Search Result 69 Found

  • Filters
 
1
สมรรถนะพื้นฐานของครูช่างตาม พ.ร.บ. การศึกษาปี 2542 ตามความต้องการของตลาดแรงงาน
Competency-based of technician teacher education by education act 2542 of the labor market needs
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : สมศักดิ์ สงวนเดือน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
Tertiary education of Rajamangala Phranakon University of Technology focuses on capital-based professional scientific and technological quality. Industrial Education Faculty is aware of the learning process to achieve the transfer of learning in the teaching industry. Learners to awareness the value in learning to fully develop their own development and to adjust to the pace of social and economic changes. From this text said. Need to conduct research on ?competency based teacher education Act the full year 1999 demand of labor market? to find the necessary information and basic competency of teachers as technicians and labor market needs of the Act. Education change. The research found that respondents are male and 31.20 per cent of respondents are female, 68.80 percent were aged between 20 to 35 years accounted for 92.40 percent of respondents state a year students. 70.70 per cent secondary graduates. a teacher / teacher is found that 26.4 percent of the level of demand for targeted education most needs at most ? in the most. 1. Competency in the professional industry. Gradate student position in B.Sc. in industrial management system in the state teacher / teacher relationships in the work of human industry. 2. Competency in teaching. Knowledgeable. In management learning. (Same comments) about the skills. Ability to analyze and design media. In psychology for teachers. About the ability to understand the nature of nature of the study. In research. About the research process applied to learning. 3. Competency in practice. (A similar comment) in the development of potential learners in the professional satisfaction. Discuss who has the majority of respondents want to improve their educational development. The study focused on the professional personnel to be knowledgeable. More specific. Proposal to produce graduates with the development of competency. Management learning. For professional psychology. Human relationships in the work of research and competency using appropriate technology in the professional industry practices. Learning of teachers, technicians industrial industries.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.06 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.07 MB)
303บทคัดย่ออังกฤษ.pdf ( 0.07 MB)
404กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.03 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
606สารบัญตาราง.pdf ( 0.10 MB)
707บทที่ 1.pdf ( 0.13 MB)
808บทที่ 2.pdf ( 0.63 MB)
909บทที่ 3.pdf ( 0.10 MB)
1010บทที่ 4.pdf ( 1.56 MB)
1111บทที่ 5.pdf ( 0.22 MB)
1212บรรณานุกรม.pdf ( 0.04 MB)
1313ภาคผนวก.pdf ( 0.45 MB)
1414ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.04 MB)
2
การติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษาและสำรวจความพึงพอใจผู้ประกอบการที่มีต่อสมรรถภาพของผู้สำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร รุ่นปีการศึกษา 2542 - 2547
A follow-up study of graduated student and the satisfaction of the enterprises towards the efficiency of work performance from Rajamangala University of Technology Phra Nakhon in 1999-2004
งานวิจัย/Research report 0000
โดย : รพีพรรณ สุฐาปัญณกุล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษาและสำรวจความพึงพอใจของสถานประกอบการที่มีต่อสมรรถภาพของผู้สำเร็จการศึกษา รุ่นปีการศึกษา 2542 - 2547 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้สำเร็จการศึกษารุ่นปีการศึกษา 2542 - 2547 และสถานประกอบการที่มีผู้สำเร็จการศึกษาปฏิบัติงานอยู่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 2 ฉบับคือ 1. แบบสอบถามภาวะการมีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษา แบ่งออกเป็น 4 ตอนด้วยกัน ได้แก่ สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ความพึงพอใจที่มีต่อคณะวิชา ความภาคภูมิใจที่มีต่อมหาวิทยาลัย และข้อเสนอแนะ 2. แบบสำรวจความพึงพอใจของสถานประกอบการที่มีต่อสมรรถภาพของผู้สำเร็จการศึกษา แบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสำรวจความพึงพอใจในสมรรถภาพด้านต่างๆ ของผู้สำเร็จการศึกษา และข้อเสนอแนะในด้านต่างๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม มนุษยสัมพันธ์ ทัศนคติต่องานที่ทำ และความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า 1. ผู้สำเร็จการศึกษารุ่นปีการศึกษา 2542 - 2547 ที่ประกอบอาชีพคิดเป็นร้อยละ 94.44 ส่วนใหญ่เป็นพนักงาน / ลูกจ้างเอกชน 2. ผู้สำเร็จการศึกษารุ่นปีการศึกษา 2542 - 2547 มีความพึงพอใจในคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ในด้านการปฎิบัติ อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านวิชาการและด้านคุณธรรมอยู่ในระดับมาก 3. ผู้สำเร็จการศึกษารุ่นปีการศึกษา 2542 - 2547 มีความภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และคณะวิชาที่สำเร็จการศึกษา ในระดับมากที่สุด 4. สถานประกอบการมีความพึงพอใจในสมรรถภาพของผู้สำเร็จการศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านพบว่าสถานประกอบการมีความพึงพอใจในสมรรถภาพของผู้สำเร็จการศึกษาในด้านคุณธรรมจริยธรรมมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด และสมรรถภาพด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านทัศนคติต่องานที่ทำและด้านความรู้ความสามารถในวิชาชีพ / วิชาการเป็นอันดับที่รองลงมาตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.08 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.10 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.08 MB)
404สารบัญ.pdf ( 0.11 MB)
505บทที่ 1.pdf ( 0.37 MB)
606บทที่ 2.pdf ( 1.94 MB)
707บทที่ 3.pdf ( 0.20 MB)
808บทที่ 4.pdf ( 1.13 MB)
909บทที่ 5.pdf ( 0.40 MB)
1010บรรณานุกรม.pdf ( 0.38 MB)
1111ภาคผนวก.pdf ( 0.73 MB)
3
วิเคราะห์โวหาร และถ้อยคำสำนวนทางการเมืองที่ปรากฏในร้อยกรอง ?ข้างคลองคันนายาว? ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ช่วง พ.ศ. 2549 ? กันยายน พ.ศ. 2551
An analysis of rhetorical expressions and political discourse in naowarat pongpaiboon's poetry entitled
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : อำนาจ เอี่ยมสำอาง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
งานวิจัยฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิเคราะห์ภาพสะท้อนและแนวคิดในบทร้อยกรองชุด ?ข้างคลองคันนายาว? ช่วง พ.ศ. 2549 ? พ.ศ. 2551 ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์โดยเสนอผลการศึกษาแบบพรรณนาวิเคราะห์ ได้เสนอผลการวิเคราะห์ ?ข้างคลองคันนายาว? ไว้ 3 ด้าน สรุปได้ดังนี้ ภาพสะท้อนและแนวคิดเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล พบว่าการทำงานของรัฐบาล เป็นไปเพื่อการเข้ามารักษาฐานอำนาจและปกป้องผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น ความสนใจที่จะแก้ปัญหาให้กับประชาชนเป็นเรื่อง รองลมมา เนื่องด้วยในช่วงเวลา ปี พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2551 ประเทศไทยไม่มีความมั่นคงทางการเมืองมีการแย่งชิง อำนาจในการปกครอง โดยใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นผู้ครองอำนาจทางการเมืองประเด็นหลักคือการยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุณยรัตกริน พร้อมทั้งแต่งตั้งรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีความพร้อมในการบริหารราชการแผ่นดินและคณะรัฐบาลแต่ละคณะที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ไม่ใช่ผู้ที่มีความสามารถในการทำงานแก้ปัญหาให้กับประเทศ เนื่องจากผู้ที่มีความสามารถส่วนใหญ่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจำนวนกว่า 200 คน ภาพสะท้อนและแนวคิดเกี่ยวกับนักการเมืองและผู้นำทางการเมือง พบว่า นักการเมืองและผู้นำทางการ เมืองที่ทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ได้สะท้อนออกมาในแง่ลบของนักการเมืองและผู้นำทางการเมืองที่มีแต่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เช่นการทุจริตเชิงนโยบาย และการทุจริตในโครงการต่าง ๆ มีการออกกฎหมาย ออกระเบียบต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง พร้อมทั้งมีการเรียกร้องให้ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตรหยุดพฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดปัญหากับบ้านเมือง ภาพสะท้อนและแนวคิดด้านสังคมที่มีผลมาจากสภาพการเมือง พบว่ามีการคุกคามสื่อมวลชนจนไม่สามารถที่จะนำเสนอข่าวสารได้อย่างเป็นกลาง จนเป็นเหตุผลหนึ่งให้ประชาชนออกมาขับรัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร และสังคมส่วนใหญ่เกิดความวุ่นวายจากปัญหาทางการเมืองเช่นการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2550 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้เขียนชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงในช่องไม่ลงคะแนน การเคลื่อนไหวรับ-ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เหตุระเบิด ทั่วกรุงเทพมหานคร เมื่อ 1 มกราคม 2550 ซึ่งเหตุการณ์วุ่นวายทางสังคมทั้งหมดเป็นผลมาจากการเมืองที่ไม่เสถียรภาพทั้งสิ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.11 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.13 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.11 MB)
404กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.13 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.12 MB)
606บทที่ 1.pdf ( 0.25 MB)
707บทที่ 2.pdf ( 1.15 MB)
808บทที่ 3.pdf ( 0.55 MB)
909บทที่ 4.pdf ( 0.91 MB)
1010บทที่ 5.pdf ( 0.94 MB)
1111บทที่ 6.pdf ( 0.19 MB)
1212เอกสารอ้างอิง.pdf ( 0.16 MB)
1313ภาคผนวก.pdf ( 2.82 MB)
1414ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.09 MB)
4
การพัฒนาเครื่องทอและลายทอ 6,8,10 ตะกอ
Development weaving room and addition heddle about 6,8,10 heddles
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : มภาษณ์ สุวรรณคีรี, กมล พรหมหล้าวรรณ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาเครื่องทอ อุปกรณ์การขึ้นด้ายยืน การออกแบบลายทอ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชุมชน โดยการสร้างเครื่องทอแบบทอได้สูงสุด 10 ตะกอ การสร้างอุปกรณ์เดินด้ายยืนเพื่อให้เส้นด้ายยืนมีความตึงเท่ากัน การออกแบบลายทอ ลายทอประกอบด้วย การทำแผนการคัดด้าย การผูกโยงตะกอ การเดินเท้าเหยียบ การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชุมชน ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งได้ทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเครื่องทอและการออกแบบลายทอ ผลการวิจัยสิ่งประดิษฐ์การสร้างเครื่องทอ สามารถใช้งาน มีความคงทน เหมาะสำหรับนำไปใช้ในชุมชน การสร้างอุปกรณ์การเดินด้าย ซึ่งประกอบด้วย แคร่เดินด้าย ม้าม้วน ม้าก๊อปปี้ สามารถนำไปใช้งานได้ดี เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบด้ายยืนที่ไม่ผ่านกระบวนการเดินด้ายยืนที่สร้างขึ้นจะทำให้เส้นด้ายมีความตึงไม่เท่ากัน มีผลเสียเมื่อแยกด้ายยืนเพื่อสอดใส่ด้ายพุ่ง แยกเส้นด้ายยืนไม่สม่ำเสมอทำให้เส้นด้ายยืนมีความตึงไม่เท่ากันมีผลเสียเมื่อแยกด้ายยืนเพื่อสอดใสด้ายพุ่ง แยกเส้นด้ายยืนไม่สม่ำเสมอทำให้เส้นด้ายยืนขาดบ่อย ส่วนเส้นด้ายยืนที่ผ่านกระบวนการเดินด้ายยืน เส้นด้ายจะมีความตึงเท่ากัน และทำให้สอดใส่ด้ายพุ่งได้สะดวกและเส้นด้ายไม่ขาด มีผลทำให้ทอได้สะดวกและผ้าทอมีคุณภาพกว่า การออกแบบลายนั้นในจำนวนตะกอที่เท่ากัน เมื่อออกแบบลายได้ตามต้องการ การเปลี่ยนเท้าเหยียบที่สามารถได้ลายใหม่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องออกแบบใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ถ่ายทอดให้กับชุมชน ระหว่างวันที่ 3-6 กันยายน 2551 ชุมชนรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วสามารถออกแบบลายทอได้ตามความต้องการ การประเมินผลจากการสร้างสิ่งประดิษฐ์ การออกแบบลาย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีทำให้ทราบถึงความเป็นไปได้ที่จะนำงานวิจัยนี้ถ่ายทอดให้กับชุมชนทั่วไป และการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.10 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.11 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.10 MB)
404กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.10 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.14 MB)
606สารบัญภาพประกอบ.pdf ( 0.30 MB)
707สารบัญตาราง.pdf ( 0.11 MB)
808สารบัญแผนภูมิ.pdf ( 0.16 MB)
909บทที่ 1.pdf ( 0.27 MB)
1010บทที่ 2.pdf ( 2.99 MB)
1111บทที่ 3.pdf ( 2.38 MB)
1212บทที่ 4.pdf ( 0.43 MB)
1313บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
1414บรรณานุกรม.pdf ( 0.13 MB)
1515ภาคผนวก.pdf ( 0.70 MB)
1615ภาคผนวก.pdf ( 0.70 MB)
5
การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่าน การเขียน และความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ที่ได้รับการสอนอ่านด้วยใช้สื่อและไม่ใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแกรม Powerpoint
A Comparison of Undergraduate Students' Reading, Writing Performance and Interest in Learning English Through Reading Instruction with and without Computer in PowerPoint Program
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : สุมาลี ธนวุฒิคติวรกุล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาครั่งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่าน การเขียน และความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึการะดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพรนคร วิทยาเขตพริชยการพระนคร ที่ได้รับการสอนอ่านด้วยการใช้สื่อและไม่ใช้สื่อคอมพิวเตอรืโปรแกรม PowerPoint กลุ่มตัวอย่างเป้นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 80 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย แล้วจับสลากแบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คนแบบแผนการทดลองเป็นแบบการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง โดยกลุ่มทดลองได้รับการสอนอ่านด้วยการใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรมแกรม PowerPoint และกลุ่มควบคุมได้รับการสอนอ่านด้วยการไม่ใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแกรมPowerPoint ในแต่ละกลุ่มที่ดลองสอนใช้เนื้อหาเดียวกัน ใช้เวลาทดลอง 16 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบ รวม 48 คาบ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่าน การเขียนภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามวัดความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษ ผลการศึกษาพบว่า 1. ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ได้รับการสอนอ่านด้วยการใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแกรม PowerPointกับการสอนอ่านด้วยการไม่ใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแรม PowerPoint แตกต่างกัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ได้รับการสอนอ่านด้วยการใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแกรม PowerPoint กับการสอนอ่านด้วยการไม่ใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแกรม PowerPoint ไม่แตกต่างกัน 3. ความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ได้รับการสอนอ่านด้วยการใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแกรม PowerPoint กับการสอนอ่านด้วยการไม่ใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแกรม PowerPoint แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.07 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.10 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.07 MB)
404กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.08 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.11 MB)
606สารบัญตาราง.pdf ( 0.07 MB)
707สารบัญภาพประกอบ.pdf ( 0.05 MB)
808บทที่ 1.pdf ( 0.30 MB)
909บทที่ 2.pdf ( 1.45 MB)
1010บทที่ 3.pdf ( 0.57 MB)
1111บทที่ 4.pdf ( 0.16 MB)
1212บทที่ 5.pdf ( 0.40 MB)
1313บรรณานุกรม.pdf ( 0.35 MB)
1414ภาคผนวก.pdf ( 0.04 MB)
1515ภาคผนวก ก.pdf ( 0.06 MB)
1616ภาคผนวก ข.pdf ( 0.23 MB)
1717ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.07 MB)
6
การเปิดรับข่าวสาร การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจต่อข่าวสารพลังงานทางเลือก : ศึกษาเฉพาะกรณี การใช้แก๊สโซฮอล์ เอ็นจีวี และไบโอดีเซล ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร
Media exposure,usage and gratification towards alterntive energy information: case study on gasohol, NGV and biodiesel consumption of inhabitants in bangkok
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : มลพรรณ อาภาเวท, กฤชณัท แสนทวี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยเรื่อง การเปิดรับข่าวสาร การใช้ประโยชน์ และความพึงพอใจต่อข่าวสารพลังงานทางเลือก : ศึกษาเฉพาะกรณี การใช้แก๊สโซฮอล์ เอ็นจีวี และไลโอดีเซล ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาถึงความรู้ พฤติกรรมการเปิดรับ การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับข่าวสารพลังงานทางเลือกของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ด้วยการสำรวจโดยแบบสอบถาม ซึ่งมีผลการวิจัยดังนี้ 1.กลุ่มตัวอย่างเพศชายและเพศหญิงมีพฤติกรรมเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกทางสื่ออินเตอร์เน็ตแตกต่างกัน 2.กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุแตกต่างกันมีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์/นิตยสาร และสื่ออินเตอร์เน็ต แตกต่างกัน 3.กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้แตกต่างกัน จะมีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ แตกต่างกัน 4.กลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษา แตกต่างกัน จะมีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อโทรทัศน์และสื่ออินเตอร์เน็ตแตกต่างกัน 5.กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพแตกต่างกัน จะมีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์/นิตยสาร และสื่ออินเตอร์เน็ต แตกต่างกัน 6.กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุแตกต่างกันจะมีความรู้เกี่ยวกับพลังงานทางเลือกประเภทแก๊สโซฮอล์ NGV และไบโอดีเซล แตกต่างกัน 7.กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันจะมีความรู้เกี่ยวกับแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซลแตกต่างกัน 8.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันจะมีความรู้เกี่ยวกับไบโอดีเซลแตกต่างกัน 9.กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพแตกต่างกันจะมีความรู้เกี่ยวกับ โบดีเซล แตกต่างกัน 10.กลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมการเปิดรับสื่ออินเตอร์เน็ต แตกต่างกัน จะมีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจจากสื่ออินเตอร์เน็ตแตกต่างกัน""
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.04 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.06 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.05 MB)
404กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
606สารบัญตาราง.pdf ( 0.12 MB)
707บทที่ 1.pdf ( 0.39 MB)
808บทที่ 2.pdf ( 1.19 MB)
909บทที่ 3.pdf ( 0.47 MB)
1010บทที่ 4.pdf ( 1.39 MB)
1111บทที่ 5.pdf ( 0.40 MB)
1212บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
1313ภาคผนวก.pdf ( 0.29 MB)
7
การพัฒนาลวดลายผ้ามัดหมี่:กรณีศึกษาเส้นกรอบนอกของปราสาทศีขรภูมิเพื่อนำมาใช้ในการออกแบบลายผ้า
the developmen of mudmee pattern : the case study of silhouette of prasat si khoraphum using in textile design
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย :
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาการออกแบบลวดลายผ้า มัดหมี่โดยศึกษาเส้นกรอบนอกของโครงสร้างปราสาทศีขรภูมิที่มีการถ่ายทอดลวดลายผสมผสาน กับศิลปะแบบลวงตา เพื่อนำผืนผ้ามัดหมี่มาพัฒนาต่อในงานออกแบบเสื้อผ้ายุค 1960 และไป ศึกษาความพึงพอใจด้านภาพรวมจากกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะสิ่งทอและผ้ามัดหมี่ จำนวน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเสื้อผ้าจำนวน 5 คนใช้การสุ่มเลือกแบบเจาะจง และ บุคลากรสตรีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์บุคลากรสตรีมหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน วิทยาเขต สุรินทร์ใช้การสุ่มเลือกแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบร่างลายผ้ามัดหมี่แบบร่างเสื้อ คลุมตัวนอกยุค 1960 และแบบสอบถามความพึงพอใจของบุคลากรสตรีที่มีต่อลวดลายผ้าและเสื้อ คลุมตัวนอกยุค 1960 วิเคราะห์โดยการค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ ค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ผลการคัดเลือกลวดลายผ้ามัดหมี่ของผู้เชี่ยวชาญคือ ลาย ปราสาทมุมสูง 1 ลายเรขาคณิต 4 ลายนามธรรม 1 และผลการคัดเลือกแบบร่างเสื้อคลุมตัวนอก ยุค 1960 จำนวน 9 ตัว ผลการวิเคราะห์แบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากรสตรีที่มีต่อ ลวดลายผ้า พบว่า ลายปราสาทมุมสูง 1 ด้านลวดลาย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 ลายเรขาคณิต 4 คือ ด้านความงาม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 ลายนามธรรม 1 คือ ด้านลวดลายและด้านสีสันมี ค่าเฉลี่ยเท่ากัน 4.73 ด้านค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของ เสื้อคลุมตัวนอกยุค 1960 คือ กลุ่มชนเผ่า ลาย ปราสาทมุมสูง 1 ค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุด คือ ความสวยงามของลวดลาย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 ลาย เรขาคณิต 4 ค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุด คือ ความสัมพันธ์ระหว่างลายผ้าและแบบเสื้อ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.74 ลายนามธรรม รูปแบบ ค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุด คือ ความสวยงามของลวดลายเท่ากับ 4.70 กลุ่ม เครื่องแบบ ลายปราสาทมุมสูง 1 ค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุด คือ รูปแบบเสื้อคลุมตัวนอกยุค 1960 ลาย ปราสาทมุมสูง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.74 ลายเรขาคณิต 4 ค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุด คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ลายผ้าและแบบเสื้อ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 ลายนามธรรม 1 ค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุด คือ รูปแบบเสื้อคลุม ตัวนอกยุค 1960 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 กลุ่มศิลปะและแฟชั่น ลายปราสาทมุมสูง 1 ค่าเฉลี่ยที่สูง ที่สุด คือ ความสัมพันธ์ระหว่างลายผ้าและแบบเสื้อ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 ลายเรขาคณิต 4 ค่าเฉลี่ย ที่สูงที่สุด คือ ความสัมพันธ์ระหว่างลายผ้าและแบบเสื้อ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69 ลายนามธรรม 1 ค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุด คือความสัมพันธ์ระหว่างลายผ้าและแบบเสื้อ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1THE DEVELOPMENT OF MUDMEE PATTERN.pdf ( 10.06 MB)
8
การวิเคราะห์ระบบแถวคอย : กรณีศึกษาการรับสมัครนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพระนครเหนือ
Queuing analysis the study of student?s admission system at Rajamangala University of Technology Phra Nakhon, North Bangkok Campus
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ดำรงฤทธิ์ พลสุวัตถิ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ หาอัตราการมาสมัครเข้าศึกษาที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพระนครเหนือ อัตราการให้บริการของเจ้าหน้าที่รับสมัคร วิเคราะห์ระบบแถวคอย และเพื่อนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ไปใช้ในการปรับปรุงการรับสมัครให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับ ปวส. สายช่างอุตสาหกรรม จำนวน 1,722 คนที่เข้ามาสมัครเรียนในแผนกต่างๆ รวม 10 แผนก ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และ 2551 โดย เก็บข้อมูลการสมัครทุกๆ 10 นาที ในแต่ละช่วงเวลาๆ ละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. รวม 6 ช่วงเวลา จำนวน 6 วัน ผลการวิจัยพบว่าจำนวนนักศึกษาที่มาสมัครทุกช่วงเวลามีการแจกแจงแบบพัวซอง โดยที่ ช่วงเวลาที่ 2 มีอัตราการ เข้ามาสมัครมากที่สุดคือ 1.29 และช่วงเวลาที่ 6 มีอัตราการ เข้ามาสมัคร น้อยที่สุดคือ 0.06 คนต่อนาที อัตราการให้บริการทุกจุดให้บริการมีการแจกแจงแบบเอ็กซ์โปเนน เชียล โดยที่อัตราในการกรอกข้อมูลของนักศึกษาลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (จุดให้บริการที่ 2) มีค่าสูงสุดคือ 0.67 นาทีต่อคน หรือ 1.49 คนต่อนาที การวิเคราะห์ระบบแถวคอยในงานวิจัยนี้ได้ใช้ตัวแบบแถวคอยแบบโครงข่ายที่เป็นแบบอนุกรม พบว่า จุดให้บริการที่ 1 ในช่วงเวลาที่ 2 มีจำนวน ผู้มารับบริการในระบบโดยเฉลี่ยมากที่สุดคือ 150 คน/ชั่วโมง ส่วนในช่วงเวลาที่ 6 เกือบจะไม่มีจำนวนผู้มารับบริการในระบบโดยเฉลี่ยเลย และเช่นเดียวกันจุดบริการที่ 1 ในช่วงเวลาที่ 2 มี จำนวนผู้มารับบริการในแถวคอยโดยเฉลี่ยมากที่สุดคือ 107.40 คน/ชั่วโมง ในเรื่องเวลารอคอยของผู้มารับบริการ จุดบริการที่ 1 เวลารอคอยของผู้มารับบริการในระบบโดยเฉลี่ยมีค่ามากที่สุดคือ 1.92 นาที/คน และเช่นเดียวกัน จุดบริการที่ 1 เวลารอคอยของผู้มารับบริการในแถว โดยเฉลี่ยมากที่สุดคือ 1.37 นาที/คน และจุดบริการที่ 1, 2, และ 3 ในช่วงเวลาที่ 6 ความน่าจะเป็นที่จะไม่มีผู้มารับบริการ ในระบบมีค่ามาก คือ 0.97, 0.95 และ 0.98 ตามลำดับ งานวิจัยนี้ได้กำหนดค่าจำนวนผู้มารับบริการ ในระบบโดยเฉลี่ย ที่เหมาะสมไว้คือไม่ควรเกิน 60 คน/ชั่วโมง และไม่ต่ำกว่า 30 คน/ชั่วโมง และ เวลารอคอยของผู้มารับบริการในระบบโดยเฉลี่ย ไม่ควรเกิน 1 นาที/คน และไม่ควรต่ำกว่า 0.5 นาที/คน โดยพิจารณาเฉพาะจุดที่มีผู้ให้บริการมากกว่า 1 คน จากการวิเคราะห์ระบบแถวคอยพบว่าในจุดให้บริการที่ 1 ของช่วงเวลาที่ 2 ที่ 3 และ 4 ควรเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการอีก 1 คน และในช่วง เวลาที่ 6 ควรลดจำนวนผู้ให้บริการลง 1 คน "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.05 MB)
202กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.04 MB)
303บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.07 MB)
404บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.06 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.05 MB)
606บทที่ 1.pdf ( 0.09 MB)
707บทที่ 2.pdf ( 0.45 MB)
808บทที่ 3.pdf ( 0.15 MB)
910บทที่ 4.pdf ( 1.00 MB)
1011บทที่ 5.pdf ( 0.26 MB)
1112บรรณานุกรม.pdf ( 0.05 MB)
1213ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.03 MB)
9
การพัฒนาเว็บเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาวชนไทย : กรณีศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Development of web for promoting reading habit of thai youth : case study northeast region
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : เกษสุนีย์ บำรุงจิตต์ และคณะ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาเว็บเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาวชนไทย : กรณีศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจอุปนิสัยการรักการอ่านของเยาวชนไทย : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อพัฒนาเว็บส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาวชนไทย เพื่อทดลองใช้และหาประสิทธิภาพของเว็บส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาวชนไทย เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาวชนไทยโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหาผลสัมฤทธิ์การใช้เว็บส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาชนไทย เพื่อเปรียบเทียบการใช้เว็บส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาชนไทย ก่อนและหลังการใช้เว็บเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและเพื่อเปรียบเทียบการใช้เว็บส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาวชนไทยภาคกลางตอนล่างกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะผู้วิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษาใน 3 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 120 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การสังเกตและการสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียน ครูและนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียนด้วย t-test ผลการวิจัยพบว่า เว็บเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเยาวชนไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประสิทธิภาพที่ 95.71/97.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 นั้นคือค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่ามากกว่าก่อนเรียนซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผู้บริหาร ครูและเยาวชนไทยต้องการให้คณะผู้วิจัยสร้างเนื้อหาภายในเว็บเพื่อนำมาใช้อย่างต่อเนื่องเพราะจะทำให้เยาชนไทยเป็นคนที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ มีนิสัยรักการอ่านได้รับความรู้เพิ่มเติม ฉลาดขึ้น เมื่อเยาวชนไทยได้ใช้เว็บเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านนี้ ดังนั้นทั้งรัฐบาล ผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง ครูบรรณารักษ์ตัองช่วยกันปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเยาวชนไทย เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมการอ่านของไทยต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะการอ่านเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญานำไปสู่ความสำเร็จ ใช้พัฒนาคนและประเทศชาติ ทำให้ประเทศไทยไม่ล้าหลังประเทศอื่นในโลก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.05 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.10 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.09 MB)
404กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.09 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.10 MB)
606สารบัญตาราง.pdf ( 0.11 MB)
707บทที่ 1.pdf ( 0.50 MB)
808บทที่ 2.pdf ( 1.22 MB)
909บทที่ 3.pdf ( 0.34 MB)
1010บทที่ 4.pdf ( 0.67 MB)
1111บทที่ 5.pdf ( 0.23 MB)
1212บรรณานุกรม.pdf ( 0.18 MB)
1313ภาคผนวก ก.pdf ( 0.25 MB)
1412บรรณานุกรม.pdf ( 0.18 MB)
1514ภาคผนวก ข.pdf ( 1.65 MB)
1615ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.11 MB)
10
การศึกษากรรมวิธีการผลิตเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวผัดไทย
Thesis title The Study of Instant Pad Thai Powder Processing
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : เชาวลิต อุปฐาก
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
This paper aimed to study the process of making instant Pad Thai powder by Spray Drying method. The appropriate temperature of hot gas and the quantity of Maltodextrin in processing instant Pad Thai powder by Spray Drying method were studied. Factorial in Completely Randomized Design (CRD) was used. The study found that the appropriate quantity of Maltodextrin was 20% and the appropriate temperature for in and out hot gas was 150/90 ºC. The color variation of the finishing instant Pad Thai powder was as follow: Bright colors L* 88.32 Red a* 0.99 Yellow b* 8.26. The color variation after cooking the product was: Bright colors L* 30.73 Red a* 3.08 Yellow b* 8.25. aw 0.22. The moisture of the powder was 1.24. Then, the consumer satisfaction was studied by using 3 types of Pad Thai Noodles; Pad Thai Noodles with Instant pad Thai Powder, Pad Thai Noodles with regular Pad Thai sauce, and Pad Thai Noodles sold in general market. Randomized Complete Block Design, RCBD was used. The study of the consumer satisfaction revealed that there was no difference between pad Thai Noodles made with Instant Pad Thai Powder and Pad Thai Noodles made with regular Pad Thai sauce at the statistical significance (p>0.05). The testers rated the overall taste of Pad Thai Noodles at 7.57. Next, the researcher studied the expiration period of Instant Pad Thai Powder by packing the product in double vacuum foil and storage the product at 4 different temperatures 30, 35, 45, and 55 degree Celsius. Then the product was studied to evaluate the physical, chemical, microorganism, and sensory property. The product kept at 55 ºC was the most different of the four storage products at p ≥ 0.05 with the highest level of consumer satisfaction at color = 7.33, smell = 7.30, taste = 7.90, texture = 7.57 and total = 7.40. The amount of microorganism , yeast, and fungus were at the safe level to comsume.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1The Stuy of Instant Pad Thai Powder Processing.pdf ( 8.28 MB)
11
การพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษจากฟางข้าว
The development of rice paper straw products
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : พรรณ บุณยรัตกลิน, ทรงสิริ วิชิรานนท์, อุดมเดชา พลเยี่ยม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ศึกษาและพัฒนากระดาษที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการทำผลิตภัณฑ์กระดาษจากฟางข้าว (2) ผลิตผลิตภัณฑ์กระดาษจากฟางข้าว โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย 2 ส่วน ส่วนที่ 1 การทำกระดาษจากฟางข้าว เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยทำการต้มฟางข้าวที่คัดเลือกแล้ว ด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอดไซด์เข้มข้น 2% และ 4% และฟอกเยื่อกระดาษที่ได้ด้วย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เข้มข้น 2% จะได้กระดาษ 4 ชนิด คือ กระดาษ 2%ไม่ฟอก กระดาษ 4%ไม่ฟอก กระดาษ 2% ฟอกและกระดาษ 4% ฟอก แล้วทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติความแข็งแรงของกระดาษ ส่วนที่ 2 การทำผลิตผลิตภัณฑ์กระดาษจากฟางข้าว เป็นการวิจับเชิงสำรวจ ประชากรคือ ผู้ทำผลิตภัณฑ์ จำนวน 16 คนและผู้ประเมินผลิตภัณฑ์ จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม 2 ชุด ชุดที่ 1 ถามการยอมรับคุณสมบัติสำหรับการทำผลิตภัณฑ์ของการดาษจากฟางข้าว ชุดที่ 2 ถามความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์กระดาษจากฟางข้าว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.06 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.10 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.08 MB)
404สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
505สารบัญตาราง.pdf ( 0.15 MB)
606สารบัญแผนภาพ.pdf ( 0.05 MB)
707บทที่ 1.pdf ( 0.27 MB)
808บทที่ 2.pdf ( 1.22 MB)
909บทที่ 3.pdf ( 0.43 MB)
1010บทที่ 4.pdf ( 0.85 MB)
1111บทที่ 5.pdf ( 0.19 MB)
1212กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.06 MB)
1313บรรณานุกรม.pdf ( 0.09 MB)
1414ภาคผนวก.pdf ( 0.04 MB)
1515ภาคผนวก ก.pdf ( 0.09 MB)
1616ภาคผนวก ข.pdf ( 0.19 MB)
1717ภาคผนวก ค.pdf ( 0.17 MB)
12
โครงการวิจัยพัฒนาและเผยแพร่ผลิตภัณฑ์เครื่องตกแต่งบ้านจากกระดาษสาโดยใช้เทคนิคการสร้างลวดลาย
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ะภาภรณ์ ลิ้มสุคนธ์, กฤตพร ชูเส้ง, เกศทิพย์ กรี่เงิน, สุวดี ประดับ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
รายงานการวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการดำเนินงานตามโครงการวิจัยพัฒนาและเผยแพร่ ผลิตภัณฑ์เครื่องตกแต่งบ้านจากกระดาษสาโดยใช้เทคนิคการสร้างลวดลายของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตโชติเวช งบประมาณประจำปี 2548 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อตกแต่งกระดาษสาด้วยเทคนิคการสร้างลวดลายแบบต่าง ๆ ที่แปลกใหม่เพื่อเพิ่มความสนใจของกระดาษสาทั่วไป และนำมาจัดทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องตกแต่งบ้านเพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอยมากยิ่งขึ้น"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.07 MB)
202คำนำ.pdf ( 0.06 MB)
303กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.07 MB)
404สารบัญ.pdf ( 0.08 MB)
505สารบัญภาพประกอบ.pdf ( 0.05 MB)
606สารบัญตาราง.pdf ( 0.06 MB)
707บทที่ 1.pdf ( 0.10 MB)
808บทที่ 2.pdf ( 0.38 MB)
909บทที่ 3.pdf ( 0.15 MB)
1010บทที่ 4.pdf ( 1.69 MB)
1111บทที่ 5.pdf ( 0.06 MB)
1212บรรณานุกรม.pdf ( 0.05 MB)
1313ภาคผนวก.pdf ( 2.27 MB)
13
ความต้องการด้านการจัดสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของอาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ตามแนวทางการปฏิรูปครูและ บุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
The need of the lecturer's welfare and benefit organizing in Rajamangala University of Technology Phra Nakhon under teacher reforms of the ministry of education.
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ทัศนีย์ โพธิสรณ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการและเปรียบเทียบการจัดสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ตามแนวทางการ ปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สี่ด้าน คือ ด้านการยกระดับคุณภาพ ชีวิตครู ด้านการส่งเสริมขวัญและกำลังใจ ด้านความมั่นคงในอาชีพครู และด้านการปรับปรุงเงินเดือนและสวัสดิการอื่น ๆ กลุ่มตัวอย่างที่ใช่ในการวิจัยครั้งนี้คืออาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ประจำปีการศึกษา 2551 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970 : 607-910) จำนวน 228 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที ค่าความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบเป็นรายคู่ โดยวิธีการของ Tukey Kramer test ผลการวิจัยพบว่า 1.อาจารย์มีความต้องการด้านการจัดสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลโดยรวมทุกด้าน และในแต่ละด้าน คือ ด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตครู ด้านการส่งเสริมขวัญและกำลังใจ ด้านความมั่นคงในอาชีพครู และด้านการปรับปรุงเงินเดือนและสวัสดิการอื่น ๆ อยู่ในระดับมาก 2.อาจารย์ที่มีเพศต่างกัน อายุต่างกัน และสถานภาพสมรสต่างกัน มีความต้องการโดยรวมทุกด้านและในแต่ละด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนอาจารย์ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความต้องการโดยรวมทุกด้านและในแต่ละด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีความต้องการโดยรวม ทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็น รายด้านพบว่าอาจารย์ มีความต้องการด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตครู และด้านการส่งเสริมขวัญและกำลังใจ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อทดสอบเป็นรายคู่ พบว่าอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่ำกว่า 10 ปี มีความต้องการสูงกว่าอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน 10-20 ปี และอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่ำกว่า 10 ปี มีความต้องการแตกต่างจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน 10-20 ปี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.07 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.13 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.11 MB)
404กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.08 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.13 MB)
606สารบัญตาราง.pdf ( 0.19 MB)
707บทที่ 1.pdf ( 0.40 MB)
808บทที่ 2.pdf ( 1.01 MB)
909บทที่ 3.pdf ( 0.39 MB)
1010บทที่ 4.pdf ( 0.96 MB)
1111บทที่ 5.pdf ( 0.48 MB)
1212เอกสารอ้างอิง.pdf ( 0.18 MB)
1313ภาคผนวก ก.pdf ( 0.31 MB)
1414ภาคผนวก ข.pdf ( 0.07 MB)
1515ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.07 MB)
14
การออกแบบและพัฒนารูปแบบกระเป๋าจากผ้าไหมสุรินทร์
Design and develop the style of apparel from Surin's silk
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ัชชัย แสงน้ำเพชร, วันดี มาตสถิตย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ITFD_54_16.pdf ( 26.85 MB)
15
ชีวิตที่พอเพียงในมุมมองของนักศึกษาภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
Sufficient lives in globalization from students point of view
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : วิวรรณ ธรณี, ปราณี ประวิชพราหมณ์, ภาวิณี อุ่นวัฒนา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำความเข้าใจวิธีคิด มุมมองของนักศึกษาต่อความพอเพียง โดยมีประเด็นคำถามเบื้องต้นในการศึกษา คือ ความหมายของความพอเพียงในมุมมองของนักศึกษาคืออะไร นักศึกษามีการเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพอเพียงจากแหล่งใดบ้าง และพฤติกรรมการดำรงชีวิตแบบพอเพียงของนักศึกษามีลักษณะอย่างไร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล มีการวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ การสังเกตุการณ์ และการสนทนากลุ่ม ในกลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่อาศัยอยู่หอพัก จำนวน 30 คน ผลการศึกษาพบว่านักศึกษาให้ความหมายต่อความพอเพียงคือการมีความสุขในชีวิต, ความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่/เป็นอยู่, การประมาณศักยภาพ/ความสามารถของตน และชีวิตที่พอเพียงได้ด้วยเงิน โดยนักศึกษามีมุมมองต่อความพอเพียงแตกต่างกันเนื่องมาจากการอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม สภาพสังคมที่แต่ละคนได้ผ่านประสบการณ์ชีวิต ที่กำหนดระบบคุณค่าและโลกทัศน์ของนักศึกษา การเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพอเพียงของนักศึกษาประกอบด้วยเงื่อนไข 2 อย่าง คือเงื่อนไขที่มาจากตัวของนักศึกษา และเงื่อนไขที่มาจากการขัดเกลาทางสังคม ทั้งการขัดเกลาทางตรงและการขัดเกลาทางอ้อม ได้แก่การขัดเกลาจากครอบครัว สถาบันการศึกษา กลุ่มเพื่อน และสื่อสารมวลชน ที่มีอิทธิพลในการหล่อหลอมความคิด ทำให้นักศึกษาเกิดความซึมซับยอมรับ และนำมาปฎิบัติต่อไป ส่วนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงของนักศึกษามีหลายรูปแบบ โดยแต่ละคนจะเลือกใช้แนวทางการดำเนินชีวิตที่มาจากการหาจุด "พอดี" ให้กับตนเองที่มีลักษณะครอบคลุมทางด้านเศรษฐกิจคือการวางแผนทางการเงิน, มีการใช้จ่ายอย่างมีสติ และการหารายได้เสริม ด้านสังคมคือ การเลือกคบเพื่อน และการสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อน ด้านวัฒนธรรมคือรู้เท่าทันวัฒนธรรมอื่น พอเพียงแบบไม่ตกยุคสมัย ด้านจิตใจคือ การบริหารเวลาของชีวิต มีความเอื้ออาทร และด้านสิ่งแวดล้อมคือ รักษาสาธารณสมบัติของสาธารณะ การอนุรักษ์พลังงาน การศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบที่สำคัญคือประเด็นวิธีคิดในการใช้ชีวิตของนักศึกษาว่าไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระไปเสียทั้งหมด พวกเขาไม่ได้หลงใหล คลั่งไคล้กระแส/แฟชั่น โดยปราศจากเหตุผลรองรับ พวกเขาใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันที่มีการประเมินตนเอง รู้เท่าทัน ปรับตัว ได้ตามกระแสสังคม ตลอดจนมีการประยุกต์หลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันตามสถานการณ์ ที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะสม ดังนั้นการทำความเข้าใจในประเด็นการใช้ชีวิตของนักศึกษาในสังคมปัจจุบันนี้ ควรจะศึกษาความเป็นตัวตนของนักศึกษาเป็นกรณีๆไป และควรให้ความสำคัญกับ วิธีคิด การก่อรูปก่อร่างวิถีการใช้ชีวิตในระดับชีวิตประจำวันที่พวกเขาสามารถที่จะเลือก/ออกแบบให้กับตนเองท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง จะช่วยทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้ชีวิตของพวกเขามากขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101ชื่อเรื่อง.pdf ( 0.08 MB)
202บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.13 MB)
303บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.08 MB)
404กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.08 MB)
505สารบัญ.pdf ( 0.14 MB)
606บทที่ 1.pdf ( 0.30 MB)
707บทที่ 2.pdf ( 1.62 MB)
808บทที่ 3.pdf ( 0.45 MB)
909บทที่ 4.pdf ( 1.65 MB)
1010บทที่ 5.pdf ( 1.36 MB)
1111บทที่ 6.pdf ( 0.45 MB)
1212บรรณานุกรม.pdf ( 0.25 MB)
1313ภาคผนวก.pdf ( 0.37 MB)
1414ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.08 MB)

Search within results