Search Result 267 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาพันธุ์ความบริสุทธิ์ของผักกาดเขียวกวางตุ้งสายพันธุ์ราชมงคล 1 และปรับปรุงสายพันธุ์ใหม่
Cultival Purification of R.M. 1 and Improvement of New Variety of Pak-Choi (Brassica chinensis Linn var parachinensis (Bailley Tsen & Lee)
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : นุลักษณ์ ขนบดี, พองาม เดชคำรณ, พรนิภา เลิศศิลป์มงคล, ปัทมา ศิริธัญญา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การพัฒนาพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งประเภทบริโภคดอกและใบโดยได้ดำเนินการจำนวน 2 ประชากร ประชากรที่ 1 การพัฒนาความบริสุทธิ์ของผักกาดเขียวกวางตุ้งสายพันธุ์ราชมงคล 1 โดยการคัดเลือกแบบเก็บรวม รอบที่ 10 ระหว่าง ตุลาคม พ.ศ. 2545 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2546 จากการคัดเลือกได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ 1.5 กิโลกรัม ประชากรที่ 2 ทำการพัฒนาสายพันธุใหม่โดยวิธีการคัดเลือกพันธุ 2 วิธี คือ วิธีที่ 1. การคัดเลือกแบบจดบันทึกประวัติ ชั่วที่ 2 และ 3 วิธีที่ 2 คือ การคัดเลือกแบบเก็บรวม 3 รอบ จากนั้นทำการทดสอบความก้าวหน้าของสายพันธุ์ที่คัดเลือกที้ง 2 วิธี วางแผนการทดสอบแบบวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม 3 ช่วงเวลา ดังนี้ กันยายน ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 มกราคม ถึง มีนาคม พ.ศ. 2546 และพฤษภาคม ถึง สิงหาคม พ.ศ.2546 ผลการทดสอบความก้าวหน้าของสายพันธุ์ที่คัดเลือกแบบบันทึกประวัติ ชั่วที่ 2 และ 3 พบว่าช่วงเวลามีอิทธิพลต่อจำนวนแขนงต่อต้น และช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยว สายพันธุ์ที่คัดเลือกมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในลักษณะผลผลิตต่อไร่ จำนวนแขนงดอกต่อต้น อายุเก็บเกี่ยวและช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยว มีความแตกต่างกันทางสถิติของปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลากับสายพันธุ์ในทุกลักษณะ ยกเว้น จำนวนแขนงต่อต้นและอายุเก็บเกี่ยว สายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้ให้ผลผลิติตั้งแต่ 3.4 ต้นต่อไร่ ได้แก่ สายพันธุ์ BCP009/BCP012 - # - # BCP009/BCP012 - # - # - # BCP009- 1 - # BCP009/BCP003 - # - # - # และ BCP007/BCP004 - # - # -# ตามลำดับ การทดสอบความก้าวหน้าของสายพันธุ์ที่คัดเลือกแบบเก็บรวม 3 รอบ พบว่า ช่วงเวลามีอิทธิพลต่อทุกลักษณธที่ศึกษา ยกเว้น จำนวนแขนงที่มีดอกต่อต้น สายพันธุ์มีความแตกต่างกันทางสถิติในลักษณะจำนวนแขนงที่มีดอกต่อต้น อายุเก็บเกี่ยวและช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยว พบความแตกต่างกันทางสถิติของปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลากับสายพันธุ์ในทุกลักษณธ ยกเว้นน้ำหนักต่อต้นและแขนงต่อต้น สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง เท่ากับ 2.3 ตันต่อไร่ คือ สายพันธุ์ที่คัดเลือกแบบเก็บรวม 3 รอบ และพันธุ์มาตรฐาน BCP014
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cultival.pdf ( 0.30 MB)
2
เครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิงจากเศษผงถ่านดำ เล่ม 1
Fuel block compressor from dust of black charcoal
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : สัน นาคแถมทอง, รังสรรค์ ใจรักษา, วีระพันธุ์ กันทะมูล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบสร้างและทดสอบเครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิงจากเหง้ามันสำปะหลัง ประกอบไปด้วยมอเตอร์ขนาด 3 แรงม้า ใช้ขับปั้มไฮดรอลิกส์ วาล์วควบคุม 4 ทิศทาง 3 ตำแหน่ง ถังบรรจุน้ำมันไฮดรอลิกส์มีขนาดความสูง 390 mm กว้าง 120 mm กระบอกไฮดรอลิกส์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 mm อุปกรณ์ของชุดอัดแท่งเชื้อเพลิง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 mm ความยาว 190 mm จำนวน 2 ชุด ชุดละ 6 กระบอก ชุดแรกภายในกระบอกจะทำเป็นลายเมื่ออัดถ่านออกมาถ่านจะมีลายตามกระบอกและมีรูตรงกลาง ชุดที่สองจะมีแต่รูตรงกลาง ไม่มีลาย ระบบควบคุมของเครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิง มี 2 ระบบคือ ควบคุมโดยใช้แรงจากมอเตอร์และควบคุมโดยใช้แรงจากคน วิธีการสดสอบ ใช้ผงถ่านธรรมดาและผงถ่านที่ได้จากเหง้ามันสำปะหลัง โดยนำมาผสมแบบที่ 1 ผงถ่าน 60 % แป้งเปียก 40 % และแบบที่ 2 อัตราส่วนผงถ่าน 80 % แป้งเปียก 20 % โดยใช้ความดันในการอัด คือ 250 ? 300 และ 350 lb/in2 พบว่าเวลาในการอัดนับตั้งแต่เริ่มเดินเครื่องจนถึงการเอาถ่านออก คือ 31 ? 41 วินาที โดยมีอัตราการผลิต 6 ก้อน/ครั้ง ถ่านที่ได้ออกมาจะมีความยาวอยู่ประมาณ 9.7 ? 11.8 cm เส้นผ่าศูนย์กลางถ่าน 4 cm มีความหนาแน่น 0.037 ? 0.04 kg/ m3 และช่างแรงดันที่ดีที่สุดคือ 300 lb/in2 แท่งเชื้อเพลิงที่ได้จะมีความหนาแน่นที่ดีและขนาดสวยงาม มีความแข็งแรงดีกว่าช่วงแรงดันอื่น ๆ ทดสอบค่าความร้อนเมื่อนำไปใช้ในเตาอังโล่และการทดสอบการรับแรงพบว่าถ่านที่อัดจากผงถ่านเหง้ามันสำปะหลังให้กำลังงานความร้อนโดยใช้เวลาเร็วกว่าถ่านจากผงถ่านไม้ โดยใช้เกณฑ์การเปรียบเทียบโดยกำหนดอุณหภูมิและจับเวลาผลที่ได้คือแท่งเชื้อเพลิงที่ได้จากเหง้ามันสำปะหลังใช้เวลาในการต้มน้ำน้อยกว่าถ่านจากไม้ 32 วินาทีและผลการรับแรงอัดระหว่างแท่งเชื้อเพลิงจากเหง้ามันสำปะหลังและถ่านไม้จะเห็นว่ามีการรับแรงอัดที่ใกล้เคียงกันทั้ง 2 ประเภท
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 0.38 MB)
2สารบัญ.pdf ( 2.15 MB)
3บทที่ 1.pdf ( 0.78 MB)
4บทที่ 2.pdf ( 21.37 MB)
5บทที่ 3.pdf ( 26.19 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 2.59 MB)
7บทที่ 5.pdf ( 0.94 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.28 MB)
9ภาคผนวก.pdf ( 9.49 MB)
3
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา Computer Programming 1 ของนักศึกษาภาคปกติ และภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ชัชฎาพร ปุกแก้ว
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้สำหรับวิชา Computer Programming 1 ของสาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่ เพื่อศึกษาถึงคุณลักษณะของผู้เรียนและการเรียนรู้ เพื่อศึกษาถึงคุณลักษณะของผู้สอน กระบวนการจัดการเรียนการสอน และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาภาคปกติ และภาคสมทบ สำหรับวิชา Computer Programming 1 ของสาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบทดสอบจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งได้จากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purpose Sampling) จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักศึกษาสาขาระบบสารสนเทศชั้นปีที่ 1 ภาคปกติและภาคสมทบ จำนวน 24 คน และ 20 คน ตามลำดับ กลุ่มผู้บริหารจำนวน 10 ราย และกลุ่มอาจารย์ในสาขาระบบสารสนเทศ จำนวน 4 ราย ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบความแตกต่างด้วยวิธี Independent-Sample t-test หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วยวิธี Correlation และทดสอบที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 และ 0.05 การแจกแจงความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) การวิจัยครั้งนี้พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาภาคปกติ และภาคสมทบ สำหรับวิชา Computer Programming 1 ของสาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่ มีความแตกต่างกัน ผู้วิจัยได้ค้นพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาภาคปกติและภาคสมทบ สำหรับวิชา Computer Programming 1 ของสาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับเกรดเฉลี่ยสะสมเมื่อจบการศึกษาระดับการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้สำหรับวิชา Computer Programming 1 ของสาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่ เพื่อศึกษาถึงคุณลักษณะของผู้เรียนและการเรียนรู้ เพื่อศึกษาถึงคุณลักษณะของผู้สอน กระบวนการจัดการเรียนการสอน และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาภาคปกติ และภาคสมทบ สำหรับวิชา Computer Programming 1 ของสาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบทดสอบจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งได้จากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purpose Sampling) จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักศึกษาสาขาระบบสารสนเทศชั้นปีที่ 1 ภาคปกติและภาคสมทบ จำนวน 24 คน และ 20 คน ตามลำดับ กลุ่มผู้บริหารจำนวน 10 ราย และกลุ่มอาจารย์ในสาขาระบบสารสนเทศ จำนวน 4 ราย ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบความแตกต่างด้วยวิธี Independent-Sample t-test หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วยวิธี Correlation และทดสอบที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 และ 0.05 การแจกแจงความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) การวิจัยครั้งนี้พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาภาคปกติ และภาคสมทบ สำหรับวิชา Computer Programming 1 ของสาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่ มีความแตกต่างกัน ผู้วิจัยได้ค้นพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาภาคปกติและภาคสมทบ สำหรับวิชา Computer Programming 1 ของสาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพเชียงใหม่มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับเกรดเฉลี่ยสะสมเมื่อจบการศึกษาระดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ResearchReport All.pdf ( 2.16 MB)
4
รายวานการวิจัย เรื่องการประยุกต์ใช้แฟ้มสะสมงานประเมินผลการเรียน วิชาการเขียน1 ระดัวปริญญาตรี
The application of portfolio aeeessment for writing1 at undergraduate level
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : พรหทัย ตัณฑ์จิตานนท์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้แฟ้มสะสมงานประเมินผลการเรียนวิชาการเขียน 1 และศึกษาผลการใช้ตลอดจนคุณภาพของการประเมินในด้านความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี ของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ(การบัญชี) ชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสำรวจ แบบสังเกต แบบบันทึก เกณฑ์การให้คะแนน แบบฟอร์มเกณฑ์การให้คะแนน แบบประเมินความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ และ แบบสรุปความก้าวหน้าในการเขียนภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นและได้นำไปทดลองใช้ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป (SPSS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์แบบ สเปียร์แมน และค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย 7 ขั้นตอนตามลำดับคือ การวางแผนและเตรียมการ การเก็บรวบรวมและจัดระบบงาน การคัดเลือกและปรับเปลี่ยนผลงาน การจัดระบบแฟ้มผลงานดีเด่น การแสดงความคิดเห็นต่อผลงานและตรวจสอบความสามารถของตนเอง การประเมินผลงาน ตลอดจนการจัดนิทรรศการและแลกความก้าวหน้าในการเขียนภาษาอังกฤษ และช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการเรียนมากขึ้น และเมื่อพิจารณาถึงคุณภาพของการประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงานพบว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แทนค่าความเที่ยงตรงตามสภาพมีค่าเท่ากับ .985 และค่าความเชื่อมั่นในการให้คะแนนของผู้ประเมิน มีค่าเท่ากับ .941
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.03 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.05 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
4บทที่1.pdf ( 0.18 MB)
5บทที่2.pdf ( 1.46 MB)
6บทที่3.pdf ( 0.40 MB)
7บทที่4.pdf ( 0.80 MB)
8บทที่5.pdf ( 0.23 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.10 MB)
10ภาคผนวก.pdf ( 3.25 MB)
5
ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อผลสัมฤทธิ์ด้านความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษและทัศนคติในการเรียนวิชาการเขียน1
The effect of computer assisted instruction Lessons on the achievement of english writing ability and the attitude towards writing I
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : พรหทัย ตัณฑ์จิตานนท์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.25 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.61 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.51 MB)
4บทที่1.pdf ( 2.57 MB)
5บทที่3.pdf ( 2.30 MB)
6บทที่4.pdf ( 1.59 MB)
7บทที่5.pdf ( 3.11 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 2.78 MB)
9ภาคผนวก.pdf ( 4.38 MB)
10กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.36 MB)
11ประวัติ.pdf ( 0.63 MB)
12บทที่2-1.pdf ( 4.34 MB)
13บทที่2-2.pdf ( 4.84 MB)
14บทที่2-3.pdf ( 4.53 MB)
15บทที่2-4.pdf ( 3.61 MB)
6
การใช้แฟ้มสะสมงานเพื่อประเมินผลการเรียนรู้วิชา สถิติ 1 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตภาคพายัพ
Using Portfolios to Assess Statistics Learning Outcomes of Diploma in Rajamagala Institute of Technology. Northern Campus
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : ปาริชาติ บัวเจริญ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกรอบการออกแบบทางการประเมินผล สร้างแบบให้คะแนนชิ้นงาน ประเมินผลการเรียนรู้วิชาสถิติ1 โดยใช้แฟ้มสะสมงาน และศึกษาถึงความเห็นของนักศึกษาต่อการประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองเครื่องมือ ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 25 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลวิจัย ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาออกแบบผลิตภัฑณ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบให้คะแนนชิ้นงานและสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาคุณภาพของกรอบการออกแบบทางการประเมินผลทำโดยการหาค่าดัชณีความสอดคล้องเพื่อหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของแบบให้คะแนนชิ้นงานทำโดย การหาค่าดัชนีความสอดคล้องเพื่อหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และทำการวิเคราะห์ค่ามัประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น เพื่อหาความเชื่อมั่นของการให้คะแนนของผู้ให้คะแนน 1 คน และผู้ให้คะแนนหลายคน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปกบทคัดย่อและกิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.07 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.05 MB)
3บทที่1.pdf ( 0.08 MB)
4บทที่2.pdf ( 0.36 MB)
5บทที่3.pdf ( 0.24 MB)
6บทที่4.pdf ( 0.05 MB)
7บทที่5.pdf ( 0.05 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.03 MB)
9ภาคผนวก.pdf ( 1.14 MB)
7
การเปรียบเทียบพันธุ์ถั่วเหลืองพันธุ์คัดเลือก 12 พันธุ์ ในระบบการปลูกและสภาพแวดล้อมต่างกัน II การเปรียบเทียบพันธุ์ในฤดูฝน
Yield Trial 12 Selected Soybean Varieties under Varyibg Gropping System and Environment II Yield Trial 12 Soybean Varieties in Raing Season
งานวิจัย/Research report 2523
โดย : ภาพรรณ สุตาคำ, สุมาลี เทียมพิทักษ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การปลูกถั่วเหลือง 12 พันธุ์ในภาพดินดอนอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุดคือพันธุ์ 7207-2 ให้ 204.4 กิโลกรัม/ไร่ รองลงมาคือพันธุ์ สจ.2 ให้ 164 กิโลกรัม/ไร่ พันธุ์ 7024-2 ให้น้ำหนักเมล็ดสูงสุดคือ 18.0 กรัม/100 เมล็ด พันธุ์ สจ.2 ให้จำนวนฝักต่อต้นสูงคือให้ 81.0 ฝัก/ต้น พันธุ์ สจ.2 สูงสุดคือสูง 52.8 เซนติเมตร พันธุ์ 6-10 เตี้ยสุดคือ 27.07 เซนติเมตร พันธุ์ สจ.2 มีจำนวนข้อต่อต้นสูงที่สุดคือ 15.37 ข้อ และพันธุ์ 16-4, 6-10 มีวันออกดอก 50% เท่ากับ 31 วัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Soybean2.pdf ( 0.12 MB)
8
การพัฒนาโปรแกรมรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.)ประเภทโควตาภาคเหนือ 17 จังหวัด สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตภาคพายัพจังหวัดเชียงใหม่
The entrance program development of vocational diploma level for northern quota in 17 provinces Rajamangala institute of technology northern campus,Chiangmai
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : สมเกียรติ วงษ์พานิช
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การพัฒนาโปรแกรมรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) ประเภทโควต้าภาคเหนือ 17 จังหวัด ซึ่งลักษณะการทำงานของโปรแกรมจะเป็นแบบผู้ใช้คนเดียว (Stand Alone) โดยใช้โปรแกรมแยกออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลจะใช้โปรแกรม Microsoft Access 97 และส่วนที่เป็นโปรแกรมติดต่อระหว่างผู้ใช้กับฐานข้อมูลจะใช้โปรแกรม Microsoft Visual Basic 5.0 ในการสร้างฟอร์ม (Form) เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล และทำให้ข้อมูลเป็นมาตรฐานขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.02 MB)
2บทคัดย่อกิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.03 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.05 MB)
4บทที่1.pdf ( 0.05 MB)
5บทที่2.pdf ( 0.21 MB)
6บทที่3.pdf ( 0.14 MB)
7บทที่4.pdf ( 0.13 MB)
8บทที่5.pdf ( 0.04 MB)
9เอกสารอ้างอิง.pdf ( 0.02 MB)
10ภาคผนวก.pdf ( 0.28 MB)
9
อิทธิพลของสารเคมีคลุกเมล็ดที่มีต่อความสามารถในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ 2 พันธุ์
Effect of Chemical Seed Treatments on Storability in 2 Barley Seed Varieties
งานวิจัย/Research report 2533
โดย : พรนิภา เลิศศิลป์มงคล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การศึกษาถึงอิทธิพลของสารเคมีคลุกเมล็ดที่มีต่อความสามารถในการเก็บรักษาของเมล็ดพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ 2 พันธุ์ ได้ดำเนินการที่ห้องปฏิบัติการเมล็ดพันธุ์ งานพืชไร่-นา สถาบันวิจัยและ ฝึกอบรมการเกษตร จ.ลำปาง ระหว่างเดือน มีนาคม ถึง ธันวาคม 2533 วางแผนการทดลองแบบ split-split plot in CRD โดยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ บรบ.2 และอ่างขาง 1 มาคลุกด้วยสารเคมีป้องกันโรคแมลงต่างๆ ดังนี้ คือ เซฟวิน 85, พอสซ์ 25 ST ไวตาแวกซ์ และ ไดเทนเอ็ม-45 โดยใช้ทั้งสภาพเดี่ยวและร่วมกันในอัตรา 2, 10, 2 และ 2 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ 1 กิโลกรัมตามลำดับ หลังจากนั้นนำมาบรรจุในถุงกระดาษ และถุงพลาสติกและเก็บไว้ที่สภาพอุณหภูมิปกติและสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์เป็นเวลา 9 เดือน ผลการทดลองพบว่า ความชื้นของเมล็ดพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ทั้ง 2 พันธุ์นี้ในทุกๆ treatment จะมีความแตกต่างกันทางสถิติโดยที่ความชื้นของเมล็ดพันธุ์ที่บรรจุในถุงกระดาษจะมีความเปลี่ยนแปลงมากกว่าถุงพลาสติกและในสภาพอุณหภูมิปกติความชื้นของเมล็ดพันธุ์ จะมีการเปลี่ยนแปลงตามความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศภายนอกมากกว่าสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพทธ์ เมื่อเวลาของการเก็บรักษาเพิ่มขึ้น ชนิดของภาชนะและสภาพของการเก็บรักษา จะมีผลต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ทั้งที่คลุกและไม่คลุกด้วย สารเคมีป้องกันโรคแมลง ส่วนสารเคมีคลุกเมล็ดที่มีผลต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ทั้ง 2 พันธุ์ได้แก่ ไดเทนเอ็ม-45 พอสซ์ และเซฟวิน โดยทำให้ความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ลดลง และการใช้สารเคมีป้องกันโรคแมลงร่วมกันคลุกเมล็ดจะมีผลต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์มากขึ้น นอกจากนี้สารเคมีคลุกเมล็ด มีผลต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์มาก เมื่อความชื้นของเมล็ดเพิ่มขึ้น สำหรับสารเคมีป้องกันแมลง การใช้พอสซ์จะดีกว่าเซฟวิน ส่วนสารเคมีป้องกันโรคไวตาแวกซ์จะดีกว่าไดเทนเอ็ม-45 และกรณีที่ต้องใช้สารเคมีป้องกันโรคและแมลงร่วมกันการใช้พอสซ์ร่วมกับ ไวตาแวกซ์จะให้ผลดีกว่า treatment อื่นๆ ทั้งในสภาพอุณหภูมิปกติ และสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ChemicalSeed.pdf ( 1.12 MB)
10
การป้องกันกำจัดศัตรูผักกาดเขียวปลีโดยใช้สารสกัดจากพืชแบบพึ่งพาตนเองในพื้นที่จังหวัดลำปาง (ปีที่ 2)
Sustianable using botanical insecticide to controled insect pest of Brassica juncea in Lampang province.
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : ุณ โสตถิกุล, เจนจิรา จาติ, นรินทร์ กาวิชัย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
จากการวัดปริมาณโรทีนในรากหางไหลแบบต่างๆ ได้แก่ รากที่หนีบด้วยเครื่องหีบอ้อย รากแห้ง รากที่บดเป็นผง เปลือกรากและเนื้อรากพบว่ามีปริมาณโรทีโนนเท่ากับ 5.87 5.6 5.02 2.8 และ 1.7% เรียงตามลำดับ ซึ่งวัดด้วยเครื่อง HPLC จากนั้นจึงนำรากที่มีปริมาณโรทีโนนมากที่สุดไปทำการทดลองในแปลงของเกษตรกรที่นิคมกิ่วลมเขต 16 ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง ในช่วงเดือน มกราคม ? เมษายน 2547 โดยปลูกผักกาดเขียวปลีครั้งแรกเมื่อ 23 มกราคม 2547 ในพื้นที่ 1 งาน แล้วพ่นด้วยกรรมวิธีต่างๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตลอดฤดูปลูกและมีการปลูกครั้งที่ 2 เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2547 แล้วพ่นด้วยกรรมวิธีต่างๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อผักอยู่ในระยะกล้าจนถึงอายุ 30 วัน และพ่นสัปดาห์ละ 2 ครั้งเมื่อผักมีอายุมากกว่า 30 วันขึ้นไป กรรมวิธีต่างๆ ได้แก่ 1. รากแห้งหางไหล 200 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 2. รากหางไหลแห้ง + พริก + ดีปลี + ยาสูบ อย่างละ 200 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 3. รากหางไหลแห้ง 200 กรัม ผสมผงเชื้อแบคทีเรีย 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 4. น้ำผสมสารจับใบ (Tween 20 อัตรา 1 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร) จากการทดลองพบว่าทุกกรรมวิธีในการปลูกครั้งแรกทำให้จำนวนด้วงหมัดผักลดลงแตกต่างจากกรรมวิธีควบคุม โดยมีด้วงหมัดผักที่ได้จากการใช้สวิงจับหลังการพ่นมีจำนวนเท่ากับ 11.10 5.95 7.92 และ 24.21 ตัว/สวิงโฉบ 15 ครั้ง เรียงตามลำดับ จำนวนแผลที่ใบ ซึ่งเกิดจากการทำลายของแมลงที่อายุ 60 วัน มีจำนวนเท่ากับ 1527.0 846.5 1537.0 และ 3278.0 แผลต่อต้น เรียงตามลำดับ ส่วนน้ำหนัก ผลผลิตของผักกาดเขียวปลีมีค่าเท่ากับ 841.02 914.48 813.46 และ 645.51 กรัม/ต้น เรียงตามลำดับ ส่วนการทดลองในการปลูกผักเขียวปลีครั้งที่ 2 ผลการทดลองสอดคล้องกับการทดลองแรก โดยพบว่าจำนวนด้วงหมัดผักทุกกรรมวิธีลดลงแตกต่างจากกรรมวิธีควบคุม ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 15.81 10.64 19.04 และ 43.00 ตัว/สวิงโฉบ 15 ครั้ง เรียงตามลำดับ จำนวนแผลที่เกิดจากด้วงหมัดผักที่อายุ 60 วัน มีจำนวน 1661.50 1382.20 2030.75 และ 3276.75 แผล/ต้น เรียงตามลำดับ ส่วนน้ำหนักผลผลิตของผักกาดเขียวปลีทุกกรรมวิธีมีน้ำหนักมากกว่ากรรมวิธีควบคุม โดยมีน้ำหนักเท่ากับ 547.70 569.60 518.30 และ 465.2 กรัม/ต้น/10 ต้น เรียงตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Microsoft Word - การป้องกันกำจัดศัตรูผักกาดเขียวปลีโดยใช้สารสกัดจากพืช_ส่วนที่2_.pdf ( 0.13 MB)
11
การศึกษาปัญหาในการเรียนวิชาหลักการตลาดของนักศึกษาชั้นปีที่2 สาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ เชียงใหม่(จอมทอง)
the problems in learning marketing course of the 2nd year students, information system major, Rajamangala University of Technology Lanna (Chomthong)
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : อาภาศรี เทวตา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาในการเรียนวิชาหลักการตลาดของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ มหาวิทาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ เชียงใหม่ (จอมทอง) ทำการสํารวจโดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ มหาวิทาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ เชียงใหม่ (จอมทอง) จำนวน 134 คน ผู้วิจัยดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างและรวบรวม ข้อมูลด้วยตนเองและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาคือร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (One ? Sample T-test) ผลการศึกษา พบว่าปัญหาด้านสภาพแวดล้อมในการเรียน ได้แก่ขนาดของห้องเรียนที่ ใช้ในการเรียนการสอน จำนวนของนักศึกษาในห้องเรียน ความสะอาดของห้องเรียน อุณหภูมิในห้องเรียน และปริมาณแสงสว่างในห้องเรียน มีปัญหาอยู่ในระดับ ปานกลาง โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.8433 ปัญหาด้านสื่อการเรียนการสอน ได้แก่ ความทันสมัยของสื่อ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน จำนวนเครื่องฉายดิจิตอลที่ใช้ในการเรียนการสอน จำนวนเครื่องขยายเสียงที่ใช้ใน การเรียนการสอน จำนวนฉากรับภาพเครื่องฉายภาพที่ใช้ในการเรียนการสอน และจำนวนกระดาน ไวท์บอร์ดที่ใช้ในการเรียนการสอน มีปัญหาอยู่ในระดับ ปานกลาง โดยมีระดับ คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.4672 จากการวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปผลตามสมมุติฐานการวิจัยได้ว่า นักศึกษาชั้นปีที่2สาขา ระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ เชียงใหม่ (จอมทอง) มีปัญหาในการเรียนวิชาหลักการตลาดด้านสภาพแวดล้อมในห้องเรียน และปัญหาด้านสื่อ การเรียนการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.56 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.50 MB)
3กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.47 MB)
4สารบัญ.pdf ( 0.50 MB)
5บทที่ 1.pdf ( 0.49 MB)
6บทที่ 2.pdf ( 0.57 MB)
7บทที่ 3.pdf ( 0.51 MB)
8บทที่ 4.pdf ( 0.55 MB)
9บทที่ 5.pdf ( 0.51 MB)
10บรรณานุกรม.pdf ( 0.48 MB)
11ภาคผนวก.pdf ( 0.51 MB)
12
รายงานการวิจัย เรื่อง การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ไห้เนื้อหา 2 รูปแบบในวิชาวาดเขียนสร้างสรรค์ เรื่องการจัดองค์ประกอบสิลป์ สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกวิชานิเทศศิลป์
Development of computer-assisted instruction on composition in creativedrawing \\\\
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ชาญชัย ไชยซาววงษ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทำการออกแบบสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการจัดองค์ประกอบศิลป์ วิชาวาดเขียนสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกวิชานิเทศศิลป์ คณะวิชาเทคโนโลยีทัศนสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพจำนวน 2 รูปแบบ และศึกษาหาประสิทธิ์ภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2 รูปแบบ ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการจัดองค์ประกอบศิลป์ วิชาวาดเขียนสร้างสรรค์ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกวิชานิเทศศิลป์ คณะวิชาเทคโนโลยีทัศนสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพ จำนวน 2 รูปแบบ ที่ออกแบบสร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม และจากการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียน พบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีถึงดีมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.03 MB)
2กิตติกรรมกาศ.pdf ( 0.04 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.04 MB)
4บทที่1.pdf ( 0.06 MB)
5บทที่2.pdf ( 0.32 MB)
6บทที่3.pdf ( 0.17 MB)
7บทที่4.pdf ( 0.04 MB)
8บทที่5.pdf ( 0.04 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.02 MB)
10ภาคผนวก.pdf ( 0.43 MB)
13
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีเนื้อหา 2 รูปแบบในวิชาวาดเขียนสร้างสรรค์เรื่องการจัดองค์ประกอบศิลป์ หรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงแผนกวิชานิเทศน์ศิลป์
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : ชาญชัย ไชยชาววงษ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทำการออกแบบสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการจัดองค์ประกอบศิลป์ วิชาวาดเขียนสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกวิชานิเทศศิลป์ คณะวิชาเทคโนโลยีทัศนสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพจำนวน 2 รูปแบบ และศึกษาหาประสิทธิ์ภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2 รูปแบบ ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการจัดองค์ประกอบศิลป์ วิชาวาดเขียนสร้างสรรค์ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกวิชานิเทศศิลป์ คณะวิชาเทคโนโลยีทัศนสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพ จำนวน 2 รูปแบบ ที่ออกแบบสร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม และจากการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียน พบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีถึงดีมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปกบทคัดย่อและกิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.07 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.05 MB)
3บทที่1.pdf ( 0.08 MB)
4บทที่2.pdf ( 0.36 MB)
5บทที่3.pdf ( 0.24 MB)
6บทที่4.pdf ( 0.05 MB)
7บทที่5.pdf ( 0.05 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.03 MB)
9ภาคผนวก.pdf ( 1.14 MB)
14
รายงานผลการวิจัย การติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2530 วิทยาเขตภาคพายัพเชียงใหม่
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ดิเรก มานะพงษ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การวิจัยติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2530 โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญเพื่อต้องการทราบสถานภาพของผู้สำเร็จการศึกษา ซึ่งได้แก่ การมีงานทำ, อยู่ระหว่างรองาน, ไม่มีงานทำ, ศึกษาต่อ ตลอดจนการที่จะได้รับทราบปัญหาต่าง ๆ ทางวิชาการที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการทำงานหรือการศึกษาต่อจากการวิจัยพบว่า ในปีการศึกษา 2530 มีผู้สำเร็จการศึกษาจากแผนกวิชาต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 1,270 คน โดยแยกเป็น ระดับ ปวช.350 คน ระดับ ปวส. 890 คน ระดับปริญญาตรี 30 คน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อกกิตติกรรม.pdf ( 0.10 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.04 MB)
3บทที่1.pdf ( 0.11 MB)
4บทที่2.pdf ( 0.09 MB)
5บทที่3.pdf ( 0.98 MB)
6บทที่4.pdf ( 0.11 MB)
7ภาคผนวก.pdf ( 5.96 MB)
15
การติดตามผลบัณฑิตสาขาบริหารธุรกิจ-การจัดการทั่วไป คณะวิชาบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพ ปีการศึกษา 2535-2540
The follow-up of graduates in general management from the faculty of business administrator Rajamangala Institute of Technology Northern campus 1992-1997
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : นางดวงพร อ่อนหวาน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของบัณฑิตที่มีต่อการจัดการศึกษาของหลักสูตรสาขาสาขาบริหารธุรกิจ ? การจัดการทั่วไป ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของบัณฑิตในการนำความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาไปใช้ในการปฏิบัติงาน และรวมถึงการศึกษาความคิดเห็นของผู้บังคับบัญชาของบัณฑิตที่มีต่อความสามารถในการปฏิบัติงานของบัณฑิต การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถาม 2 ชุด โดยชุดที่ 1 ส่งให้กับบัณฑิต จำนวน 168 คน ได้รับตอบกลับมา 98 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 58.33 ชุดที่ 2 ส่งให้กับผู้บังคับบัญชาของบัณฑิต จำนวน 144 คน ได้รับตอบกลับมา 77 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 53.47 ผลการวิจัย พบว่าบัณฑิตมีความเห็นต่อการจัดการศึกษาของหลักสูตรอยู่ในระดับบดีมาก ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาในหลักสูตรสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ด้านผู้บังคับบัญชาของบัณฑิตมีความคิดเห็นว่าบัณฑิตมีความสามารถทางวิชาการอยู่ในระดับมากที่สุด มีความสามารถทางด้านเทคนิคทักษะและวิธีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากมีบุคลิกภาพและคุณลักษณะส่วนตัวอยู่ในระดับมากที่สุด และมีทัศนคติต่ออาชีพอยู่ในระดับมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.02 MB)
2กิตติกรรมประกาศบทคัดย่อ.pdf ( 0.07 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.08 MB)
4บทที่1.pdf ( 0.11 MB)
5บทที่2.pdf ( 0.08 MB)
6บทที่3.pdf ( 0.06 MB)
7บทที่4.pdf ( 0.41 MB)
8บทที่5.pdf ( 0.13 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.04 MB)
10ภาคผนวก.pdf ( 0.26 MB)

Search within results