Search Result 50 Found

  • Filters
 
1
รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาสถานภาพผู้สอบเข้าศึกษาต่อ วิทยาเขตเทคนิคภาคใต้ ปีการศึกษา 2529
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ณัฏฐพร สังขวาสี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf..pdf ( 4.00 MB)
2chap4.pdf..pdf ( 4.14 MB)
3chap4.1.pdf..pdf ( 1.77 MB)
4chap5.pdf..pdf ( 2.35 MB)
3
รายงานการวิจัย สถานภาพผู้สมัครสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้ ปีการศึกษา 2542
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : เกียรติคุณ สิทธิชัย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf.pdf ( 3.60 MB)
4
การวิเคราะห์ผลทางด้านเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวกลุ่ม 3 จังหวัด
Economic Impact from 3 Clustering Province of Tourism Industry Analysis
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : นายปิยะ เพชรสงค์ นายเกียรติขจร ไชยรัตน์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
บทคัดย่อ ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต 3 จังหวัดภาคใต้ ที่จัดทำขึ้นเป็นตารางที่สามารถแสดงให้เห็นภาพความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันระหว่างสาขาหรือกิจกรรมการผลิตต่างๆ ได้ ที่มีขนาด 16 กิจกรรมการผลิต โดยตาราง I/O ระดับจังหวัดนั้นจะแสดงให้เห็นภาพของโครงสร้างการผลิตภายในจังหวัดนั้นๆ ว่ามีโครงสร้างการใช้ปัจจัยการผลิตในแต่ละสาขาเป็นสัดส่วนเท่าใด รวมทั้งบอกถึงสัดส่วนการกระจายผลผลิตของจังหวัดนั้นว่ามีช่องทางการจำหน่ายผลผลิตเพื่อเป็นปัจจัยการผลิตในแต่ละกิจกรรมหรือเพื่อเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค (อุปสงค์ขั้นสุดท้าย) ให้แก่ครัวเรือน ภาครัฐบาล และธุรกิจต่างๆ ในท้ายที่สุดแล้วตาราง I/O ระดับจังหวัดยังสามารถสรุปผลได้อีกด้วยว่าจังหวัดนั้นมีศักยภาพในกิจกรรมการผลิตใดบ้าง และกิจกรรมใดที่ควรสนับสนุนหรือควรปรับปรุง ผลการวิเคราะห์สภาวะของเศรษฐกิจการผลิตภายใน 3 จังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคใต้สามารถสรุปศักยภาพภายในแต่ละจังหวัด ในด้านระดับการพึ่งพิงปัจจัยการผลิตภายในจังหวัดสำหรับกิจกรรมการผลิตสินค้าต่างๆ โดยพบว่าแต่ละจังหวัดจะมีกิจกรรมการผลิตที่มีการพึ่งพิงปัจจัยการผลิตภายในจังหวัดที่คล้ายคลึงกัน เนื่องจากทรัพยากรในพื้นที่ประกอบกับทำเลที่ตั้งมีความคล้ายกัน และหากพิจารณาเพิ่มเติมด้านมูลค่าผลผลิตที่แต่ละกิจกรรมผลิตได้ จะทำให้ทราบว่าในแต่ละจังหวัดมีกิจกรรมการผลิตที่มีศักยภาพคล้ายกัน และมีกิจกรรมที่ควรสนับสนุน สำหรับอุตสาหกรรมการบริการหรือการท่องเที่ยวของ 3 จังหวัดก็มีศักยภาพที่ควรสนับสนุนเช่นกันผลของความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจสามารถจำแนกกิจกรรมการผลิตของแต่ละจังหวัดที่ควรเป็นแหล่งอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมปลายน้ำ ที่ให้การสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิตซึ่งกันและกัน รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีศักยภาพเพื่อนำรายได้เข้ากลุ่มจังหวัดได้เพิ่มขึ้นดังนี้ อุตสาหกรรมต้นน้ำ การเกษตร การก่อสร้าง การปศุสัตว์ สวนผลไม้ อุตสาหกรรมกลางน้ำ คือ การก่อสร้าง อุตสาหกรรมไม้ อุตสาหกรรมปลายน้ำ คือ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ที่พักและร้านอาหาร และสาขากิจกรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการบริการหรือการท่องเที่ยวเป็นสาขาที่มีความเชื่อมโยงกับสาขากิจกรรมอื่นสูง สามารถส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ในอันดับที่ 4 จาก ทั้งหมด 16 สาขากิจกรรมและมีผลต่อการขยายตัวของระบบทางเศรษฐกิจประมาณ 1.027 ล้านบาท และหากพิจารณาสาขากิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องไม่ว่า ที่พักและร้านอาหาร การขนส่ง และการก่อสร้างมีผลต่อความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจทั้งสิ้นดังนั้นหากมีการสนับสนุนจากนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบภาคการบริการ ซึ่งคืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่ม 3 จังหวัดภาคใต้ต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก-โครงการวิจัยแก้ใหม่.pdf ( 0.09 MB)
2ส่ารบัญ.pdf ( 0.08 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.04 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
5บทคัดย่อ.pdf ( 0.04 MB)
6บทที่ [1].pdf ( 0.12 MB)
7บทที่ [2].pdf ( 0.25 MB)
8บทที่ [3].pdf ( 0.35 MB)
9บทที่ [4].pdf ( 0.21 MB)
10บทที่ [5].pdf ( 0.24 MB)
11บทที่ [6] สรุปและข้อเสนอแนะ.pdf ( 0.08 MB)
12บรรณานุกรม.pdf ( 0.08 MB)
13ภาคผนวก.pdf ( 0.02 MB)
14ตารางผนวกที่ ก.pdf ( 0.09 MB)
15ตารางผนวกที่ ข-1-7.pdf ( 0.09 MB)
16ตารางผนวกที่ ข-8-9.pdf ( 0.07 MB)
17ตารางผนวกที่ ข-10.pdf ( 0.07 MB)
18ตารางผนวกที่ ค.pdf ( 0.11 MB)
5
เปรียบเทียบลักษณะพันธุกรรมจากรูปแบบไอโซไซม์ของปลาตูหนาใน4จังหวัดภาคใต้
Conparision with Genetic Evidence of Isozyme Patterns in True eel (Anguilla spp.) at 4 Southern Provinces.
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ไรวรรณ วัฒนกุล, วัฒนา วัฒนกุล, จิโรจน์ พีระเกียรติขจร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1dc075.pdf ( 12.51 MB)
6
รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการ ผลของการใช้สาร NAA และ GA3 ที่ระดับความเข้มข้น ที่แตกต่างกันต่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตของผลมังคุด
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : สมพร ณ นคร นพ ศักดิเศรษฐ์ ชัยพร เฉลิมพักตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
บทคัดย่อ การใช้สาร GA3 และ NAA ที่ระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน ต่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตของผลมังคุด ทำการทดลอง ณ สถานีทดลองและฝึกงานนักศึกษาชุมพร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design, RCBD ) แบ่งทำการทดลอง 2 การทดลอง แต่ละการทดลองใช้ความเข้มของสาร NAA และ GA3 ที่ระดับความเข้มข้น 0, 25, 50, 75 และ 100 ppm ต้นมังคุดที่ใช้ทำการทดลองมีอายุ 15 ปี ทำการทดลอง 5 ซ้ำ ใช้มังคุด 1 ต้น เป็น 1 ซ้ำ โดยใช้ต้นมังคุดทำการทดลองละ 25 ต้น ผลการทดลองที่ 1 การใช้สาร GA3 ที่ระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน ต่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตของผลมังคุด ไม่พบความแตกต่างระหว่างการใช้สาร GA3 และไม่ใช้สาร การพัฒนาด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผล การพัฒนาของผลมังคุด ระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 2 หรือทั้งแต่หลังฉีดพ่นสารในระยะดอกบานจนถึงอายุ 90 วัน ไม่พบความแตกต่างกันทางสถิติ ด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผล แต่มีแนวโน้มการพัฒนาของผลของมังคุดที่ได้รับสาร GA3 มีการพัฒนาด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผล ได้ดีกว่าการไม่ใช้สาร แต่หลังจากการใช้สาร GA3 ไปแล้วเป็นระยะเวลา 90 และ 120 วัน พบว่าการใช้สาร GA3 มีผลต่อการพัฒนาของผลโดยมีค่าเฉลี่ยด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผล แตกต่างกันทางสถิติ การให้สาร GA3 ที่ระดับความเข้มข้น 50, 75, 100 และ 25 ppm มีค่าเฉลี่ยด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผลสูงสุดและตามลำดับ สำหรับน้ำหนักของเปลือก น้ำหนักเนื้อ และความหวานของเนื้อผล ค่าเฉลี่ยไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ผลการทดลองที่ 2 การใช้สาร NAA ที่ระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน ไม่พบความแตกต่างระหว่างการใช้สาร NAA และไม่ใช้สาร การพัฒนาด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผล การพัฒนาของผลมังคุด ระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 2 หรือทั้งแต่หลังฉีดพ่นสารในระยะดอกบานจนถึงอายุ 60 วัน ไม่พบความแตกต่างกันทางสถิติ ด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผล แต่มีแนวโน้มการพัฒนาของผลของมังคุดที่ได้รับสาร NAA มีการพัฒนาด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผล ได้ดีกว่าการไม่ใช้สาร แต่หลังจากการใช้สาร NAA ไปแล้วเป็นระยะเวลา 60, 90 และ 120 วัน พบว่าการใช้สาร NAA มีผลของค่าเฉลี่ยด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผล แตกต่างกันทางสถิติ โดยการให้สารที่ระดับความเข้มข้น 50 75 100 และ 25 ppm มีค่าเฉลี่ยด้านความกว้าง ความยาว และน้ำหนักผลสูงสุดและตามลำดับ ด้านน้ำหนักของเปลือก น้ำหนักเนื้อ การใช้สาร NAA ค่าเฉลี่ยมีความแตกกันทางสถิติกับผลมังคุดที่ไม่ได้รับสาร โดยการให้สารที่ระดับความเข้มข้น 50, 75, 100 และ 25 ppm มีค่าเฉลี่ยด้านน้ำหนักของเปลือก น้ำหนักเนื้อ สูงสุดและตามลำดับ และความหวานของเนื้อผลมีค่าเฉลี่ยไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.11 MB)
2ack.pdf ( 0.13 MB)
3chapter1-5.pdf ( 0.83 MB)
7
รายงานการวิจัย เรื่อง ?การจัดการความรู้และสำรวจแผนที่ศักยภาพมนุษย์ (Human Mapping) เพื่อการบริหารจัดการงานพัฒนาอย่างยั่งยืนและแก้ปัญหาความยากจนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง?
?Knowledge Management and Human Potential Mapping for Administration of Poverty Elimination in Pakpanang Basin?
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : สุวรรณี โภชากรณ์ บุสรินทร์ คูนิอาจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยเรื่องการจัดการความรู้และสำรวจแผนที่ศักยภาพมนุษย์(Human Potential Mapping) เพื่อการบริหารจัดการงานพัฒนาอย่างยั่งยืนและแก้ปัญหาความยากจนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง? มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจศักยภาพของประชาชนของแต่ละชุมชน และศึกษามูลเหตุและที่มาของศักยภาพที่มีในตัวบุคคล เพื่อศึกษาความสำเร็จของการนำศักยภาพของบุคคลไปใช้ในการพัฒนางานสร้างอาชีพ และค้นคว้าบันทึกองค์ความรู้ในตัวบุคคล ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นขุมความรู้ของชุมชนและจัดทำแผนที่ศักยภาพมนุษย์ (Human Mapping ) ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ทั้ง 13 อำเภอ ใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ อ.เมือง(บางส่วน) อ.ปากพนัง อ.เชียรใหญ่ อ.หัวไทร อ.ชะอวด อ.ร่อนพิบูลย์ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.พระพรหม อ.ลานสกา(บางส่วน) อ.จุฬาภรณ์ จังหวัดพัทลุง ได้แก่ อ.ควนขนุน อ. ป่าพะยอม และ จังหวัดสงขลา ได้แก่ อ. ระโนด สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการวิจัยครั้งนี้คือ บุคคลที่มีความรู้ความชำนาญและมีความเก่งในเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ ลุ่มน้ำปากพนังในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ปากพนัง อ.ชะอวด และ อ.ร่อนพิบูลย์ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเชิงก้อนหิมะ (Snowball Sampling) โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากการศึกษาเอกสารเป็นผู้ให้ข้อมูลคนแรก จนได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านแพทย์แผนไทย ด้านศิลปะพื้นบ้าน ด้านหัตถกรรม ด้านเกษตรแผนใหม่ และด้าน การบริหารจัดการชุมชน ผลจากการที่ได้ศึกษาวิจัย ในครั้งนี้พบว่า แหล่งที่มาของศักยภาพที่มีอยู่ในตัวบุคคลจะเกิดการสืบทอดความรู้มาจากบรรพบุรุษ และส่วนใหญ่องค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมานั้นคือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน นอกจากนี้ความรู้บางส่วนยังได้แสวงหาจากผู้เฒ่าผู้แก่และผู้รู้ในชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ การสอบถาม แลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่มอาชีพเดียวกันและใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบครูพักลักจำ การนำความรู้ที่ตนเองมีนั้นช่วยเหลือบุคคลอื่นในชุมชนแฝงในรูปของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ข้อห้าม และความเชื่อต่างๆ สำหรับการถ่ายทอดแบ่งปันความรู้นั้น ใช้กระบวนการถ่ายทอดความรู้ในลักษณะของการบอกเล่าการให้เข้าร่วมประสบการณ์จริง และให้ลงมือปฏิบัติ สำหรับการจัดการความรู้ ไม่มีการรวมกลุ่มของกลุ่มอาชีพเดียวกันอย่างที่ชัดเจน และยังขาดในเรื่องของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม การนำความรู้ไปใช้นั้น แฝงในรูปของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ข้อห้าม และความเชื่อต่างๆอยู่ ส่วนการถ่ายทอดแบ่งปันความรู้นั้นไม่มีการถ่ายทอดแบ่งปันความรู้ที่ชัดเจน การจัดการความรู้ แต่องค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะลดลงไป เพราะสภาพสังคมและวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งยังขาดการสนับสนุนและการกระตุ้นจากองค์กรภาครัฐในท้องถิ่นและมีแนวโน้มของการสูญหายของภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้นหากจะให้องค์ความรู้เหล่านี้ยั่งยืนต่อไป และไม่ให้สูญหาย จะต้องสร้างพลังให้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาเหล่านี้ และส่งเสริมสนับสนุน เข้าไปจัดการเกี่ยวกับความรู้อย่างต่อเนื่องและมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการผลของการนำศักยภาพไปพัฒนาอาชีพในชุมชน พบว่า ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในตัวบุคคลแต่ละคนนั้นสามารถนำไปใช้การสร้างอาชีพ หรือพัฒนาอาชีพทั้งของตนเองและของบุคคลอื่นได้อีกมากมาย ซึ่งจะออกมาในรูปแบบกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้กับบุคคลอื่น โดยศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองเพื่อการพัฒนาอาชีพ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าศักยภาพมนุษย์ หรือองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ นั้นหากสามารถดึงความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลออกมารวบรวมให้เป็นขุมความรู้ และนำออกมาใช้ได้นั้น ชุมชนก็จะสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปกรายงานการวิจัย.pdf ( 0.07 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.05 MB)
3คำนำ.pdf ( 0.05 MB)
4Abtract.pdf ( 0.02 MB)
5บทคัดย่อ.pdf ( 0.06 MB)
6รายงานฉบับสมบูรณ์ บทที่ 1.pdf ( 0.10 MB)
7รายงานฉบับสมบูรณ์ บทที่ 2.pdf ( 0.32 MB)
8รายงานฉบับสมบูรณ์ บทที่ 3.pdf ( 0.10 MB)
9รายงานฉบับสมบูรณ์ บทที่ 4.pdf ( 0.95 MB)
10รายงานฉบับสมูบณ์ บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
11ภาคผนวก.pdf ( 0.08 MB)
12บรรณานุกรม.pdf ( 0.06 MB)
8
รายงานการวิจัย การพัฒนาสูตรเครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้(Mocktail) ในท้องถิ่น และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
Improving local fruits Mocktail Recipes Using for Commerce
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : นางชญาดา เฉลียวพรหม และคณะ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
บทคัดย่อ ปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวและให้ความสาคัญกับสุขภาพมากขึ้น เน้นการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เครื่องดื่มน้าผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมดื่มมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ ภาคใต้ของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์มีพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้สามารถเพาะปลูกได้หลากหลายชนิดมีผลผลิตตลอดทั้งปี ในแต่ละปีก็มีผลผลิตออกเป็นจานวนมาก การพัฒนาสูตรเครื่องดื่มผสมน้าผลไม้ (Mocktail) ในท้องถิ่นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทาให้ผู้บริโภคได้บริโภคเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาและคิดค้นสูตรเครื่องดื่มผสมจากน้าผลไม้ในท้องถิ่นแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมน้าผลไม้ในท้องถิ่น แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ โรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะทางเคมีของน้าผลไม้แต่ละชนิด ด้านปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด พบว่าน้าเงาะ น้าลองกอง และน้ามังคุดมีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดใกล้เคียงกันโดยอยู่ในช่วง 18.0-20.9 องศาบริกซ์ แต่น้ามังคุดมีรสหวานอมเปรี้ยวเนื่องจากมีค่าความเป็นกรด-ด่าง ต่ากว่า ส่วนน้าสับปะรด น้าส้มโชกุน และน้าฝรั่งมีของแข็งละลายได้ทั้งหมด รองลงมาคือ 15.4 ± 0.2 , 10.0 ± 0.2 และ 9.1 ± 02 องศาบริกซ์ ตามลาดับ ส่วนน้ามะม่วงเบา พบว่ามีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด 7.9 ± 0.1 องศาบริกซ์ แต่มีรสชาติเปรี้ยวมาก เนื่องจากมีค่าความเป็นด่างเพียง 1.18 ± 0.02ราคาของวัตถุดิบมีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบพบว่าน้าฝรั่งมะม่วงเบาฟิซมีต้นทุนการผลิตสูงสุดคือ 14.24 บาทและน้ามะม่วงเบาโซดามีต้นทุนต่าสุดคือ 4.80 บาท ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมดื่มน้าผลไม้อยู่ในระดับปานกลาง เครื่องดื่มผสมน้าผลไม้ที่นิยมดื่มมากที่สุดคือน้าส้ม และให้ความสาคัญกับเครื่องหมาย รับรองคุณภาพ อย. รองลงมาคือการระบุวันหมดอายุ และข้อมูลโภชนาการตามลาดับ นิยมซื้อสินค้าจากซุปเปอร์มาเก็ต/ร้านค้า และปริมาณที่ซื้อมากที่สุดคือ 100 ซีซี. ช่วงอายุน้อยกว่า 20 ปีนิยมดื่มเครื่องดื่มผสมน้าผลไม้มากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.07 MB)
2ack.pdf ( 0.05 MB)
3cont.pdf ( 0.08 MB)
4บทคัดย่อ1.pdf ( 0.08 MB)
5chap.pdf ( 0.73 MB)
6chap1.pdf ( 0.18 MB)
7chap3.pdf ( 0.10 MB)
8chap4.pdf ( 0.39 MB)
9chap5.pdf ( 0.11 MB)
10ref.pdf ( 0.11 MB)
11app.pdf ( 2.83 MB)
12vit.pdf ( 0.10 MB)
9
รายงานการวิจัย การพัฒนาสูตรเครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้(Mocktail) ในท้องถิ่น และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
Improving local fruits Mocktail Recipes Using for Commerce
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : นางชญาดา เฉลียวพรหม และคณะ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
บทคัดย่อ ปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวและให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น เน้นการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เครื่องดื่มน้ำผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมดื่มมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ ภาคใต้ของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์มีพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้สามารถเพาะปลูกได้หลากหลายชนิดมีผลผลิตตลอดทั้งปี ในแต่ละปีก็มีผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก การพัฒนาสูตรเครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้ (Mocktail) ในท้องถิ่นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคได้บริโภคเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาและคิดค้นสูตรเครื่องดื่มผสมจากน้ำผลไม้ในท้องถิ่นแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้ในท้องถิ่น แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ โรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะทางเคมีของน้ำผลไม้แต่ละชนิด ด้านปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด พบว่าน้ำเงาะ น้ำลองกอง และน้ำมังคุดมีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดใกล้เคียงกันโดยอยู่ในช่วง 18.0-20.9 องศาบริกซ์ แต่น้ำมังคุดมีรสหวานอมเปรี้ยวเนื่องจากมีค่าความเป็นกรด-ด่าง ต่ำกว่า ส่วนน้ำสับปะรด น้ำส้มโชกุน และน้ำฝรั่งมีของแข็งละลายได้ทั้งหมด รองลงมาคือ 15.4 ± 0.2 , 10.0 ± 0.2 และ 9.1 ± 02 องศาบริกซ์ ตามลำดับ ส่วนน้ำมะม่วงเบา พบว่ามีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด 7.9 ± 0.1 องศาบริกซ์ แต่มีรสชาติเปรี้ยวมาก เนื่องจากมีค่าความเป็นด่างเพียง 1.18 ± 0.02ราคาของวัตถุดิบมีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบพบว่าน้ำฝรั่งมะม่วงเบาฟิซมีต้นทุนการผลิตสูงสุดคือ 14.24 บาทและน้ำมะม่วงเบาโซดามีต้นทุนต่ำสุดคือ 4.80 บาท ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมดื่มน้ำผลไม้อยู่ในระดับปานกลาง เครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้ที่นิยมดื่มมากที่สุดคือน้ำส้ม และให้ความสำคัญกับเครื่องหมาย รับรองคุณภาพ อย. รองลงมาคือการระบุวันหมดอายุ และข้อมูลโภชนาการตามลำดับ นิยมซื้อสินค้าจากซุปเปอร์มาเก็ต/ร้านค้า และปริมาณที่ซื้อมากที่สุดคือ 100 ซีซี. ช่วงอายุน้อยกว่า 20 ปีนิยมดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้มากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11หน้าปก.pdf ( 0.07 MB)
2กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
3บทคัดย่อ1.pdf ( 0.08 MB)
4สารบัญ.pdf ( 0.08 MB)
5บทที่ 1.pdf ( 0.18 MB)
6บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง.pdf ( 0.73 MB)
7บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย.pdf ( 0.10 MB)
8บทที่ 4 ผลและวิจารณ์ผลทดลอง .doc ( 0.39 MB)
9บทที่ 4 ผลและวิจารณ์ผลทดลอง 2.pdf ( 0.39 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.11 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
12ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.10 MB)
139ภาคผนวก.doc 2.pdf ( 2.83 MB)
11
รายงานการวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของธุรกิจชุมชน กรณีศึกษากลุ่มบ้านเขาแก้ว
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ณีภัทรกมล เลิศเลอพงศ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1business.pdf ( 3.38 MB)
12
รายงานการวิจัยเรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขการพัฒนาบุคลากรสู่ตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น กรณีสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : รูญ สมบูรณ์, นิวัฒน์ ศิริกุล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 3.98 MB)
13
รายงานการวิจัย เรื่อง รูปแบบการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในการยกระดับ สมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ต่อการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอาเซียน กรณีศึกษา: นักศึกษาสาขาคหกรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ วิทยาเขตสงขลา
Patterns of Developing an English for Communication in Promoting the RMUTSV Undergraduates? Learning Competency towards ASEAN Labour Market, Case Study : Home Economics Students, Faculty of Liberal Arts, Songkhla Campus
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : พัชรินทร์ ฆังฆะ ไพพรรณ มุ่งศิริ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเพื่อยกระดับสมรรถนะการเรียนรู้ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กรณีศึกษา : สาขาคหกรรมศาสตร์ ด้วยชุดรูปแบบกิจกรรมทั้งในและนอกชั้นเรียน ศึกษาผลการใช้การวิจัยรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเพื่อยกระดับสมรรถนะการเรียนรู้ โดยดำเนินการด้วยการวิจัยและพัฒนามี 4 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นตอนที่2 การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 1 ชุด โดยดำ เนินการจัดการเรียนรู้เป็น 3 ขั้น ดังนี้ 1) ขั้นการส่งเสริมความรอบรู้ด้านภาษาและวิชาชีพ 2) ขั้นการปฏิบัติการดีมีประโยชน์ต่อสังคม 3) ขั้นการพัฒนาและเผยแพร่ผลงาน โดยจัดทำเป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฉบับร่าง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโครงร่างชุดการเรียนรู้และนำชุดการเรียนรู้ไปหาประสิทธิภาพ ขั้นตอนที่3 การทดลองใช้ โดยจำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม ๆ ละ 15 คน คือ กลุ่มทดลองที่ 1 นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่หลากหลายรวมจำนวนนักเรียนทั้งหมด 30 คน ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการประเมินตามรูปแบบซิป (CIPP Model) มี 4 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านบริบท 2) ด้านปัจจัยเบื้องต้น 3) ด้านกระบวนการ และ4) ด้านผลผลิต ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1) คณะผู้วิจัย ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 1 ชุด 2) ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สรุปผลดังนี้คือ 1) สมรรถนะของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)ความสามารถทางการทำโครงการทางภาษาและคอมพิวเตอร์ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) สมรรถนะทางการสื่อสารภาษาต่างประเทศ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความสามารถทางการทำโครงการภาษาและนำเสนอโดยทักษะทางคอมพิวเตอร์แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฉบับสมบูรณ์ตามรูปแบบซิป (CIPP Model)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.18 MB)
2บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.05 MB)
3บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.06 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.07 MB)
5สารบัญภาพ.pdf ( 0.06 MB)
6สารบัญตาราง.pdf ( 0.06 MB)
7สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
8คำนำ.pdf ( 0.07 MB)
9บทที่ 1 บทนำ.pdf ( 0.13 MB)
10บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฏี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง.pdf ( 0.18 MB)
11บทที่ 3 ขั้นตอนและวิธีดำเนินการศึกษา.pdf ( 0.12 MB)
12บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.pdf ( 0.15 MB)
13บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.pdf ( 0.15 MB)
14บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ.pdf ( 0.21 MB)
15บรรณานุกรมก.pdf ( 0.10 MB)
16ภาคผนวก ก.pdf ( 0.10 MB)
17ภาคผนวก ข.pdf ( 0.11 MB)
18ภาคผนวก ค.pdf ( 0.91 MB)
19ภาคผนวก ง.pdf ( 0.18 MB)
20ภาคผนวก จ.pdf ( 0.13 MB)
21ภาคผนวก ฉ.pdf ( 0.23 MB)
15
รายงานการวิจัย เรื่อง ?การศึกษาทัศนคติของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการเรียนการสอนคณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช?
?A Study of Students Attitude Towards The Process of Educational Management at Management Technology Faculty Rajamangala University of Technology Sivijaya, Campus Nakhon si Thammarat?
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : บุสรินทร์ คูนิอาจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
Abstract. Research in this study was to study "the attitudes of students towards the process of teaching and learning of Information Technology Management University Rajamangala Srivijaya Campus, Nakhon Si Thammarat, the Survey Research (Survey Research), using questionnaires as a tool in the collection. Collected information is intended to study the attitudes of students towards the process of learning and teaching of technology, management and education recommendations of the students with the process of learning and teaching of technology management for data from this study to improve. teaching and learning process to meet the needs of learners and the establishment Which was a sample with a sampling of simple (Sample Random Sampling) using the sample size if known population using the formula of Taro Yamane (1973) for the approximation of the proportion of population at the level of 95%. and the error level of 5% and significant at the 0.05 level. Samples of 400 samples. Data analysis methods, analysis and synthesis of information in the main descriptive data in the information about the status of students'' personal information in a sample of technology management to statistical analysis. ( Descriptive analysis of frequency and percentage of data about the comment that the process of learning and teaching of technology, all managed by five students from the Faculty of Management Technology was analyzed by determining the average To find the difference of the data in the measurement data distribution. The result of the research found that attitudes towards learning and teaching process and the following five aspects of the student teachers had negative attitude towards the process of learning and teaching, teacher No significant difference much as a whole were agreed at a high level with the average 3.87 when the participants agree that students with attitude teachers in most teachers have good relationship with the students. (average 4.00), but A A fire attitude that the lowest average number of teachers are suitable for teaching and learning (mean 3.71). Student attitude overall was agreed at a high level with the average 3.79 when the participants agree that student attitudes of teaching and learning at the highest level is a document lesson plans to explain the purpose scope of content. how subject teaching and evaluation classes for students to know (average 3.92) and percentage off attitude A mean minimum is a teaching method that motivates students interested in monitoring teaching and learning. And encourage students to have skills in science inquiry from various sources (mean 3.73). The course was. The students had a positive attitude towards learning and teaching process, curriculum. The total was agreed at a high level with the average 3.72 when the participants agree that students have the attitude of course average was the most consistent course content matches the current economic and social conditions. (Average 3.85) and percentage of A Fire attitude has the lowest average elasticity of subjects in the curriculum change was consistent with the needs of the labor market (average 3.70). Factors promote the teaching and learning that. Student attitudes toward the process learning factor promoting education as a whole were agreed at a moderate level by an average 3.78 when the participants agree that students have attitudinal factors promote the learning and teaching there. mean the most is the size and area of the classroom lab is appropriate (average 3.72) on the other students had attitudes that agree at a moderate level, but A A fire attitude that the average minimum is a computer there. sufficient number of students (mean 3.05). Evaluation of teaching and learning that. Student attitudes toward learning process of teaching evaluation teaching overall was agreed at a high level with the average 3.76 when the participants agree that student attitude evaluation of teaching and learning. The average most of the opportunity to express their opinions and share their experiences (mean 3.82), but A A failure attitude is the lowest. The process of examination clearly understandable (mean 3.75). About the need to develop teaching and learning process of management technology. Found that the students see that Teachers should dress as a role model for students and teachers should be taught at the insertion of morality and ethics. To be a good example for students Students also have ideas and want advisors recommend students to the internship preparation of training to learn how to work under such circumstances is really to benefit. the studies upon graduation and can be used to working effectively with their career progression with a reputation for his team as well. The need to develop teaching and learning process, students also are demanding more teachers should check students'' regular school hours. Guidelines are in the quality of teacher - teacher clearly. And faculty is committed and dedicated to teaching fully And teaching should be the duty of the instructor only because the students want teachers who are competent teachers need to develop their knowledge up-to-date progress of modern technology.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cov.pdf ( 0.06 MB)
2Abstract.pdf ( 0.05 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.05 MB)
4สารบัญตาราง.pdf ( 0.06 MB)
5Abstract.pdf ( 0.05 MB)
6ch1.pdf ( 0.12 MB)
7ch2.pdf ( 0.35 MB)
8ch3.pdf ( 0.17 MB)
9บทที่ 4 ทัศนคติ.pdf ( 0.15 MB)
10ch5.pdf ( 0.15 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.04 MB)
12ภาคผนวก ทัศนคติ.pdf ( 0.17 MB)

Search within results