Search Result 302 Found

  • Filters
 
1
ผลของการจัดโครงสร้างเนื้อหาที่ต่างกันในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบไฮเปอร์มีเดีย ที่มีผลต่อการใช้ความรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปี่ที่ 1
งานวิจัย/Research report 2544
โดย : เกียรติศักดิ์ พันธ์ลำเจียก
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของบทเรียนที่จัดโครงสร้างเนื้อหาให้ บทเรียบที่กำหนดให้ผู้เรียนพยายามจัดโครงสร้างเนื้อหาด้วยตนเอง และบทเรีบนที่ไม่แสดงโครงสร้างเนื้อให้ ในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบไฮเปอร์มีเดีย ที่มีต่อการใช้ความรู้ ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 63 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 3 กลุ่ม กลุ่มละ 21 คน โดยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย การจัดโครงสร้างเนื้อหา 2 แบบ คือ แบบบทเรียนจัดโครงสร้างเนื้อหาให้และแบบบทเรียนกำหนดให้ผู้เรียนพยายามจัดโครงสร้างเนื้อหาด้วยตนเอง ส่วนแบบไม่จัดโครงสร้างเนื้อหา 1 แบบ คือ แบบบทเรียนไม่แสดงโครงสร้างเนื้อหาให้ บทเรียนเป็นเรื่อง \\\"หลักการสอนรายบุคคลเบื้องต้น\\\" ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบไฮเปอร์มีเดียที่บทเรียนจัดโครงสร้างเนื้อหาให้ ผู้เรียนพยายามจัดโครงสร้างเนื้อหาด้วยตอง และบทเรียนไม่แสดงโครงสร้างเนื้อหาให้ มีผลต่อการใช้ความรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอยแบบไฮเปอร์มีเดียที่บทเรียนจัดโครงสร้างเนื้อหาให้ ผู้เรียนพยายามจัดโครงสร้างเนื้อหาด้วยตนเอง และบทเรียนไม่แสดงโครงสร้างเนื้อหาให้ มีผลต่อการใช้ความรู้ ด้านความเข้าใจ ของนักศึกษาระดับบปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบไฮเปอร์มีเดียที่บทเรียนจัดโครงสร้างเนื้อหาให้ ผู้เรียนพยายามจัดโครงสร้างเนื้อหาด้วยตนเอง และบทเรียนไม่แสดงโครงสร้างเนื้อหาให้ มีผลต่อการใช้ความรู้ ด้านการวิเคราะห์ ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบไฮเปอร์มีเดียที่บทเรียนจัดโครงสร้างเนื้อหาให้ ผู้เรียนพยายามจัดโครงสร้างเนื้อหาด้วยเอง และบทเรียนไม่แสดงโครงสร้างเนื้อหาให้ มีผลต่อการใช้ความรู้ด้านการแก้ปัญาระดับง่าย ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบไฮเปอร์มีเดียที่บทเรียนจัดโครงสร้างเนื้อหาให้ ผู้เรียนพยายามจัดโครงสร้างเนื้อหาด้วยเอง และบทเรียนไม่แสดงโครงสร้างเนื้อหาให้ มีผลต่อการใช้ความรู้ด้านการแก้ปัญาระดับยาก ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คำสำคัญ : โครงสร้างเนื้อหา คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไฮเปอร์มีเดีย การใช้ความรู้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ผลของการจัดโครงสร้างเนื้อหาที่ต่างกันในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน.pdf ( 3.25 MB)
2
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ธนาคารออมสินในเขตปทุมธานี 1
Factors that Influence on the Success of Customer Relationship Management at the Government Savings Bank, Pathumthani District 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : อุไรรัตน์ ศิริจันทร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
This research was conducted to examine the levels of factors that had influences on the efficiency of the customer relationship management, as well as to investigate the influences of the factors that affected the customer relationship management of the Government Savings Bank in Pathumthani Area 1. The sample used in the research, drawn by the method of convenience sampling, consisted of 400 customers that were stored in the database of the Government Savings Bank in the 6 bank branches of Pathumthani Area 1 i.e. Pathumthani Branch, Rangsit Branch, Muang Eak Village Branch, Ladlumkaew Branch, Navanakorn Branch, and Thammasat University Rangsit Campus Branch. The questionnaire validated by the experts for content validity was used as the data gathering instrument, and had a reliability of 0.07 or higher. The statistics applied for data analysis consisted of Frequency, Percentage, Mean, Standard Deviation, and Multiple Regression Analysis. The results of the research showed that the factors influencing the overall efficiency of the customer relationship management was at a high level. The respondents expressed their opinion toward the overall efficiency of the customer relationship management at a high level, moreover, it was found that the factors of the customer relationship management which comprised the improvement of ability in reaching the target customers (Beta = 0.833), the development of products or services (Beta = 0.981), the improvement of efficiency for effective services (Beta = 0.846), the improvement of efficiency for effective sales persons (Beta = 0.852), the improvement of the costs or setting the suitable costs (Beta = 0.626), the integrated presentation of information or products (Beta = 0.772), and the marketing communication focusing on each type of customers (Beta = 727) had influences on the factors of efficiency of the customer relationship management at 0.05 level of significance, and the prediction of efficiency of the customer relationship management was at 85.7%.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.Front.pdf ( 0.83 MB)
22.Chapter1.pdf ( 0.59 MB)
33.Chapter2.pdf ( 1.48 MB)
44.Chapter3.pdf ( 0.58 MB)
55.Chapter4.pdf ( 0.60 MB)
66.Chapter5.pdf ( 0.62 MB)
77.References.pdf ( 0.55 MB)
88.Appendices.pdf ( 0.60 MB)
99.Vitae.pdf ( 0.51 MB)
3
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อเตรียมบุคลากรสู่การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาช่างตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี ระดับ 1
Development of a training pattern for personnel in preparation for the national workforce skill standard test in the filed of dress making, level 1
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : อยทิพย์ ผู้พัฒน์, มาลา ฤทธิ์นิ่ม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มเป้าหมาย ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี ระดับ 1 เพื่อการพัฒนารูปแบบในการเตรียมความพร้อมสู่การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี ระดับ 1 ด้วยการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ขอผู้เข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี ระดับ 1 โดยสรุปผลการวิจัย ได้ดังนี้ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาสาขาวิชาผ้าและเครื่องแต่งกาย คณะคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่กำลังศึกษาในหลักสูตรคหกรรมศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรคหกรรมศาสตรบัณฑิต (ต่อเนื่อง) ในระดับชั้นปีที่ 3 และระดับชั้นปีที่ 4 มีผู้เข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี ระดับ 1 จำนวนทั้งสิ้น 18 คน...
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.Front.PDF ( 0.25 MB)
22.Chapter1.pdf ( 0.21 MB)
33.Chapter2.PDF ( 1.39 MB)
44.Chapter3.PDF ( 0.57 MB)
55.Chapter4.PDF ( 0.45 MB)
66.Chapter5.PDF ( 0.19 MB)
77.References.pdf ( 0.05 MB)
88.Appendices.pdf ( 0.97 MB)
4
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบวิถีทาง-เป้าหมายของผู้บริหารกับประสิทธิผลของโรงเรียน ในอำเภอคลองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1
The relationship between path-goal theory leadership and effectiveness of schools in Amphoe Klongluang under the office of Pathum Thani Primary Eductional Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : สุวรรณา เทพประสิทธิ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำแบบวิถีทาง-เป้าหมายของผู้บริหาร 2) ระดับประสิทธิผลของโรงเรียน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบวิถีทาง-เป้าหมายของผู้บริหารกับประสิทธิผลของโรงเรียน ในอำเภอคลองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอน ในเขตอำเภอคลองหลวง ปีการศึกษา 2554 จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามแบบมาตรวัดประเมินค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบวิถีทาง ? เป้าหมายของผู้บริหาร 2) ประสิทธิผลของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบวิถีทาง ? เป้าหมายของผู้บริหารกับประสิทธิผลของโรงเรียนในเขตอำเภอคลองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 พบว่าโดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.Front.pdf ( 1.41 MB)
22.Chapter1.pdf ( 0.68 MB)
33.Chapter2.pdf ( 1.15 MB)
44.Chapter3.pdf ( 0.75 MB)
55.Chapter4.pdf ( 1.74 MB)
66.Chapter5.pdf ( 0.70 MB)
77.References.pdf ( 0.70 MB)
88.Appendices.pdf ( 2.12 MB)
99.Vitae.pdf ( 0.50 MB)
5
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิภาพการสอนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
Relationships between transformational leadership of school administrators and teaching efficiency of teachers under the office of Pathumthani Primary Educational Service Office Area1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : กอบศักดิ์ มูลมัย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิภาพการสอนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน กับประสิทธิภาพการสอนของครู และความสัมพันธ์ระหว่างระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนและระดับประสิทธิภาพการสอนของครู โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ครู จำนวน 242 คน โรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2553 ใน 4 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.คลองหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ โดยมีผลการวิจัยดังนี้ 1. ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอนโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาจำแนกตามรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ประสิทธิภาพการสอนของครู โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาจำแนกตามรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิภาพการสอนของครูสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 พบว่า ภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01จากผลการศึกษาที่พบว่าภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการสอน ดังนั้น ผู้บริหารและครูผู้สอนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญและส่งเสริมคุณลักษณะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในแต่ละด้านให้มีความเหมาะสมเพื่อให้การจัดการศึกษาของสถานศึกษามีประสิทธิภาพต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.title.pdf ( 0.98 MB)
22.chapter1.pdf ( 0.65 MB)
33.chapter2.pdf ( 1.33 MB)
44.chapter3.pdf ( 0.67 MB)
55.chapter4.pdf ( 1.22 MB)
66.chapter5.pdf ( 0.69 MB)
77.References.pdf ( 0.76 MB)
88.Appendices.pdf ( 1.51 MB)
6
การศึกษาเปรียบเทียบการปฏิบัติงานด้านการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1
A comparison on academic administration performance of school administrators under the office of Pathumthani educational service area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ทิพวรรณ์ ลาวรรณ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปฏิบัติงานด้านการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปทุมธานี เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบ การปฏิบัติงานด้านการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปทุมธานี เขต 1 ใน 3 ด้าน โดยจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ ด้านการบริหารและตำแหน่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ประชากรทั้งหมดที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 1 จำนวน 140 คน จำแนกเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 107 คน และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มี 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 แบบสอบถามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถามระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีลักษณะข้อคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม เพื่อทดสอบสมมติฐานในการวิจัย ใช้ t ? test ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานด้านการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีระดับการบริหารงานวิชาการเฉลี่ยอยู่ใน ระดับมาก 2) การเปรียบเทียบการปฏิบัติงานด้านการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปทุมธานี เขต 1 ใน 3 ด้าน โดยจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ด้านการบริหารและตำแหน่งที่ต่างกัน มีระดับการบริหารงานวิชาการไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11Front.pdf ( 1.06 MB)
22Chapter-1.pdf ( 0.65 MB)
33Chapter-2.pdf ( 1.15 MB)
44Chapter-3.pdf ( 0.72 MB)
55Chapter-4.pdf ( 0.86 MB)
66Chapter-5.pdf ( 0.63 MB)
77References.pdf ( 0.71 MB)
88Appendices.pdf ( 1.10 MB)
7
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา อำเภอเมืองปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
Transformational Leadership of School Administrators Affecting the Learning Organization of Schools Amphoe Mueang Pathumthani Under the office of Pathumthani Primary Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : สมเกียรติ บาลลา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
The purposes of this research were to investigate.1) the level of transformational leadership of school administrators. 2) the level of the learning organization of schools. 3) the relationship between the transformational leadership of school administrators and the learning organization of schools.4) the transformational leadership of school administrators affecting the learning organization of schools Amphoe Mueang Pathumthani under the office of Pathumthani Primary Educational Service Area 1. The samples group was consisted of 300 primary school teachers of 2010 academic year in Amphoe Mueang Pathumthani under the office of Pathumthani Primary Educational Service Area1. The data-collecting instruments were the set of five- leveled questionnaires developed by the researcher’ and the data- analyzing were percentage, mean, standard deviation, Pearsons correlation and stepwise multiple regression analysis. The research findings were as follows. 1) The transformational leadership of school and 2) The learning Organization of school were at the high level, as a whole and in each aspect. 3) The relationship between the transformational leadership of school administrators and the learning organization of schools had the positive correlation and 4) The transformational leadership of school administrators Affecting the learning organization of schools Amphoe Mueang Pathumthani under the Office of Pathumthani Primary Educational Service Area 1, as a whole, had the correlation at .01 significance.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101.Front.pdf ( 0.82 MB)
202.Chapter1.pdf ( 0.67 MB)
303.Chapter2.pdf ( 1.04 MB)
404.Chapter3.pdf ( 0.75 MB)
505.Chapter4.pdf ( 1.20 MB)
606.Chapter5.pdf ( 0.66 MB)
707.References.pdf ( 0.68 MB)
808.Appendices.pdf ( 5.67 MB)
909.Vitae.pdf ( 0.54 MB)
8
การศึกษาหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬาที่ส่งผลต่อทัศนคติด้านกีฬา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน กรุงเทพมหานคร
The impact of the Japanese sport comic book to the attitude of Rattanakosin somphod bangken junior high school students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : รังสฤษดิ์ จันทสูง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ทัศนคติที่ได้รับจากการอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน กรุงเทพมหานคร จำนวน 227 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ผลการวิจัยการศึกษาพบว่า 1) การอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน กรุงเทพมหานคร ในจำนวนนักเรียน 227 คน มีนักเรียนที่อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬา ร้อยละ 57.27(130 คน) นักเรียนที่อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬา นิยมอ่านเนื้อเรื่องที่เป็นกีฬาสากลประเภททีม ร้อยละ 53.08(69 คน) ส่วนใหญ่อ่าน 1-2 เล่มต่อวัน ร้อยละ 76.92(100 คน) โดยนักเรียนพบเห็นการ์ตูนกีฬาจากทางโทรทัศน์ จึงหาหนังสือการ์ตูนแนวกีฬาอ่าน ร้อยละ 49.23(64 คน) และส่วนใหญ่อ่านเพื่อความบันเทิง ผ่อนคลาย ร้อยละ 69.23(90 คน) นักเรียนส่วนใหญ่ชื่นชอบ หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬาเรื่อง นักเตะแข้งสายฟ้า ร้อยละ 43.85(57 คน) 2) ทัศนคติด้านกีฬาพบว่า หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬาที่นักเรียนชื่นชอบ สอนให้นักเรียน มีทัศนคติด้านบวกให้ระดับผลมากในด้าน มีความยุติธรรม ยอมรับการแพ้-ชนะ และมีน้ำใจนักกีฬา ค่าเฉลี่ย 3.96 (S.D. = 1.05) ส่วนทัศนคติในด้านลบนักเรียนได้แนวทางเพื่อนาไปปฏิบัติ การคดโกงด้านกีฬาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬาที่ชื่นชอบ ให้ผลอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.23 (S.D. = 1.37) 3) ภาพรวมที่มีต่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬาที่ชื่นชอบ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน กรุงเทพมหานคร พบว่านักเรียนได้รับความคิดสร้างสรรค์ จากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬา ร้อยละ 64.62(84 คน) และจะเช่าจากร้านเช่าหนังสือการ์ตูนมาอ่านหรือซื้อเพื่อเก็บสะสม ร้อยละ 40.77(53 คน) ส่วนใหญ่นิยมอ่านเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ ร้อยละ 50.76(66 คน) ที่เป็นภาพแบบใดก็ได้ ร้อยละ 43.85(57 คน) ลักษณะรูปเล่มแบบใดก็ได้ขอให้เป็นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแนวกีฬาที่ตนสนใจก็พอ ร้อยละ 40.00(52 คน)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.front.pdf ( 0.86 MB)
22.Chapter1.pdf ( 0.62 MB)
33.Chapter2.pdf ( 0.76 MB)
44.Chapter3.pdf ( 0.58 MB)
55.Chapter4.pdf ( 0.79 MB)
66.Chapter5.pdf ( 0.57 MB)
77.References.pdf ( 0.56 MB)
88.Appendices.pdf ( 2.37 MB)
99.Vitae.pdf ( 0.55 MB)
9
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์การที่พึงประสงค์ของสถานศึกษา อำเภอคลองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
Transformational leadership of school administrators affecting the desired corporate culture of schools amphoe klonglung under the office of Pathumthani primary eductional service area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : เรียมใจ คุณสมบัติ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร 2) ระดับวัฒนธรรมองค์การที่พึงประสงค์ของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับวัฒนธรรมองค์การที่พึงประสงค์ของสถานศึกษาและ 4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์การที่พึงประสงค์ของสถานศึกษาอำเภอ คลองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอน ระดับประถมศึกษา อำเภอคลองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับสถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร ระดับวัฒนธรรมองค์การ ที่พึงประสงค์ของสถานศึกษา อยู่ในระดับมากทั้งภาพรวมและรายด้านโดยความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับวัฒนธรรมองค์การที่พึงประสงค์ของสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์การที่พึงประสงค์ของสถานศึกษาอำเภอ คลองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1ได้แก่ 4 ปัจจัย คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (X4) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์หรือการสร้างบารมี (X1) ด้านสร้างแรงบันดาลใจ (X2) และด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา (X3) โดยสามารถทำนายการเป็นวัฒนธรรมองค์การที่พึงประสงค์ของสถานศึกษาได้ร้อยละ 79.00
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.front.pdf ( 0.64 MB)
22.Chapter-1.pdf ( 0.52 MB)
33.Chapter-2.pdf ( 0.69 MB)
44.Chapter-3.pdf ( 0.52 MB)
55.Chapter-4.pdf ( 0.59 MB)
66.Chapter-5.pdf ( 0.53 MB)
77.References.pdf ( 0.52 MB)
88.Appendices.pdf ( 2.36 MB)
10
การทดสอบความแข็งแรงต่อความล้าของเหล็ก AISI 4140 และ AISI 1020 โดยวิธีการทดสอบแบบหมุนดัด
Fatigue Testing of AISI 4140 and AISI Steel By Using Rotary Bending Test Method
งานวิจัย/Research report 2540
โดย : ิตต์ มธุรสมนตรี, ศิวกร อ่างทอง, ประจักษ์ อ่างบุญตา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1การทดสอบความแข็งแรงต่อความล้าของเหล็ก AISI 4140 และ AISI 1020 โดยวิธีการทดสอบแบบหมุนดัด.pdf ( 1.19 MB)
11
การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามทฤษฎีอภิปัญญาเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านคลอง 14 อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก
Application Of Metacognitive Activities To Promote English Reading Comprehension Of Primary Students At Bann Klong 14 School,Ongkharak District,Nakhonnayok Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : อุไรวรรณ สอิ้งทอง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนากิจกรรมเสริมหลักสูตรพัฒนาทักษะในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ตามทฤษฎีอภิปัญญากับการอ่านจับใจความ กลุ่มตัวอย่างในการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือแผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรทักษะการอ่านแบบ ทดสอบวัดทักษะการอ่าน ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังจัดกิจกรรม โดยใช้การทดสอบ t-test เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ โดยกระบวนการเรียนรู้ตามทฤษฎีอภิปัญญาที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับบุคคลเกี่ยวกับงานและเกี่ยวกับกลวิธีเพื่อการอ่านของตนเอง มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สะท้อนให้เห็นว่า กิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน จับใจความภาษาอังกฤษสามารถที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.Front.pdf ( 1.14 MB)
22.Chapter1.pdf ( 0.67 MB)
33.Chapter2.pdf ( 0.82 MB)
44.Chapter3.pdf ( 0.82 MB)
55.Chapter4.pdf ( 0.69 MB)
66.Chapter5.pdf ( 0.65 MB)
77.References.pdf ( 0.71 MB)
88.Appendices.pdf ( 2.33 MB)
99.Vitae.pdf ( 0.59 MB)
12
การวิเคราะห์ผลการประยุกต์ใช้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 16 ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ที่มีต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
Result Analysis on the Application of Thai Accounting Standards No.16 Property, Plant and Equipment that Affected the Companies Listed on the Stock Exchange of Thailand
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : จริยาพร ไชยวงศ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
The research was carried out to examine the level of knowledge and understanding of the asset accountants, to analyze the impact on individual and business factors that affected the application of Thai Accounting Standards No.16 Property, Plant and Equipment (Revised B.E. 2552) (TAS 16), and to make a comparative analysis on the financial performance impact of the industrial group listed on the Stock Exchange of Thailand before and after the application of TAS16. The sample used in the research comprised the accountants of 67 companies industrial group listed on the Stock Exchange of Thailand. The data were collected through the application of questionnaire, as well as the financial ratio was used to make a comparative analysis on the financial impact before and after the application of TAS16 during B.E. 2552-2555. The data were analyzed applying descriptive statistics consisting of Frequency, Percentage, Mean, and Standard Deviation, together with inferential statistics which included Independent Samples t-test, One-way ANOVA, Least Significant Difference, Pearson Simple Correlation, and Paired Sample t-test at a significance level of 0.05. The results of research revealed that the respondents had overall knowledge and understanding in the alteration of TAS16 at a moderate level. The differences in the type of business, number of employees, length of time for listing on the stock exchange, and work experience had effects on the differences in the application of TAS16. The overall impact on the application of TAS16 at work was found at a high level, especially in the aspect of measurement after recognition. The results of the comparative analysis on the impact on financial before and after the application of TAS16 during B.E. 2552-2555 demonstrated that there were differences in the total assets in B.E. 2552-2553 before and after the application of TAS16 of the industrial group listed on the Stock Exchange of Thailand at 0.05 level of significance.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.Front.pdf ( 0.88 MB)
22.Chapter1.pdf ( 0.55 MB)
33.Chapter2.pdf ( 0.67 MB)
44.Chapter3.pdf ( 0.56 MB)
55.Chapter4.pdf ( 1.06 MB)
66.Chapter5.pdf ( 0.64 MB)
77.References.pdf ( 0.54 MB)
88.Appendices.pdf ( 1.36 MB)
99.Vitae.pdf ( 0.51 MB)
13
สมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2
The core competencies of the private school administrators under the primary educational service area office 2 district Pathumthani
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : กมลพัชร หินแก้ว
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา เอกชน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 2) ศึกษาระดับการ บริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 3) ศึกษาการเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสานักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน และ 4) ศึกษาการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำแนกเป็นผู้บริหาร จำนวน 58 คน โดยเลือกแบบเจาะจง และครูผู้สอน จำนวน 297 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น รวมทั้งสิ้น 355 คน โดยใช้สูตรของ เครจซี่ และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีจำนวน 3 ตอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที และความแปรปรวนทางเดียว ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยลาดับสูงสุด- ต่ำสุด ได้แก่ ด้านการบริการที่ดี ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านมุ่งผลสัมฤทธ์ิ และด้านการพัฒนาตนเอง การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปทุมธานี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสูงสุด-ต่ำสุด ได้แก่ ด้านการ ประกันคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 โดยภาพรวมพบว่า ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาจำแนกตามเพศ พบว่า ภาพรวมแตกต่างกันในด้านการทำงานเป็นทีม ส่วนด้านอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาจำแนกตามอายุ พบว่า ภาพรวมแตกต่างกันในด้านการมุ่งผลสัมฤทธ์ิ ด้าน การบริการที่ดี ด้านการทำงานเป็นทีม ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาจำแนกตาม ประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า ภาพรวมแตกต่างกันทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 โดยรวมพบว่า ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาจำแนกตามเพศและอายุ พบว่า ภาพรวมแตกต่างกันในด้านการพัฒนาหลักสูตร ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.front.pdf ( 1.51 MB)
22.Chapter1.pdf ( 0.79 MB)
33.Chapter2.pdf ( 1.00 MB)
44.Chapter3.pdf ( 0.73 MB)
55.Chapter4.pdf ( 1.29 MB)
66.Chapter5.pdf ( 0.66 MB)
77.latter.pdf ( 1.13 MB)
14
ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2
Motivations factors of performance affecting classroom research conduction of teachers in school under the jurisdiction of Pathumthani primary educational service area office 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : จตุรงค์ สโรบล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงาน 2) ระดับการทำวิจัยในชั้นเรียน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานกับการทำวิจัยในชั้นเรียนและ 4) ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรวัดประเมินค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงาน และ 2) การทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 อยู่ในระดับมาก ทั้งโดยรวมและรายด้าน 3) ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานและการทำวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวม มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และ 4) ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงาน ส่งผลต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปทุมธานี เขต 2 โดยสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 92.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.Front.pdf ( 1.12 MB)
22.Chapter1.pdf ( 0.54 MB)
33.Chapter2.pdf ( 0.82 MB)
44.Chapter3.pdf ( 0.55 MB)
55.Chapter4.pdf ( 0.63 MB)
66.Chapter5.pdf ( 1.40 MB)
77.References.pdf ( 0.53 MB)
88.Appendices.pdf ( 0.57 MB)
99.Vitae.pdf ( 0.50 MB)
15
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดอย่างมีวิจารณญาณจากการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขากับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เรื่องงานประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
Comparison the achievement and the critical thinking taught through threefold training method and conventional instruction approach about artificial flowers for mattayom suksa 2 students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : อรวรรณ เฉลยนาค
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการเรียนรู้แบบไตรสิกขากับการเรียนรู้แบบปกติ 2) เพื่อเปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการเรียนรู้แบบไตรสิกขากับการเรียนรู้แบบปกติ 3) เพื่อเปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการเรียนรู้แบบไตรสิกขา ก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้คือ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน พระอินทร์ศึกษา(กล่อมประชาอุทิศ) อำเภอวังน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 70 คน แบ่งเป็น 2 ห้องเรียน คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จำนวน 35 คน เป็นกลุ่มทดลองใช้การเรียนรู้แบบไตรสิกขา และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 จำนวน 35 คน เป็นกลุ่มควบคุมที่เรียนรู้แบบปกติ ซึ่งได้กลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (จับฉลากห้องเรียน) ใช้เวลาการทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขาจำนวน 3 แผน และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติจำนวน 3 แผน ซึ่งใช้เนื้อหาเดียวกัน คือ เรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์ดอกกุหลาบจากถุงพลาสติก และเรื่องการประดิษฐ์ดอกยิปโซจากกระดาษโฆษณาสินค้า 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบทดสอบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้จากการเรียนรู้แบบไตรสิกขามีคะแนนสูงกว่าการเรียนรู้แบบปกติมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติระดับ .05 2. การคิดอย่างมีวิจารณญาณจากการเรียนรู้แบบไตรสิกขาสูงกว่าการเรียนรู้แบบปกติมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3. การคิดอย่างมีวิจารณญาณจากการเรียนรู้แบบไตรสิกขาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101.Front.pdf ( 1.18 MB)
202.Chapter-1.pdf ( 0.60 MB)
303.Chapter-2.pdf ( 1.01 MB)
404.Chapter-3.pdf ( 0.80 MB)
505.Chapter-4.pdf ( 0.75 MB)
606.Chapter-5.pdf ( 0.68 MB)
707.References.pdf ( 0.94 MB)
808.Appendices.pdf ( 1.00 MB)
909.Vitae.pdf ( 0.53 MB)

Search within results