกยางและไขมัน (กลีเซอรีน) ออกที่ผ่านการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องและอุณหภูมิ 5oC คุณสมบัติต่างๆไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาเก็บรักษา 36 เดือน การถ่ายทอดเทคโนโลยีผลการศึกษาวิจัย โดย การฝึกอบรมเกษตรกรและผู้ประกอบการและการใช้เป็นสื่อหรือใช้ประกอบในการเรียนการสอน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titel_TS0009.pdf ( 15.68 MB)
2Chapter1_TS0009.pdf ( 5.27 MB)
3Chapter2_TS0009.pdf ( 43.36 MB)
4Chapter3_TS0009.pdf ( 32.51 MB)
5Chapter4_TS0009.pdf ( 51.63 MB)
6Chapter5_TS0009.pdf ( 3.92 MB)
7PN_TS0009.pdf ( 87.31 MB)
8Bib_TS0009.pdf ( 3.96 MB)
9Resume Re_TS0009.pdf ( 1.47 MB)
9
การหาเงื่อนไขที่เหมาะสมในกระบวนการเชื่อมด้วยแรงเสียดทานของเหล็ก AISI 1015 โดยวิธีพื้นผิวตอบสนอง
A study of optimal conditions of friction welding process for AISI 1015 steel by response surface methodology
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : ทธิพล วรพันธ์, ปฏิวัติ วรามิตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมในกระบวนการเชื่อมด้วยความเสียดทานของเหล็กคาร์บอนชนิด AISI 1015 โดยศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆที่มีผลต่อกระบวนการเชื่อมด้วยความเสียดทานเพื่อให้ได้ค่าความแข็งแรงของรอยเชื่อม สูงที่สุดในการศึกษานี้วิธีพื้นผิวตอบสนองถูกนำมาใช้ในการประเมินผลของตัวแปรต่างๆที่มีผลต่อค่าความแข็งแรงของรอยเชื่อม ได้แก่ เวลาในการเสียดทาน เวลาในการอัดความดันในการเสียดทานความดันในการอัด และความเร็วรอบในการหมุนชิ้นงาน จากการวิเคราะห์ ผลการทดลองด้วยวิธี พื้นผิวตอบสนองแสดงให้เห็นว่า เวลาในการเสียดทาน ความดันในการเสียดทานและความดันในการอัด มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าความแข็งแรงของรอยเชื่อม ในขณะที่เวลาในการอัดและความเร็วรอบในการหมุนชิ้นงานไม่มีนัยสำคัญต่อค่าความแข็งแรงของรอยเชื่อม โดยที่ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) ของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ มีค่าเท่ากับ 0.8064 ได้สภาวะที่เหมาะสมในกระบวนการเชื่อมด้วยความเสียดทาน คือเวลาในการเสียดทานเท่ากับ 8.86 sec เวลาในการอัดเท่ากับ 2.22 sec ความดันในการเสียดทาน เท่ากับ 29.36 bar ความดันในการอัดเท่ากับ 59.25 bar และความเร็วรอบในการหมุนเท่ากับ 1259.58 rpm ให้ค่าความแข็งแรงของรอยเชื่อมสูงสุดเท่ากับ 1048 MPa ส่วนการทดลองภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ได้ค่าความแข็งแรงของรอยเชื่อมเท่ากับ 1007 MPa เมื่อเปรียบเทียบค่าที่ได้จากการทดลอง กับค่าที่ได้จากการทำนาย พบว่า มีค่าอคติของค่าความแข็งแรงของรอยเชื่อมเท่ากับ 3.91% ดังนั้นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นจึงมีความเหมาะสมสำหรับอธิบายช่วงของตัวแปรในการทดลองที่ใช้ศึกษาและมีความน่าเชื่อถือทางสถิติ ในการใช้ ทำนายค่าความแข็งแรงของรอยเชื่อม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.20 MB)
2Abstract.pdf ( 0.37 MB)
3Acknowledge.pdf ( 0.20 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.41 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.41 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.84 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.98 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.87 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.33 MB)
10Reference.pdf ( 0.39 MB)
11Profile.pdf ( 0.39 MB)
10
กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อผลิตข้าวเหลือง 11 ปลอดสารพิษ บ้านโคกล่าม ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
The Participatory Learning Process of Leaung Rice 11 Production without Toxic Substance in Khoklam village Kamalasai District Kakasin Probice
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ชรินทร์ สราวิช, อรวรรณ รักสงฆ์, ปภาวี สุขมณี, สุจิตรา สราวิช, พนอจิต นิติสุข, อนุชา พุฒิกูลสาคร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแบบมีส่วนร่วมผ่านการเรียนรู้ระบบการผลิตข้าวเหลือง 11 ที่นำไปสู่การพึ่งตนเอง และการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นหาความจริงเชิงประจักษ์ ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต วิถีชีวิต และการประกอบอาชีพทำนาให้ปลอดสารพิษ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research, PAR) และการวิจัยทดลองในแปลงนาของเกษตรกร คือเริ่มการวิจัยจากชุมชน ชุมชนมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหา เรียนรู้ร่วมกัน คิดค้นหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นฉันทามติของชุมชน รวมทั้งร่วมรับผลของการพัฒนา โดยมีนักวิจัยทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เอื้ออำนวยหรือวิทยากรกระบวนการร่วมกับนักวิจัยชุมชนที่เป็นผลจากการจัดเวทีเรียนรู้การผลิตข้าวเหลือง 11 ในชุมชน พบว่า ปัญหาหลักในการผลิตข้าวเหลือง 11 คือต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชค่อนข้างมาก ซึ่งมีผลต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อมในชุมชน จึงได้สรุปร่วมกันในการแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการเลือกระบบการปลูกข้าวเหลือง 11 ปลอดสารพิษที่เหมาะสมกับชุมชน หาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง การทำน้ำหมักชีวภาพ การเลือกระบบปลูกข้าวต้นเดี่ยวแบบประณีต ร่วมกันวาง แผนการทดลองในแปลงนาของเกษตรกรโดยเปรียบเทียบกับวิธีดั้งเดิมที่ใช้อยู่ในชุมชน มีการถ่ายทอดวิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพที่ต้องใช้ในนาข้าว ใช้ระบบทำนาข้าวต้นเดี่ยวแบบประณีต ผลจากการวิจัยครั้งนี้ทำให้ชุมชนรู้จักการวิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพของชุมชน มีการลำดับความสำคัญของปัญหา หาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน มีการทดลองวิจัยเพื่อแก้ปัญหาหรือส่งเสริมศักยภาพ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีการเก็บข้อมูลโดยวิเคราะห์ได้ว่าจะเก็บประเด็นอะไร จากใคร เก็บอย่างไร รวมทั้งวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลและนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาหรือพัฒนา จากการจัดเวทีคืนข้อมูลสู่ชุมชนพบว่า นอกจากเกิดการเรียนรู้และหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกันแล้ว ชุมชนยังได้มีโอกาสทดลองปลูกข้าวเหลือง 11 ต้นเดี่ยวนาดำแบบประณีต มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเป็นต้นแบบในด้านการประหยัดต้นทุน ผลผลิตที่ได้มากกว่าการปลูกนาดำแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ยได้ 737.69 กิโลกรัมต่อไร่มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตลดลงเฉลี่ย 1,227.50 บาทต่อไร่ต่อครอบครัว ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่เป็นหนี้ค่าปุ๋ยหรือค่าสารกำจัดศัตรูพืชอีกต่อไป คำสำคัญ : กระบวนการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม ข้าวเหลือง 11
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11 ปก.pdf ( 0.10 MB)
22 บทคัดย่อ.pdf ( 0.04 MB)
33 กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.03 MB)
45 สารบัญ.pdf ( 0.08 MB)
56 บทที่1.pdf ( 0.14 MB)
67 บทที่2.pdf ( 0.11 MB)
78 บทที่3.pdf ( 0.13 MB)
89 บทที่4.pdf ( 0.51 MB)
910 บทที่5.pdf ( 0.06 MB)
10นำเสนอผลงาน.pdf ( 0.68 MB)
11บทคัดย่อ E.pdf ( 0.05 MB)
12บรรณานุกรม.pdf ( 0.06 MB)
13ประวัตินักวิจัย.pdf ( 0.06 MB)
14ภาคผนวก.pdf ( 0.03 MB)
15ภาพรายงาน.pdf ( 5.04 MB)
11
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสถาบันและตลาดการเงิน ภาคเรียนที่ 2/2251 ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : ธนาภิญญ์ อัตตฤทธิ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของนักศึกษาหลักสูตร 4 ปี และหลักสูตร 2 ปี (ต่อเนื่อง) ในด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านเนื้อหารายวิชาสถาบันและตลาดการเงิน ด้านสภาวะแวดล้อมในการสอน และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสถาบันและตลาดเงิน ภาคเรียนที่ 2/2251 ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาสถาบันและตลาดการเงิน กับผู้สอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 118 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้การทดสอบค่า t ? test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ด้านเนื้อหารายวิชา ด้านสภาวะแวดล้อมของห้องเรียน พบว่า นักศึกษามีระดับความคิดเห็น ด้านเนื้อหารายวิชาอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.07) โดยนักศึกษามีระดับความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก (x ̅ = 3.98) โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อาจารย์ผู้สอนมีความรู้ความสามารถเหมาะสม อยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.28) ส่วนด้านเนื้อหารายวิชา พบว่า นักศึกษามีระดับความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.07) โดยพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า หน่วยที่ 8 สถาบันการเงินระหว่างประเทศ อยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.11) และด้านสภาวะแวดล้อมของห้องเรียน นักศึกษามีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 3.58) โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อากาศและระบบระบายอากาศในห้องเรียนมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก คือ (x ̅ = 3.93) โดยผลการทดสอบสมมุติฐาน เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี กับนักศึกษาจัดการเรียนการสอน นักศึกษาทั้งสองหลักสูตรมีระดับความคิดเห็นแตกต่างกัน และด้านสภาวะแวดล้อมของห้องเรียน พบว่า นักศึกษาทั้งสองหลักสูตรมีระดับความคิดเห็นไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสถาบันและตลาดการเงิน.pdf ( 34.43 MB)
12
ความพึงพอใจของนายจ้าง/ผู้ประกอบการที่มีต่อบัณฑิตที่จบสาขาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา กรณีศึกษา ปริญญาตรีหลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี ระหว่างปีการศึกษา 2546-2550
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : สุรทิน เปรื่องเวทย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนายจ้าง/ผู้ประกอบการที่มีต่อบัณฑิตที่จบสาขาวิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี มหาิวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ระหว่างปีการศึกษา 2546-2550 ในด้านความรู้ความสามารถด้านวิชาการ/วิชาชีพ ความสามารถขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อการทำงาน ตลอดจนคุณะรรม และจริยธรรม จรรยาบรรณในวิชาชีพ และบุคลิกภาพ และเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความพึงพอใจของบัณฑิตที่จบสาขาวิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ในแต่ละด้านจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นายจ้าง/ผู้สถานประกอบการซึ่งทำงานในสถานประกอบการทั้งในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามแบบปลายปิด และปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ค่าสถิติ T และค่าสถิติ F ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างผุ้ให้ข้อมูลจากสถานประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม จำนวน 156 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 31-40 ปี ส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี การศึกษาวิจัยความพึงพอใจบัณฑิตที่จบสาขาวิชาการเงิน คระบริหารธุรกิจ หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ระหว่างปีการศึกษา2546-2550 พบว่า อยู่ในรดับมาก มีความพึงพอใจมากที่สุด้านคุณธรรมและจริยธรรม แต่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด ด้านความรู้ความสามารถในวิชาการ/วิชาชีพ เมื่อพิจารณาด้านคุณธรรมและจริยธรรม นายจ้าง/ผู้ประกอบการ พอใจ เกีี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเอง และผู้อื่นมากที่สุด แต่มีความพอใจเกี่ยวกับความกระตือรือน้น หรือการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถน้อยที่สุด ด้านความรู้ความสามารถในวิชาการ/วิชาชีพ นายจ้าง/ผู้ประกอบการพอใจเกี่ยวกับความรู้ตรงกับความต้องการของหน่วยงานและองค์กรมากที่สุด แต่มีความพอใจเกี่ยวกับความสามารถประยุกต์ใช้ความรุ้หลักวิชาการมาแก้ปัญหางานได้น้อยที่สุด และด้านความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพ นายจ้าง/ผู้ประกอบการพอใจเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ในการทำงานในหน้าที่รับผิดชอบ และการพัฒนาตนให้ความรู้ความสามารถ และเพิ่มทักษะในการทำงานมากที่สุด แต่พอใจเกี่่ยวกับการกศึกษาและทำความเข้าใจในงานที่รับผิดชอบน้อยที่สุด ผลการเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจที่มีต่อบัณฑิตกับนายจ้าง/ผู้ประกอบการ ที่มีสถานประกอบการต่างประเภทกัน ในภาพรวมพบว่า ความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพด้านความรู้ความสามารถพื้นฐานที่ส่งผลการทำงาน ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพ และด้านบุคลิกภาพ สถานประกอบการต่างประเภทกันทีความพึงพอใจต่อบัณฑิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจที่มีต่อบัณฑิตกับเพศของนายจ้าง/ผู้ประักอบการแตกต่างกัน โดยภาพรวม ด้านความรู้ความสามารถพื้่นฐานที่ส่งผลต่อการทำงาน ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ด้านความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพ และด้านบุคลิกภาพ พบว่าเพศของนายจ้าง/ผู้ประกอบการที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจต่อบัณฑิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านความรู้ความสามารถในวิชาการ/วิชาชีพ พบว่าเพศของนายจ้าง/ผู้ประกอบการมีความพึงพอใจต่อบัณฑิตแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจที่มีต่อบัณฑิตกับอายุของนายจ้าง/ผู้ประกอบการแตกต่างกัน โดยภาพรวมทั้ง 5 ด้าน มีความพึงพอใจต่อบัณฑิต แตกต่างกันอย่างมีน้ยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับการเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อบัณฑิตที่มีคุณวุฒิตรง/ใกล้เคียงตามภาระงานที่รับผิดชอบ และมีคุณวุฒิไม่ตรงตามภาระงานที่รับผิดชอบ พบว่าในภาพรวมด้านความรู้ความสามารถในวิชาการ/วิชาชีพ นายจ้าง/ผู้ประกอบการมีความพึงพอใจต่อบัณฑิตี่มีคุณวุฒิตรงตามภาระงานที่รับผิดชอบสูงกว่าบัณฑิตที่มีคุณวุฒิไม่ตรงตามภาระงานที่รับผิดชอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านความรู้ความสามารถพื้นฐานที่ส่งผลต่อการทำงาน ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ด้านความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพและด้านบุคลิกภาพ พบว่า ความพึงพอใจต่อบัณฑิตที่มีคุณวุฒิตรงตามภาระงาน และมีคุณวุฒิไม่ตรงตามภาระงานไม่แตกต่างกันอย่างมีน้ยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะของนายจ้าง/ผู้ประกอบการ บัณฑิตควรเพิ่มทักษะด้านภาษาต่างประเทศและความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ความต้องการศึกษาต่อ.pdf ( 32.39 MB)
13
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาโปรแกรมประยุกต์ทาง คอมพิวเตอร์กราฟฟิกของนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552
The educational successful in Application Program to Computer Graphic for Business Computer Students Rajamangala University of Technology Isan, 2nd Semester, Academic Year 2009
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : เพ็ญศิริ ลี้ตระกูล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียน และเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาโปรแกรมประยุกต์ทางคอมพิวเตอร์กราฟฟิกของนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 44 คน ที่กำลังศึกษาวิชาโปรแกรมประยุกต์ทางคอมพิวเตอร์กราฟฟิกของนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน โดยพิจารณาจากปัจจัย 7 ด้าน คือ เพศ ระดับเกรดเฉลี่ยสะสม ความรู้เกี่ยวกับสี สถิติการขาดเรียน ปัจจัยด้านผู้เรียน ปัจจัยด้านผู้สอน และปัจจัยด้านสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้การทดสอบทดสอบที (T-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว (ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสร้างสมการพยากรณ์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่านักศึกษากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ระดับเกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ระหว่าง 3.00-3.49 นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เคยขาดเรียน และมีความรู้เกี่ยวกับสี ผลการเรียนของนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้คะแนนเฉลี่ย 70.61 คะแนน และมีส่วนเบี่ยงเบนเท่ากับ 7.983 สำหรับการทดสอบสมมติฐาน พบว่าปัจจัยที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาโปรแกรมประยุกต์ทางคอมพิวเตอร์กราฟฟิกคือ เกรดเฉลี่ยสะสม, สถิติการขาดเรียน และปัจจัยด้านผู้เรียน ส่วน เพศ, ความรู้เกี่ยวกับสี, ปัจจัยด้านผู้สอน และปัจจัยด้านสถานศึกษาไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาโปรแกรมประยุกต์ทางคอมพิวเตอร์กราฟฟิก และสามารถสร้างสมการถดถอยเพื่อพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ที่สร้างได้ คือ 40.10+7.95 Student
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover,Title page.pdf ( 0.09 MB)
2Abstract.pdf ( 0.22 MB)
3Acknowledge.pdf ( 0.13 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.15 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.21 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.25 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.17 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.33 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.22 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.16 MB)
11Appendix.pdf ( 0.29 MB)
12Profile.pdf ( 0.15 MB)
14
การตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทยภายใต้ตรา K-SME Credit ธนาคารกสิกรไทย ทีมธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ 2 ถนนประจักษ์ จังหวัดอุดรธานี
The Decition on Using K-SME Credit of Kasikornbank Public Company Limited,Entepreneur-Customers Business Team 2 , Prajak Road Branch, Udonthani
วิทยานิพนธ์/Thesis 2011
โดย : สายันต์ มหาชัย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การศึกษาการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทยภายใต้ตรา K-SME Credit ธนาคารกสิกรไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการตัดสินใจใช้บริการด้านสินเชื่อธนาคารกสิกรไทยภายใต้ตรา K-SME Credit ในจังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการตัดสินใจใช้บริการด้านสินเชื่อธนาคารกสิกรไทยภายใต้ตรา K-SME Credit ในจังหวัดอุดรธานีกับประเภทกิจการและรายได้ต่อปี 3) ศึกษาข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการสินเชื่อที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการภายใต้ตรา K-SME Credit ในจังหวัดอุดรธานี โดยวิธีวิจัยเชิงสารวจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้ใช้บริการสินเชื่อที่ประกอบธุรกิจการผลิต การบริการ การค้าส่ง จานวน 230 ราย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ฐานนิยม และค่าไคร์สแควร์ ผลการศึกษาพบว่า 1) การตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทยภายใต้ตรา K-SME Credit ธนาคารกสิกรไทยอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านคุณลักษณะ ด้านคุณประโยชน์ ด้านค่านิยม ด้านวัฒนธรรมและด้านบุคลิกภาพ 2) ประเภทกิจการมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทยภายใต้ตรา K-SME Credit ได้แก่ ด้านค่านิยมของตราสินค้า เช่นธนาคารให้ความสาคัญสูงสุดต่อการสร้างความพอใจของผู้ใช้บริการ และ ได้รับการบริการที่ดีทุกครั้งที่ติดต่อกับธนาคารและด้านวัฒนธรรม เช่น ธนาคารมีการออกผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อใหม่ ๆ เสมอ 3) ใช้บริการธนาคารกสิกรไทยได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้บริการสินเชื่อว่าในการติดต่อพนักงานที่ดูแลลูกค้าแต่ละรายบางครั้งติดต่อยาก ธนาคารควรจัดบริการ Call Center และควรขยายเวลาการประเมินการขอกู้จากทุก 1 ปีเป็น 2-3 ปี ต่อครั้ง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.07 MB)
2approval.pdf ( 0.17 MB)
3acknowledgements.pdf ( 0.18 MB)
4copyright.pdf ( 0.05 MB)
5abstract_thai.pdf ( 0.16 MB)
6abstract_eng.pdf ( 0.18 MB)
7content.pdf ( 0.34 MB)
8chapter1.pdf ( 0.22 MB)
9chapter2.pdf ( 0.54 MB)
10chapter3.pdf ( 0.45 MB)
11chapter4.pdf ( 0.46 MB)
12chapter5.pdf ( 0.21 MB)
13reference.pdf ( 0.13 MB)
14appendix.pdf ( 0.10 MB)
15appendix_1.pdf ( 0.33 MB)
16appendix_2.pdf ( 0.22 MB)
17biography.pdf ( 0.19 MB)
15
การทดสอบองค์ประกอบผลผลิตและผลผลิตของลูกผสมสบู่ดำที่ผ่าน การคัดเลือกที่มีอายุ 2 - 4 ปี ใน 3 สภาพพื้นที่
Yield Components and Yield Trial of the 2 ? 4 Years Old Hybrid Varieties of Physic Nut in the 3 Locations
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : รพันธ์ บัญญัติรัชต, วิเชียร อุ่นเรือน, อริยาภรณ์ พงษ์รัตน์, อรวรรณ รักสงฆ์, สุดารัตน์ สกุลคู
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
ชื่อเรื่อง การทดสอบองค์ประกอบผลผลิตและผลผลิตของลูกผสมสบู่ดำที่ผ่านการคัดเลือกที่มีอายุ 2 ? 4 ปี ใน 3 สภาพพื้นที่ นักวิจัย 1. ผศ. ธีรพันธ์ บัญญัติรัชต 2. ผศ.ดร. วิเชียร อุ่นเรือน 3. ผศ.ดร.อริยาภรณ์ พงษ์รัตน์ 4. ผศ.อรวรรณ รักสงฆ์ 5. ดร.สุดารัตน์ สกุลคู หน่วยงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ คณะ เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิชา เทคโนโลยีการผลิตพืช ปีที่จัดพิมพ์ 25556 แหล่งทุน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 บทคัดย่อ จากการศึกษาองค์ประกอบผลผลิต และผลผลิตของพันธุ์ลูกผสมที่มีอายุ 3 ปี จำนวน 9 พันธุ์ได้แก่พันธุ์ลูกผสม 25x4, 31x8, 3x30, 25x16, 5x4, 31x5, 4x7, 25x24, 29x25) และพันธุ์เปรียบเทียบ (ท่าพระ) 1 พันธุ์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี กาฬสินธุ์ และสกลนครพบว่าการเปรียบเทียบระหว่างจังหวัด องค์ประกอบผลผลิตและผลผลิตไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างทรีตเมนต์พบว่าพันธุ์ลูกผสม 4 x7 ให้ค่าเฉลี่ยสูงสุดของจำนวนผลรวม น้ำหนักผลรวม(กรัม) จำนวนเมล็ดรวม น้ำหนักเมล็ดรวม(กรัม) และเปอร์เซ็นต์การกะเทาะ เท่ากับ 1006, 2370, 2569,1504 และ 62.4 ตามลำดับ ส่วนค่าเฉลี่ยจำนวนผลต่อช่อ และน้ำหนัก 100 เมล็ด ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบปฏิกิริยาระหว่างจังหวัดกับทรีตเมนต์ (พันธุ์ลูกผสม) พบว่า จำนวนผลรวม น้ำหนักผลรวม (กรัม) จำนวนเมล็ดรวม น้ำหนักเมล็ดรวม (กรัม) จำนวนช่อรวม และเปอร์เซ็นต์การกะเทาะ มีความแตกต่างทางสถิติ (P< 0.01 ) โดยพันธุ์ลูกผสม 5x4 ที่จังหวัดอุบลราชธานีมีค่าเฉลี่ยของจำนวนผลรวม น้ำหนักผลรวม (กรัม) จำนวนเมล็ดรวม น้ำหนักเมล็ดรวม (กรัม ) มีค่าเท่ากับ 1229, 2921,3071และ 1874 ตามลำดับ ส่วนพันธุ์ลูกผสม 29x24 ที่จังหวัดอุบลราชธานีให้ค่าเฉลี่ยสูงสุดของจำนวนช่อ (217) สำหรับพันธุ์ลูกผสม 4x7 ที่จังหวัดอุบลราชธานีให้ค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การกะเทาะสูงสูด (66.7) ส่วนลักษณะอื่น ๆ เช่น จำนวนผลต่อช่อและน้ำหนัก 100 เมล็ด ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ และเมื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์น้ำมันและปริมาณน้ำมันต่อแปลงของพันธุ์ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ คำสำคัญ : สบู่ดำ การผสมพันธุ์ พันธุ์ลูกผสม ผลผลิต
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.10 MB)
2เรื่อง - บทคัดย่อ.pdf ( 0.08 MB)
31 รายงานผสมพันธุ์สบู่ดำ54(บทนำ).pdf ( 1.28 MB)
4บทคัดย่อลูกผสมสบู่ดำ_55_ส่ง.pdf ( 0.04 MB)
5กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.04 MB)
6สารบัญตาราง.pdf ( 0.05 MB)
7สารบัญภาพ.pdf ( 0.04 MB)
8สารบัญเรื่อง.pdf ( 0.05 MB)

Search within results