Search Result 687 Found

  • Filters
 
1
การสอนแบบการเรียนรู้เป็นรายบุคคลด้วยเทคนิคกระบวนการกลุ่มรายวิชา 04-101-308 โลหการโลหะผง (Powder Metallurgy) ของ นักศึกษาวิศวกรรมวัสดุและโลหการ ชั้นปีที่ 4
Teaching in Learning on an Individual Study Style with the Group Process in 04-101-308 Powder Metallurgy Course of Materials and Metallurgical Engineering 4th Class.
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : กอร นุ้ยเล็ก, วรรณา หอมจะบก, พัชราภรณ์ สมดี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
งานวิจัยในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคกระบวนการกลุ่มที่เสริมการเรียนรู้เป็นรายบุคคลสำหรับวิชา 04-101-308 โลหการโลหะผง (Powder Metallurgy) ของ นักศึกษาวิศวกรรมวัสดุและโลหการ ชั้นปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 22 คน ดำเนินการวิจัยโดยแบ่งกลุ่มให้นักศึกษาโดยใช้เกรดเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ นักศึกษาต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มและศึกษาหัวข้อที่อาจารย์มอบหมายให้ด้วยตนเองเพื่อทำรายงานส่งและนำเสนอ โดยแต่ละคนในกลุ่มจะมีหน้าที่หมุนเวียนแตกต่างกันในแต่ละสัปดาห์ ผู้สอนจะทำการอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้เนื้อหาสมบูรณ์หลังจากที่นักศึกษาได้นำเสนองานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย และจะมีการประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผลการวิจัยพบว่า การสอนแบบการเรียนรู้เป็นรายบุคคลด้วยเทคนิคกระบวนการกลุ่ม รายวิชา 04-101-308 โลหการโลหะผง (Powder Metallurgy) ของ นักศึกษาวิศวกรรมวัสดุและโลหการชั้นปีที่ 4 ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก โดยมีนักศึกษาที่ได้เกรด B ขึ้นไป จำนวน 19 คน ซึ่งคิดเป็น 86.36 % และผลจากการประเมินความพึงพอใจพบว่าโดยภาพรวมแล้วนักศึกษาทั้งห้องมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนรายวิชานี้เป็นอย่างมากโดยพิจารณาได้จากข้อมูลในเรื่องของความคิดที่จะแนะนำให้เพื่อนคนอื่นๆเลือกลงทะเบียนเรียนวิชานี้ พบว่านักศึกษาทั้งห้องลงความเห็นตรงกันว่าจะแนะนำให้เพื่อนคนอื่นลงทะเบียนเรียนวิชานี้หลังจากที่ตนเองเรียนผ่านแล้ว ซึ่งคิดเป็น 100%
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.17 MB)
2abstract.pdf ( 0.18 MB)
3acknowledgements.pdf ( 0.09 MB)
4chapter1.pdf ( 0.16 MB)
5chapter2.pdf ( 0.20 MB)
6chapter3.pdf ( 0.11 MB)
7chapter4.pdf ( 0.20 MB)
8chapter5.pdf ( 0.16 MB)
9bibliography.pdf ( 0.13 MB)
10vitae.pdf ( 0.18 MB)
2
เปรียบเทียบผลการสอนแต่ละรูปแบบในหัวข้อเฟสไดอะแกรมและโลหะกลุ่มเหล็กในรายวิชา 04-100-101 Engineering Materials
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : นฤดม ทาดี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
งานวิจัยนี้ศึกษาผลการเรียนโดยการเปรียบเทียบการสอนโดยใช้กับไม่ใช้ใบเนื้อหาในบทเรียนเฟสไดอะแกรมและโลหะกลุ่มเหล็กในรายวิชา 04-100-101 Engineering Materials กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นนักศึกษากลุ่มที่มีผลการเรียนดีและกลุ่มที่ผลการเรียนต่ำ ผลการวิเคราะห์พบว่า สำหรับกลุ่มที่มีผลการเรียนดี ไม่มีข้อบ่งชี้ว่า การใช้ใบเนื้อหาทำให้การเรียนดีขึ้น แต่สำหรับกลุ่มที่มีผลการเรียนต่ำ มีข้อบ่งชี้ว่าการใช้ใบเนื้อหามีผลทำให้มีผลการเรียนดีขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.34 MB)
2contents.pdf ( 0.30 MB)
3statistics.pdf ( 0.38 MB)
3
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการบัญชีชั้นกลาง 1 โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญกับการสอนแบบปกติ
A comparative of learning achievement in intermediate accounting 1, taught with child center and those taught with regular method
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : ตติมา ทางนะที, สุมาลี เอกพล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในรายวิชาการบัญชีชั้นกลาง 1 โดยการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญกับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการวิจัยครั้งนี้#26; ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี ระดับ ปริญญาตรี ห้อง 2/4 A จํานวน 29 คน ซึงเป็นกลุ่มทดลองที่สอนด้วยเทคนิคร่วมมือ โดยมีนักศึกษาห้อง 2/4 B จํานวน 29 คน เป็นกลุ่มควบคุมที่มีการสอนปกติ เลือกตัวอย่างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนวิชาการบัญชีชั้นกลาง 1 (Intermediate Accounting 1) และแบบทดสอบความรู้ แบบอัตนัยทั้งกลางภาคเรียนและปลายภาคเรียนโดยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา โดยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติค่าที ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่สอนด้วยเทคนิคร่วมมือมีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่านักศึกษาทีได้รับการสอนแบบปกติ และเมือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาทั้ง 2 กลุ่ม ด้วยค่าสถิติทีสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษาทีสอนด้วยเทคนิคร่วมมือมากกว่านักศึกษาทีสอนโดยวิธีปกติอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับนัยสําคัญ .05 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสอนด้วยเทคนิคร่วมมือมีประสิทธิ์ภาพในการสอนมากกว่าการสอนด้วยวิธีปกติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.30 MB)
2Abstract.pdf ( 0.11 MB)
3Acknowledge.pdf ( 0.08 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.10 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.13 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.17 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.12 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.11 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
10Reference.pdf ( 0.12 MB)
11Profile.pdf ( 0.10 MB)
4
การศึกษาปัจจัยที#14;ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ในการศึกษา กรณีศึกษา : การเรียนวิชาเขียนแบบวิศวกรรม ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที#14; 1 ภาคเรียนที#14; 2 ปี การศึกษา 2556 ของนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา
The factors affecting students?s behavior and achievement in education, case study : The first-year Civil Engineering student studying Engineering Drawing in 2nd semester academic year 2013
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : คมกร ไชยเดชาธร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื#14;อศึกษาปัจจัยที#14;ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ในการศึกษา กรณีศึกษา : การเรียนวิชาเขียนแบบวิศวกรรม ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที#14; 1 ภาคเรียนที#14; 2 ปีการศึกษา 2556 ของนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที#14;ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ปัจจัยที#14;ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนโดยใช้คะแนนเฉลี#14;ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเปรียบเทียบกับระดับปริญญาตรี และวิเคราะห์ปัจจัยที#14;ส่งผลต่อพฤติกรรม โดยใช้ค่าความถี#14; ร้อยละ ค่าเฉลี#14;ย ของจำนวนตัวอย่าง 20 คน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที#14;ส่งผลต่อพฤติกรรมและผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เนื#14;องมาจากการจัดการเรียนการสอนหรือการศึกษาของโรงเรียนของรัฐบาลและเอกชน มีความแตกต่างกัน มีความพร้อมในการเรียนการสอนที#14;แตกต่างกัน อีกทั้งโอกาสในการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาแตกต่างกัน เป็นผลให้นักเรียนที#14;สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนของรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนมีความสามารถในการเรียนต่างกันโดยมีคะแนนเฉลี#14;ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเปรียบเทียบกับระดับปริญญาตรีมีระดับผลการเรียนลดตํ#14;าลง ซึ#14;งมีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียน และทางอ้อมต่อพฤติกรรมทางการเรียน โดยใช้ค่าร้อยละของนักศึกษาที#14;ตอบถูกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีความกระตือรือร้น ความมุมานะเพื#14;อประสบความสำเร็จตามเพื#14;อนๆ ความพยายามเข้าใจบทเรียนที#14;มีเนื้อหายาก การทบทวนบทเรียนที#14;ผ่านมาก่อนเข้าเรียนทุกครั้ง จากข้อมูลเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที#14;ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษากลุ่มนี้สูงขึ้น และค่าร้อยละของนักศึกษาที#14;ตอบถูกน้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่ชอบการสอนแบบสรุปเนื้อหาให้ออกข้อสอบโดยใช้แบบฝึกหัดที#14;ให้ทำหรือในตำราเรียนเท่านั้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.37 MB)
2Abstract.pdf ( 0.12 MB)
3Acknowledge.pdf ( 0.08 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.10 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.10 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.12 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.09 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.23 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.10 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.09 MB)
11Appendices.pdf ( 0.13 MB)
12Profile.pdf ( 0.11 MB)
5
ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
Factors that affected the achievement on Introduction to Accounting 1 of accounting students at Faculty of Business Administration, Rajamangala University of Technology Isan
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : มาลี เอกพล, บุษบงกช บุญกุศล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนวิชาการบัญชี ชั้นต้น 1จําแนกตามสภาพทั่วไปของ นักศึกษา ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านผู้เรียน ปัจจัยทางด้านผู้สอน ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในการเรียน กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชีที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการบัญชี ชั้นต้น 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จํานวน 81 คน โดยได้รับแบบสอบถามคืนทั้งหมด 63 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติ โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า T-test ค่า F-test ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงซ้อน ผลการวิจัยพบว่า 1. ตัวแปรสภาพทั่วไปของนักศึกษาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ได้แก่เพศและเกรดเฉลี่ยสะสมก่อนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย 2. ปัจจัยทางด้านผู้เรียนที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 คือ แรงเสริมจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ส่วนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์นั้นมีความสัมพันธ์ ที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักศึกษาเป็นปัจจัยทางด้านผู้สอนที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 4. ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชี ชั้นต้น 1 5. ปัจจัยทางด้านผู้เรียนปัจจัยทางด้านผู้สอนและปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในการเรียน ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีชั้นต้น 1 ที ่ระดับนัยสําคัญ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.18 MB)
2Abstract.pdf ( 0.16 MB)
3Acknowledge.pdf ( 0.11 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.16 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.23 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.35 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.25 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.41 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.29 MB)
10Reference.pdf ( 0.18 MB)
11Appendices.pdf ( 0.24 MB)
12Profile.pdf ( 0.15 MB)
6
ปัจจัยที มีอิทธิพลต่อผลการเรียนในรายวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 ของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ศูนย์กลางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
Factor Affecting in computer Programming 1 Subject for the Student of Business Administration Department Center of Rajamangala University of Technology
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : นงลักษ์ อันทะเดช
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครัังนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื อศึกษาปัจจัยที มีอิทธิผลต่อการเรียนในรายวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 กลุ่มตัวอย่างที ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง โปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ ศูนย์กลางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จำนวน 40 คน เครื องมือที ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานค่าร้ อยละ ค่าเฉลี ย ส่วนเบี ยงเบนมาตรฐาน และหาค่า สัมประสิทธิ:สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยด้ านผู้สอน พบว่า ด้านเทคนิคการสอน การวัดและประเมินผล และความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับอาจารย์ผู้สอน มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 ที ระดับนัยสำคัญ .01 สำหรับบุคลิกของผู้สอนไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 2. ปัจจัยด้านสื่อ และอุปกรณ์การสอน พบว่า การจัดสภาพแวดล้อมที เอื้อต่อการเรียนรู้ มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 ที ระดับนัยสำคัญ .01 สำหรับการใช้สื อประกอบการสอนไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 3. คะแนนเฉลี ยสะสมของนักศึกษามีความสัมพันธ์ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.12 MB)
2Abstract.pdf ( 0.10 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.08 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.12 MB)
5Introduction.pdf ( 0.08 MB)
6Chapter 1.pdf ( 0.13 MB)
7Chapter 2.pdf ( 0.14 MB)
8Chapter 3.pdf ( 0.12 MB)
9Chapter 4.pdf ( 0.18 MB)
10Chapter 5.pdf ( 0.14 MB)
11Bibliography.pdf ( 0.12 MB)
12Appendices.pdf ( 0.15 MB)
7
การปรับปรุงพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนให้ตรงต่อเวลาและการแต่งกายชุดนักศึกษาไม่สุภาพโดยใช้สัญญาการเรียนสำหรับผู้เรียนระดับปริญญาตรี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในรายวิชาวิศวกรรมแปรสภาพผลิตผลเกษตร 1
Behaviors attending class adaptation on time and school uniform not gentle dressing by use to promise the education for level bachelor's degree student 3 year students in Agricultural Process Engineering 1
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : วีรกุล มีกลางแสน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
จากปัญหาการเข้าชั้นเรียนไม่ตรงต่อเวลาและการแต่งกายชุดนักศึกษาที่ไม่สุภาพ อันเป็นพฤติกรรมของนักศึกษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ควรจะหาวิธีการแก้ไขให้ถูกต้อง และนำมาปรับปรุงพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของนักศึกษาในชั่วโมง จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของอาจารย์ผู้สอนทุกคนที่จะแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ในชั้นเรียน เช่น ทำให้เกิดการหยุดการสอนในช่วงหนึ่งเมื่อนักศึกษาที่มาสายเดินเข้าในชั้นเรียนในขณะที่ทุกคนกำลังเรียน และการแต่งกายชุดนักศึกษาที่ไม่สุภาพ เช่น ใส่รองเท้าปลายเปิด ใส่กางขาดและไม่สะอาด ใส่รองเท้าหลากสี ซึ่งเป็นการไม่ให้ความเคารพอาจารย์ผู้สอน จากปัญหาข้างต้นผู้วิจัยใช้สัญญาการเรียนช่วยในการปรับปรุงพฤติกรรมของนักศึกษา โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทางการเรียนและสัญญาการเรียน จากผลการศึกษาปรากฏว่า พฤติกรรมทั้ง 2 ประการระหว่างการเรียนการสอน นักศึกษามีพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียน และการแต่งกายมีพัฒนาการการเรียนรู้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการทำสัญญาการเรียน เพื่อนจะช่วยกันตักเตือนกันก่อนเรียน โดนนักศึกษาแต่ละคนมีคะแนนของพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนคือ ก่อนทำสัญญาเฉลี่ย 93 % และหลังทำสัญญาเฉลี่ย 97 % ส่วนพฤติกรรมการแต่งกายชุดนักศึกษาที่สุภาพตามกฎระเบียบของทางมหาวิทยาลัยของกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนของพฤติกรรมการใส่รองเท้า (รองเท้าแตะ ร้องเท้าปลายเปิด) (ก่อนและหลังทำสัญญา คือ 30 % และ 100%) กางเกง (กางเกงขาด ปะ) (ก่อนและหลังทำสัญญา คือ 5 % และ 97 % ) และเสื้อ (การใส่เสื้อฝึกงานเข้าเรียนในวิชาทฤษฏี) (ก่อนและหลังทำสัญญา คือ 5 % และ 90 % )
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover-abstract.pdf ( 0.17 MB)
2Table of content.pdf ( 0.14 MB)
3chapter 1.pdf ( 0.14 MB)
4chapter 2.pdf ( 0.25 MB)
5chapter 3.pdf ( 0.14 MB)
6chapter 4.pdf ( 0.17 MB)
7chapter 5.pdf ( 0.10 MB)
8Bibliography.pdf ( 0.11 MB)
9appendix.pdf ( 0.25 MB)
10acknowledgment.pdf ( 0.08 MB)
8
การแก้ปัญหาขาดทักษะในการอ่านค่าของอุปกรณ์และใช้เครื่องมือ จากการเรียนวิชาปฏิบัติการวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Engineering Electronics Lab) ของนักศึกษา ปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2/4 ภาคเรียน 1 ปีการศึกษา 2553
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : ชรพล นาคทอง, คณะวิติ เนื่องวงษา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การแก้ปัญหาขาดทักษะในการอ่านค่าของอุปกรณ์และใช้เครื่องมือ จากการเรียนวิชาปฏิบัติการวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Engineering Electronics Lab) ของนักศึกษา ปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2/4 ภาคเรียน 1 ปีการศึกษา 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านความเข้าใจของนักศึกษาเกี่ยวกับทักษะในการอ่านค่าของอุปกรณ์และใช้เครื่องมือ จากการเรียนวิชาปฏิบัติการวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผู้วิจัยได้ทำการสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนเรื่องการอ่านค่าของอุปกรณ์และใช้เครื่องมือโดยการจัดทำสื่อ โดยงานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 ปกติ หลักสูตร 4 ปี สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม-โทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา โดยมีการให้ทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านความเข้าใจ จากผลการวิจัยพบว่านักศึกษามีความเข้าใจเรื่องการอ่านค่าของอุปกรณ์และใช้เครื่องมือเพิ่มขึ้นถึง 88% ซึ่งถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์และมีสัดส่วนของผลสัมฤทธิ์เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ อีกทั้งผู้สอนได้พบแนวทางที่จะสร้างสื่อการเรียนการสอนที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนานักศึกษาให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ในโอกาสต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.15 MB)
2abstract-Table of content.pdf ( 0.17 MB)
3chapter 1.pdf ( 1.12 MB)
4chapter 2.pdf ( 0.09 MB)
5chapter 3.pdf ( 0.29 MB)
6chapter 4.pdf ( 0.10 MB)
7appendix.pdf ( 0.14 MB)
8Bibliography.pdf ( 0.10 MB)
9
การปรับปรุงการเรียนการสอนในวิชาภาษาอังกฤษ เทคนิค 1 ในชั้นเรียน
Improving Teacher-Student Interaction in Technical English 1 Classroom : An Action Research
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : วราพร พูลเกษ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1การปรับปรุงการเรียนการสอนในวิชาภาษาอังกฤษ เทคนิค 1 ในชั้นเรียน.pdf ( 3.38 MB)
10
การศึกษาเปรียบเทียบเพศและลำดับการคลอดต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโตระยะก่อนหย่านมของโคเนื้อลูกผสมแองกัสสีแดง x บราห์มัน (1/2AGx1/2BR) ที่เกิดจากการผสมพันธุ์แบบ Inter Se Mating
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : พิทักษ์พล พนเอนก
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1การศึกษาเปรียบเทียบเพศและลำดับการคลอดฯ.pdf ( 0.25 MB)
11
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาปฏิบัติงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 โปรแกรมวิชาช่างยนต์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : ญชา ล้ำเลิศ, อมร ดอนเมือง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในรายวิชา 04-312-107 ปฏิบัติงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน (Gasoline Engine Practice)ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสกลนครวิธีการวิจัยเริ่มจากการวางแผนและศึกษาข้อมูลจากตำราและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำมาใช้เป็นหลักการในการวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ของชุดการสอนแล้วนำไปดำเนินการสร้างแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังการเรียน หลังจากนั้นจึงประเมินหาคะแนนค่าเฉลี่ยของการประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังการเรียนมีคะแนนค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหรือไม่ จากผลการวิเคราะห์การประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังการเรียนจากการวิเคราะห์ทางสถิติด้วยค่าคะแนนเฉลี่ย พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาปฏิบัติงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง มีผลค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีสูงกว่าค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 28 และ 22 ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1The Study of the Achievement of a Gassoline Engine Practice Learning for Student of1th in Diploma in ( 0.88 MB)
12
ศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมก่อนและหลังเรียนวิชาพลศึกษา ระหว่างภาคเรียนที่ 1 กับภาคเรียนที่ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น
A study of Physical fitness of students in faculty of technical education, before and after studying physical education, during the second semester, Rajamangala university of Technology Isan, Khonkaen Campus
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : โชติ อ้นลำพูน, ศักยภาพ บุญบาล, สมภพ อนันตศานต์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ก่อนและหลังเรียนวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โดยใช้แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย Harvard Step Test กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักศึกษาภาคเรียนที่ 1 ได้แก่นักศึกษาสาขาวิชา MM 1 R MM 1 T และTM 1 R จำนวน 96 คน และภาคเรียนที่ 2 ได้แก่นักศึกษาสาขาวิชา TEP 1 N CD 1 R CD 1 T CT 1 R และ CT 1 T จำนวน 96 คน รวมเป็นจำนวนทั้งหมด 192 คน ภาคเรียนที่ 1 มีอายุเฉลี่ย 19 ปี ส่วนสูงเฉลี่ย 172 ซ.ม. และภาคเรียนที่ 2 มีอายุเฉลี่ย 19 ปี ส่วนสูงเฉลี่ย 170 ซ.ม.การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วยในการวิเคราะห์ เพื่อคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และนำค่าดัชนีที่ได้มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ โดยแบ่งระดับของสมรรถภาพทางกายออกเป็น ดีเยี่ยม (Excellent) ดี (Good) ปานกลาง (High average) อ่อน (Low average) และอ่อนมาก (Poor Physical Fitness) ผลการวิจัย พบว่า 1. การเรียนการสอนวิชาพลศึกษามีผลทำให้นักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนักลดลงเล็กน้อย โดยพบว่า ภาคเรียนที่ 1 น้ำหนักลดลง เฉลี่ย 1.33 ก.ก. คิดเป็นร้อยละ 2.13 ภาคเรียนที่ 2 น้ำหนักลดลง เฉลี่ย 0.40 ก.ก. คิดเป็นร้อยละ 0.67 และ ภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 น้ำหนักลดลง เฉลี่ย 0.87 ก.ก. คิดเป็นร้อยละ 1.43 2. การเรียนการสอนวิชาพลศึกษามีผลทำให้นักศึกษามีพฤติกรรมการออกกำลังกายในหนึ่งสัปดาห์ ที่ดีขึ้น โดยพบว่า ภาคเรียนที่ 1 หลังเรียน ส่วนใหญ่ อันดับที่หนึ่ง ออกกำลังกาย 1 ? 2 วัน 73 คน คิดเป็นร้อยละ 76.04 รองลงมาอันดับสอง ออกกำลังกาย 3 ? 4 วัน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 13.54 ภาคเรียนที่ 2 หลังเรียน ส่วนใหญ่ อันดับที่หนึ่ง ออกกำลังกาย 1 ? 2 วัน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 65.63 รองลงมาอันดับสอง ออกกำลังกาย 3 ? 4 วัน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 17.71 และภาคเรียนที่ 1 และ ภาคเรียนที่ 2 หลังเรียน ส่วนใหญ่ อันดับที่หนึ่ง ออกกำลังกาย 1 ? 2 วัน 136 คน คิดเป็นร้อยละ 70.83 รองลงมาอันดับสอง ออกกำลังกาย 3 ? 4 วัน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 15.63 3.การเรียนการสอนวิชาพลศึกษามีผลทำให้นักศึกษามีความแข็งแรงและความอดทนมากขึ้น โดยพบว่า ภาคเรียนที่ 1 หลังเรียนทำเวลาในการทดสอบสมรรถภาพทางกายเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 18.88 วินาที หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.86 ภาคเรียนที่ 2 เพิ่มขึ้น เฉลี่ย 15.10 วินาที หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.66 และภาคเรียนที่ 1 และ ภาคเรียนที่ 2 เพิ่มขึ้น เฉลี่ย 17.56 วินาที หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.50 4.การเรียนการสอนวิชาพลศึกษามีผลทำให้นักศึกษามีสมรรถภาพทางกายดีขึ้นอยู่ในกณฑ์ ระดับดี(Good) ถึงดีเยี่ยม (Excellent) โดยพบว่า ภาคเรียนที่ 1 หลังเรียน ได้ค่าดัชนีสมรรถภาพทางกาย เฉลี่ย เพิ่มขึ้น 6.90 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.73 ภาคเรียนที่ 2 หลังเรียน ได้ค่าดัชนีสมรรถภาพทางกาย เฉลี่ย เพิ่มขึ้น 4.46 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.81 และภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 1 หลังเรียน ได้ค่าดัชนีสมรรถภาพทางกาย เฉลี่ย เพิ่มขึ้น 6.01 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.74
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปกรายงานการวิจัย.pdf ( 0.14 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.27 MB)
32.งานวิจัยบทที่ 1.pdf ( 0.24 MB)
43. งานวิจัยบทที่ 2.pdf ( 0.52 MB)
54. งานวิจัยบทที่ 3.pdf ( 0.15 MB)
65. งานวิจัยบทที่4.pdf ( 0.63 MB)
76. งานวิจัยบทที่5.pdf ( 0.18 MB)
13
การปรับปรุงพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนให้ตรงต่อเวลาและการแต่งกายชุดนักศึกษาไม่สุภาพโดยใช้สัญญาการเรียนสำหรับผู้เรียนระดับปริญญาตรี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในรายวิชาวิศวกรรมแปรสภาพผลิตผลเกษตร 1
Behaviors attending class adaptation on time and school uniform not gentle dressing by use to promise the education for level bachelor's degree student 3 year students in Agricultural Process Engineering 1
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : วีรกุล มีกลางแสน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
จากปัญหาการเข้าชั้นเรียนไม่ตรงต่อเวลาและการแต่งกายชุดนักศึกษาที่ไม่สุภาพ อันเป็นพฤติกรรมของนักศึกษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ควรจะหาวิธีการแก้ไขให้ถูกต้อง และนำมาปรับปรุงพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของนักศึกษาในชั่วโมง จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของอาจารย์ผู้สอนทุกคนที่จะแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ในชั้นเรียน เช่น ทำให้เกิดการหยุดการสอนในช่วงหนึ่งเมื่อนักศึกษาที่มาสายเดินเข้าในชั้นเรียนในขณะที่ทุกคนกำลังเรียน และการแต่งกายชุดนักศึกษาที่ไม่สุภาพ เช่น ใส่รองเท้าปลายเปิด ใส่กางขาดและไม่สะอาด ใส่รองเท้าหลากสี ซึ่งเป็นการไม่ให้ความเคารพอาจารย์ผู้สอน จากปัญหาข้างต้นผู้วิจัยใช้สัญญาการเรียนช่วยในการปรับปรุงพฤติกรรมของนักศึกษา โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมทางการเรียนและสัญญาการเรียน จากผลการศึกษาปรากฏว่า พฤติกรรมทั้ง 2 ประการระหว่างการเรียนการสอน นักศึกษามีพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียน และการแต่งกายมีพัฒนาการการเรียนรู้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการทำสัญญาการเรียน เพื่อนจะช่วยกันตักเตือนกันก่อนเรียน โดนนักศึกษาแต่ละคนมีคะแนนของพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนคือ ก่อนทำสัญญาเฉลี่ย 93 % และหลังทำสัญญาเฉลี่ย 97 % ส่วนพฤติกรรมการแต่งกายชุดนักศึกษาที่สุภาพตามกฎระเบียบของทางมหาวิทยาลัยของกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนของพฤติกรรมการใส่รองเท้า (รองเท้าแตะ ร้องเท้าปลายเปิด) (ก่อนและหลังทำสัญญา คือ 30 % และ 100%) กางเกง (กางเกงขาด ปะ) (ก่อนและหลังทำสัญญา คือ 5 % และ 97 % ) และเสื้อ (การใส่เสื้อฝึกงานเข้าเรียนในวิชาทฤษฏี) (ก่อนและหลังทำสัญญา คือ 5 % และ 90 % )
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover-abstract.pdf ( 0.17 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.08 MB)
3Table of content.pdf ( 0.14 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.14 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.25 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.14 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.17 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.10 MB)
9appendix.pdf ( 0.25 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.11 MB)
14
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีพื้นฐานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ชั้นปี ที่ 1 เรื่อง สมดุลเคมี และความสามารถทางการคิดโดยใช้ชุด การสอนเพื่อพัฒนาลักษณะการคิด
A Comparative of the Learning Achievement on the Topic of Fundamental Chemistry and the Thinking Ability of undergraduate student using instructional package through the Teaching for Development of Facets of Thinking
งานวิจัย/Research report 2014
โดย : วรุณทิพย์ ฉัตรจุฑามณี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง เรียน เรื่องสมดุลเคมีของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปี ที่ 1 ที่ลงเรียนวิชาเคมีพื้นฐานโดยใช้ชุด การสอนเพื่อพัฒนาลักษณะการคิด รวมทั้งหาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและ ความสามารถทางการคิด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขา วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์จา นวน 25 คน ใช้เวลาในการสอนวันละ 3 คาบ คาบละ180 นาทีเครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและแบบสอบวัดความสามารถทางการ คิด 4 ลักษณะซึ่งประกอบด้วย การคิดคล่อง การคิดละเอียด การคิดชัดเจน และการคิดหลากหลาย วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยโดยการทดสอบค่าที (t-test) และหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ สาหรับทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า นักศึกษาที่ได้รับการสอนเพื่อพัฒนาลักษณะการคิดโดยใช้ชุดการ สอนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถทางการคิดหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.01 โดยผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถทางการคิดมี ความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสา คัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.46 MB)
2Appendix 1.pdf ( 0.84 MB)
3Appendix 2.pdf ( 0.75 MB)
4Appendix 3.pdf ( 0.65 MB)
5Appendix 4.pdf ( 0.58 MB)
6Appendix ข.และ ค.pdf ( 0.76 MB)
7Appendix.pdf ( 0.34 MB)
8Biblio.pdf ( 0.39 MB)
9chap_1.pdf ( 0.43 MB)
10chap_2.pdf ( 0.57 MB)
11chap_3.pdf ( 0.64 MB)
12chap_4.pdf ( 0.51 MB)
13chap_5.pdf ( 0.40 MB)
14content.pdf ( 0.48 MB)
15Cover.pdf ( 0.38 MB)
16resume re.pdf ( 0.39 MB)
15
การวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตรแบบเอนกประสงค์ 5 ใน 1
The Development Research and Technology Transfer of 5 in 1 Universal Machine
งานวิจัย/Research report 2014
โดย : กสิทธิ์ เซ็นหอม, ปราณี หัดชุมพล, ประดิษฐ์ ธีรปฐวี, จิราพร เซ็นหอม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครื่องจักรกลการเกษตรแบบเอนกประสงค์ 5 ใน 1 และถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรแบบเอนกประสงค์ 5 ใน 1 เครื่องจักรกลการเกษตรแบบเอนกประสงค์ 5 ใน 1 ที่สร้างขึ้นมีขนาดภายนอก 210 Í160Í350 เซนติเมตร ใช้กำลังจากมอเตอร์ ขนาด 5 แรงม้า 220 โวลต์ หลักการทำงานของเครื่องจักรกลการเกษตรแบบเอนกประสงค์ 5 ใน 1 เริ่มจากการนำวัตถุดิบที่จะผลิตแท่งเชื้อเพลิงแข็ง หรือวัตถุดิบที่จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด เข้าระบบบดย่อยเพื่อลดขนาด ระบบผสมและคลุกเคล้า ระบบผสมจุลินทรีย์ ก่อนเข้าระบบผลิตเม็ดปุ๋ยอินทรีย์ หรือระบบผลิตแท่งเชื้อเพลิง โดยลักษณะด้านปลายของเครื่องจักรกลการเกษตรแบบเอนกประสงค์ 5 ใน 1 จะสามารถถอดเปลี่ยนได้เป็นแบบแยกส่วน (Insert Tool Parts) แล้วจึงทำการทดสอบหากำลังการผลิตของเครื่องจักรกลการเกษตรแบบเอนกประสงค์ 5 ใน 1 ที่สร้างขึ้น ผลการทดสอบหากำลังการผลิตสามารถผลิตเม็ดปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดได้เฉลี่ย 50.79 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และ สามารถผลิตแท่งเชื้อเพลิงแข็งได้เฉลี่ย 499.515 เซนติเมตร ต่อชั่วโมง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title_TS0004.pdf ( 9.68 MB)
2Chapter1_TS0004.pdf ( 1.80 MB)
3Chapter2_TS0004.pdf ( 27.43 MB)
4Chapter3_TS0004.pdf ( 8.60 MB)
5Chapter4_TS0004.pdf ( 2.64 MB)
6Chapter5_TS0004.pdf ( 0.92 MB)
7bib_TS0004.pdf ( 1.80 MB)
8PN_TS0004.pdf ( 18.09 MB)
9Resume Re_0004.pdf ( 3.84 MB)

Search within results