Search Result 77 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาการพัฒนาระบบการเลี้ยงตะพาบน้ำและการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจการผลิตและการตลาดของตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน งานวิจัยที่ 1, 2, 3
Culturing System Development and Economic Analysis of Production and Marketing of Soft ? Shell Turtle (Trionyx sinensis) 1st Research, 2nd Research, 3rd Research
Text 2544
โดย : ษฎา อิสเหาะ, สุภาวดี โกยดุลย์, ทิพรัตน์ พงศ์ธนาพาณิช, วรรณนภา สมบุญสำราญ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย แต่ในปัจจุบันยังขาดข้อมูลพื้นฐานที่สามารถยืนยันได้แน่นอน เกี่ยวกับระบบการเลี้ยงตะพาบน้ำ เช่น อัตราการปล่อย การจัดการบ่อ อัตราการให้อาหาร ระดับเปอร์เซ็นต์โปรตีนในอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของตะพาบน้ำ โรคที่เกิดขึ้นกับตะพาบน้ำ การป้องกันและการรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ ต้นทุน ผลตอบแทน ระบบตลาด รวมทั้ง พ่อค้าคนกลาง เป็นต้น หากมีข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวนี้ก็จะทำให้ระบบการเลี้ยงตะพาบน้ำและธุรกิจตะพาบน้ำมั่นคงดีขึ้น งานวิจัยที่ 1 ศึกษาระดับโปรตีนในอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อของตะพาบน้ำโดยเลี้ยงลูกตะพาบน้ำอายุ 7 วัน ซึ่งมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 3.54 ? 3.56 กรัม เลี้ยงในถังไฟเบอร์ ขนาด 1 ตารางเมตร ในอัตรา 15 ตัว/ถัง และให้อาหารที่กำหนดระดับโปรตีนต่างกัน 5 ระดับ คือ 25, 30, 40, 45 และปลาเป็ดสด เป็นชุดควบคุมการทดลอง แต่ละชุดการทดลองมี 3 ซ้ำ เลี้ยงในระยะเวลา 16 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง 16 สัปดาห์ พบว่า ตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีระดับโปรตีน 40, 45 เปอร์เซ็นต์ และปลาเป็ดบด มีอัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีกว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีระดับโปรตีน 25 ? 35 เปอร์เซ็นต์ อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P<0.01) ส่วนต้นทุนค่าอาหารต่อการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อตะพาบน้ำ 1 กิโลกรัม ตลอดการทดลอง 16 สัปดาห์ พบว่าปลาเป็ดจะมี ต้นทุนค่าอาหารต่ำที่สุด รองลงมาคืออาหารซึ่งมีระดับโปรตีน 40, 45, 35, 30 และ 25 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ งานวิจัยที่ 2 ศึกษาความหนาแน่นที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และอัตราการรอดตายของตะพาบน้ำ โดยเลี้ยงตะพาบน้ำอายุ 52 วัน มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 11.34-11.47 กรัม ในถังไฟเบอร์ขนาด 1 ตารางเมตร โดยกำหนดอัตราความหนาแน่นของตะพาบน้ำที่ปล่อยแตกต่างกัน 4 ระดับ คือ 10, 15, 20 และ 25 ตัว/บ่อ แต่ละระดับความหนาแน่น จะทำการทดลอง 3 ซ้ำ เลี้ยงเป็นระยะเวลา 16 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง 16 สัปดาห์ พบว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงในอัตราความหนาแน่น 10 ตัว/ตารางเมตร จะมีอัตราการเจริญเติบโตและอัตราเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีกว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงในอัตราความหนาแน่น 15, 20 และ 25 ตัว/ตารางเมตร อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (p>0.01) ส่วนอัตราการรอดตายไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (P<0.01) โดยพบว่าทุกอัตราความหนาแน่นจะมีอัตราการรอดตายค่อนข้างสูง มีอัตราการรอดตายมากกว่า 85 % และต้นทุนค่าอาหารต่อการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อตะพาบน้ำ 1 กิโลกรัม พบว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงในอัตราความหนาแน่น 10 ตัว/ตารางเมตร จะมีต้นทุนค่าอาหารต่ำที่สุด รองลงมาคือ 25, 20 และ 15 ตัว/ตารางเมตรตามลำดับ งานวิจัยที่ 3 ศึกษาแหล่งโปรตีนที่เหมาะสมต่ออัตราการเจริญเติบโต และอัตราการรอดตายของตะพาบน้ำ โดยเลี้ยงลูกตะพาบน้ำอายุ 7 วัน ซึ่งมีน้ำหนัก 3.76 ? 4.07 กรัม ในถังไฟเบอร์ขนาด 1 ตารางเมตร ในอัตราความหนาแน่น 10 ตัว/ตารางเมตร โดยให้อาหารที่กำหนดระดับโปรตีนในอาหารเท่ากันทุกสูตร คือ มีระดับโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ แต่จะกำหนดสัดส่วนโปรตีนจากพืชและสัตว์ต่างกัน 4 ระดับ คือ 30:70, 50:50, 60:40 และ 70:30 แต่ละชุดการทดลองมี 3 ซ้ำ เลี้ยงเป็นระยะเวลา 16 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง 16 สัปดาห์ พบว่าอัตราการเจริญเติบโต ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (P>0.05) ส่วนอัตราการรอดตาย และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ พบว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีโปรตีนจากพืชและสัตว์ 30:70 จะมีค่าอัตราการรอดตาย และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีกว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีสัดส่วนโปรตีนจากพืชและสัตว์ 50:50 60:40 และ 70:30 อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P<0.01) สำหรับต้นทุนค่าอาหารต่อการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อตะพาบน้ำ 1 กิโลกรัม ตลอดการทดลอง 16 สัปดาห์ พบว่าอาหารที่มีสัดส่วนโปรตีนจากพืชและสัตว์ 30:70 จะมีต้นทุนค่าอาหารต่อการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อตะพาบน้ำ 1 กิโลกรัมต่ำสุด รองลงมาคือ 50:50, 60:40 และ 70:30 ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra029480.pdf ( 1.38 MB)
2
การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากสมุนไพรในการควบคุมแมลงศัตรูตำลึง 2 ชนิดในห้องปฏิบัติการ
Laboratory Study of Botanical Insecticides for Control Pests 2 Species of Coccinia grandis Wight & Arnott
Text 2542
โดย : กนก อุไรสกุล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การทดลองความเป็นพิษของสาร 8 ชนิดได้แก่ หางไหลแดง น้ำมันสะเดา สะเดาไทย 111 เอทธิลแอลกอฮอล์ 95% สะเดาสกัดด้วยไอน้ำ ตะไคร้หอมสกัดด้วยไอน้ำ แมงลักคาสกัดด้วยไอน้ำ และสาบเสือสกัดด้วยไอน้ำ กับ เต่าแตงแดง (Auracophora similes Oliver) ที่ความเข้มข้นร้อยละ 100 25 6.25 1.56 0.39 และ 0.09 พบว่า สารทดสอบที่ดีที่สุด 2 อันดับแรกที่ทำให้เต่าแตงแดงตายร้อยละ 50 เมื่อครบ 24 ชั่วโมง ได้แก่ หางไหลแดง และน้ำมันสะเดาความเข้มข้นร้อยละ 0.09 การทดสอบความเป็นพิษของสาร 7 ชนิด ได้แก่ หางไหลแดง สะเดา 111 สูตร 1 (สะเดาผสมแมงลักคา 1 ต่อ 1 โดยปริมาตรสกัดด้วยไอน้ำ) สูตร 3 (สะเดาผสมแมงลักคาผสมตะไคร้หอม 1 ต่อ 1 ต่อ 1 โดยปริมาตรสกัดด้วยไอน้ำ) สูตร 5 (สะเดาผสมตะไคร้หอม 1 ต่อ 1 โดยปริมาตรสกัดด้วยไอน้ำ) สูตร 7 (สะเดาผสมแมงลักคาผสมตะไคร้หอมผสมสาบเสือ 1 ต่อ 1 ต่อ 1 โดยปริมาตรสกัดด้วยไอน้ำ) และสูตร 8 (แมงลักคาผสมสาบเสือ 1 ต่อ 1 โดยปริมาตรสกัดด้วยไอน้ำ)กับ เพลี้ยอ่อนฝ้าย (Aphis gossypii Glov.) ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.09 พบว่าสารทดสอบที่ทำให้เพลี้ยอ่อนฝ้ายตายมากกว่าร้อยละ 95 ได้แก่ สารสกัด สูตร 7 และสูตร 8
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra037608.pdf ( 0.57 MB)
3
การศึกษาค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปีต่อเนื่องของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี
A Study of the Estimated Expenses of 2-Year Bachelor Degree Ecucation of the Students of Rajamangala University of Technology Subarnabhumi Phranakhon Si Ayutthaya, Wasukri Campus
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : าภรณ์ สุขอยู่, ภรภัทร์ ตันวีนุกูล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปีต่อเนื่อง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี ประชากรที่ใช้ในครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปีต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี ปีการศึกษา 2547 จำนวน 4,154 คน ผู้วิจัยได้ทำการสุ่มตัวอย่างจากประชากรโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ได้จำนวนตัวอย่าง 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ได้แก่แบบสอบถามค่าใช้จ่ายของนักศึกษาเกี่ยวกับค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1.นักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปีต่อเนื่อง ภาคปกติ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเกี่ยวกับค่าบำรุงการศึกษาและค่าหน่วยกิจ รวม 2 ปี เป็นเงิน 19,499.24 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเกี่ยวกับค่าอุปกรณ์การเรียนต่อภาคการศึกษา 2,533.33 บาท รวม 2 ปี เป็นเงิน 10,132.92 บาท ค่าที่พักอาศัยต่อเดือนประเภทบ้านเช่า หรือหอพัก เฉลี่ยต่อเดือน 681.56 บาท รวม 2 ปี เป็นเงิน 16,357.44 บาท ค่าอาหารเฉพาะตัวเฉลี่ยต่อวัน 61.94 บาท รวม 2 ปี เป็นเงิน 45,216.20 บาท ค่าพาหนะเดินทางเพื่อการศึกษา ประเภทค่าเดินทางไป-กลับสถานศึกษาเฉลี่ยต่อวัน 25.46 บาท รวม 2 ปี เป็นเงิน 8,961.92 บาท 2.นักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปีต่อเนื่อง ภาคสมทบ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเกี่ยวกับค่าบำรุงการศึกษา ค่าหน่วยกิต รวม 2 ปี เป็นเงิน 24,738.88 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเกี่ยวกับค่าอุปกรณ์การเรียนต่อภาคการศึกษา 2,937.06 บาท รวม 2 ปี เป็นเงิน 17,622.36 บาท ค่าที่พักอาศัยต่อเดือนประเภทบ้านเช่า หรือหอพัก เฉลี่ยต่อเดือน 722.77 บาท รวม 2 ปีเป็นเงิน 17,346.48 บาท ค่าอาหารเฉพาะตัวนักศึกษาเฉลี่ยต่อวัน 121.58 บาท รวม 2 ปีเป็นเงิน 23,343.36 ค่าพาหนะเดินทางเพื่อการศึกษาประเภทค่าเดินทางไป-กลับ สถานศึกษา เฉลี่ยต่อวัน 54.51 บาท รวม 2 ปี เป็นเงิน 10,465.92 บาท 3.การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าใช้จ่ายตามสาขาวิชาเอก พบว่า นักศึกษาต่างสาขาวิชามีค่าใช้จ่ายด้านค่าบำรุงการศึกษา และค่าหน่วยกิต หรือค่าใช้จ่ายที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี เรียกเก็บต่อปี ค่าอุปกรณ์การเรียนต่อหนึ่งภาคการศึกษา ค่าที่พักอาศัยต่อเดือน ประเภทบ้านเช่า หรือหอพัก และค่าพาหนะเดินทางเพื่อการศึกษา ประเภทไป ? กลับสถานศึกษาต่อวัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนในด้านค่าที่พักอาศัยต่อเดือน ประเภทบ้านบิดา มารดา ? บ้านตนเอง ค่าอาหารเฉพาะตัวนักศึกษาเฉลี่ยต่อวัน และค่าพาหนะเดินทางเพื่อการศึกษา ประเภทผู้มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ค่าเดินทางไป ? กลับ ภูมิลำเนาเฉลี่ยต่อภาคการศึกษา ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.72 MB)
2ack.pdf ( 0.35 MB)
3abstract.pdf ( 1.40 MB)
4content.pdf ( 0.99 MB)
5chapter1.pdf ( 2.29 MB)
6chapter2.pdf ( 5.42 MB)
7chapter3.pdf ( 1.34 MB)
8chapter4.pdf ( 8.67 MB)
9chapter5.pdf ( 3.87 MB)
10bibliography.pdf ( 0.93 MB)
11appendix.pdf ( 6.20 MB)
4
ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาแรกเข้าระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปี ต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี
Factors Effecting Entering Students\\\\\\\' Ability to Speak English at Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Phranakhon Si Ayutthaya, Wasukri Campus
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ยุพเยาว์ เมืองหมุด
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาแรกเข้าระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปีต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี สาขาวิชาการบัญชี การจัดการ การตลาด สารสนเทศ และการท่องเที่ยว จำนวน 50 คน ผลจากการศึกษาและนำไปใช้เพื่อพัฒนา การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมต่อไป เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เชิงพรรณนา ใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและมาตรส่วนประเมินค่า Rating Scale ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษา มีเพียงร้อยละ 2 ที่มีค่าความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดีมาก นักศึกษาร้อยละ 58 มีความสามารถพูดภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ที่อ่อนและมีนักศึกษาร้อยละ 2 ที่มีความสามารถพูดภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์อ่อนมาก นอกชั้นเรียนเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาของตนเอง ในขณะที่นักศึกษาให้ความเห็นว่าครูผู้สอนภาษาอังกฤษในสถานศึกษาเดิมเป็นครูที่ดีแล้ว อย่างไรก็ตามนักศึกษากลุ่มตัวอย่างเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษและมีความต้องการที่จะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเพื่อให้ได้งานที่ดี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 1.09 MB)
2abstract.pdf ( 1.02 MB)
3content.pdf ( 1.17 MB)
4chapter1.pdf ( 2.45 MB)
5chapter2.pdf ( 9.58 MB)
6chapter3.pdf ( 1.44 MB)
7chapter4.pdf ( 7.98 MB)
8chapter5.pdf ( 1.62 MB)
9bibliography.pdf ( 0.96 MB)
10appendix.pdf ( 2.54 MB)
5
การประเมินการจัดการเรียนการสอนสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี ปีการศึกษา 2546
Evaluation of the process of teaching and learning Rajamagala Institute of Technology Phranakhon Si Ayuthaya Wasukri Campus Academic year 2003
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : กฤษฎี สนั่นเสียง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
ความมุ่งหมายของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อการประเมินการจัดการเรียนการสอนของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี ตามความคิดเห็นของนักศึกษาที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2546 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักศึกษาที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2546 ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และระดับปริญญาตรี ทำการประเมิน 5 ด้าน คือ ความพร้อมของผู้เรียน ความเหมาะสมของเนื้อหาสาระวิชา สภาพแวดล้อมและสื่อการเรียนการสอน อาจารย์ผู้สอน และการจัดการสอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS-PC หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) พฤติกรรมการเรียนของนักศึกษา มีความเหมาะสมในระดับมาก ยกเว้นนักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มีความเหมาะสมระดับปานกลาง 2) เนื้อหาสาระวิชา มีความเหมาะสมในระดับมาก ทุกสาขาวิชา ยกเว้นสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล นักศึกษาให้ความเห็นว่าเหมาะสมในระดับปานกลาง 3)สภาพแวดล้อมห้องเรียนและอุปกรณ์ประจำห้องเรียน นักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี การเลขานุการ การเงิน การจัดการ-การจัดการทั่วไป การจัดการ-การจัดการอุตสาหกรรม 2 ระบบสารสนเทศ 2 และภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล ให้ความเห็นว่ามีความเหมาะสมระดับมาก นักศึกษาสาขาวิชาการตลาด คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การท่องเที่ยวและระบบสารสนเทศ 1 ให้ความเห็นว่ามีความเหมาะสมระดับปานกลาง 4) ความคิดเห็นต่ออาจารย์ผู้สอน นักศึกษาทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และระดับปริญญาตรีให้ความเห็นว่า มีความเหมาะสมในระดับมาก 5) ความคิดเห็นต่อการจัดการสอบมีความเหมาะสมเป็นส่วนใหญ่ และให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอและเพิ่มเติมในด้านสภาพแวดล้อมของห้องเรียน ว่ามีเสียงรบกวนทั้งจากภายนอกและภายในห้องเรียน คอมพิวเตอร์มีจำนวนน้อย ค่อนข้างเก่าและเสียบ่อย ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าอาจารย์มีความเป็นกันเองต่อนักศึกษา เอาใจใส่และให้คำปรึกษาได้เป็นอย่างดี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.26 MB)
2abstract.pdf ( 0.15 MB)
3ack.pdf ( 0.03 MB)
4chapter1.pdf ( 0.23 MB)
5chapter2.pdf ( 0.97 MB)
6chapter3.pdf ( 0.25 MB)
7chapter4.pdf ( 3.09 MB)
8chapter5.pdf ( 1.27 MB)
9appendix.pdf ( 0.24 MB)
6
การศึกษาคุณสมบัติที่พึงประสงค์และแนวโน้มความต้องการบัณฑิตทางบริหารธุรกิจ ระหว่างปี พ.ศ.2549-2551 : กลุ่ม SMEs ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
The Study of Desired Characteristics of Business Graduated During 2006-2008 : Small and Medium Enterprises in Ayutthaya Province
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : นิทรา ปัญจมาศ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการบัณฑิตทางบริหารธุรกิจในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในช่วง 3 ปี ข้างหน้า ระหว่างปี 2549-2551 คุณสมบัติที่พึงประสงค์ของบัณฑิตทางบริหารธุรกิจ และศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกรับบัณฑิตทางบริหารธุรกิจเข้าทำงานในกิจการของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเจ้าของธุรกิจหรือผู้จัดการฝ่ายบุคคลของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวน 254 กิจการ ซึ่งปรากฏตามรายชื่อกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม การพาณิชย์ กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รวบรวมไว้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แบบสอบถามคุณสมบัติที่พึงประสงค์และแนวโน้มความต้องการบัณฑิต ระหว่างปี 2549-2551 : กลุ่ม SMEs ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Expiratory factor analysis) ของคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของบัณฑิตทางบริหารธุรกิจ วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ขององค์ประกอบคุณสมบัติที่พึงประสงค์ที่มีอิทธิพลต่อผลการเลือกรับบัณฑิตฯ เข้าทำงานผลการศึกษาพบว่า 1. จำนวนบัณฑิตทางบริหารธุรกิจที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องการรับเข้าทำงานในช่วง 3 ปีข้างหน้า ระหว่างปี พ.ศ.2549-2551 โดยรวมมีจำนวน 17,864 คน โดยปี พ.ศ.2549 ต้องการบัณฑิตจำนวน 6,170 คน ปี พ.ศ.2550 บัณฑิตที่ต้องการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 6,327 คน ปี พ.ศ.2551 ความต้องการบัณฑิตมีจำนวนลดลงเหลือ 5,367 คน จำนวนบัณฑิตที่ต้องการมากที่สุดอยู่ในธุรกิจประเภทการค้าส่งและการค้าปลีก โดยจำนวนเท่ากับ 9,739 คน รองลงมาคือการบริการและการผลิต โดยมีจำนวนเท่ากับ 4,964 คน และ 3,107 คน ตามลำดับ 2. คุณสมบัติของบัณฑิตทางบริหารธุรกิจในปัจจุบันทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.11 และ 3.61 ตามลำดับ โดยค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับปริญญาตรีคือการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (Mean = 4.41) และ ปริญญาโท คือความเชื่อมั่นในตนเอง (Mean = 4.41) และค่าเฉลี่ยต่ำสุดในระดับปริญญาตรีคือ ความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ (Mean = 3.30) สำหรับปริญญาโทคือ ความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ (Mean = 2.85) 3. องค์ประกอบคุณสมบัติที่พึงประสงค์ระดับปริญญาตรีมี 7 องค์ประกอบ คือความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการมี 10 ตัวบ่งชี้ พฤติกรรมทางจริยธรรมมี 5 ตัวบ่งชี้ ความรู้ความสามารถพิเศษ มี 6 ตัวบ่งชี้ พื้นฐานการศึกษา มี 4 ตัวบ่งชี้ บุคลิกภาพมี 3 ตัวบ่งชี้ ลักษณะส่วนบุคคลมี 2 ตัวบ่งชี้ลักษณะเบื้องต้นในการรับสมัครมี 3 ตัวบ่งชี้ องค์ประกอบคุณสมบัติที่พึงประสงค์ระดับปริญญาโท มี 7 องค์ประกอบคือ ความสมารถในการเป็นผู้ประกอบการมี 9 ตัวบ่งชี้ มนุษย์สัมพันธ์และการพัฒนาตนเองมี 7 ตัวบ่งชี้ พื้นฐานการศึกษาระดับเงินเดือนที่ต้องการ และประสบการณ์การทำงาน มี 6 ตัวบ่งชี้ ความรู้ความสามารถพิเศษมี 3 ตัวบ่งชี้ การเข้าสังคมมี 2 ตัวบ่งชี้ บุคลิกภาพและปฏิภาณไหวพริบมี 3 ตัวบ่งชี้ และลักษณะเบื้องต้นในการรับสมัคร มี 3 ตัวบ่งชี้ 4. องค์ประกอบคุณสมบัติที่พึงประสงค์ มีความสัมพันธ์กับผลการเลือกรับบัณฑิตทางบริหารธุรกิจระดับปริญญาตรีอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.677 และองค์ประกอบคุณสมบัติที่พึงประสงค์ สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของผลการเลือกรับบัณฑิตได้ร้อยละ 45.80 โดยมี 2 องค์ประกอบที่สามารถพยากรณ์ผลการเลือกรับบัณฑิตทางบริหารธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ เรียงตามลำดับขนาดของอิทธิพลได้แก่ พื้นฐานการศึกษา (FACTOR 4A) และความรู้ความสามารถพิเศษ (FACTOR 3A) ซึ่งสมการที่อธิบายผลการเลือกรับบัณฑิตทางบริหารธุรกิจระดับปริญญาตรีดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y^ = 1.637-0420 (FACTOR 1A) ? 0.072 (FACTOR 2A) + 0.352** (FACTOR 3A) + 1.005** (FACTOR 4A) ? 0.302 (FACTOR 5A) + 0.003 (FACTOR 6A) +0.0105(FACTOR7A) สมการคะแนนมาตรฐาน Z^ =0.217 (Z FACTOR 1 A) ? 0.046 ( Z FACTOR 2 A) + 0.237** ( Z FACTOR 3 A) + 0.627**( Z FACTOR 4 A)-0.229 ( Z FACTOR 5 A)+0.003( Z FACTOR 6 A)+0.049 ( Z FACTOR7 A) สำหรับองค์ประกอบคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของบัณฑิตฯ ระดับปริญญาโท มีความสัมพันธ์กับผลการเลือกรับบัณฑิตฯ ในระดับปริญญาโท ได้ร้อยละ 10.20 โดยมี 2 องค์ประกอบที่พยากรณ์ผลการเลือกรับบัณฑิตฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ เรียงตามลำดับขนาดของอิทธิพลดังนี้ คือ มนุษย์สัมพันธ์และการพัฒนาตนเอง และการเข้าสังคม ซึ่งสมการที่อธิบายผลการเลือกรับบัณฑิตทางบริหารธุรกิจในกลุ่มธุรกิจ SMEs ในระดับปริญญาโทเป็นดังนี้ สมการคะแนนดิบ Y^ = 3.080 + 0.165 (FACTOR1A) + 0.381**(FACTOR 2 A) ? 0.008 (FACTOR 3 A) ? 0.077 (FACTOR 4 A) ? 0.054 (FACTOR 5 A) ? 0.024 (FACTOR 6 A) + 0.171* (FACTOR 7 A) สมการคะแนนมาตรฐาน Z^ = 0.125 (Z FACTOR 1 A) + 0.186**(Z FACTOR 2 A) ? 0.007 (Z FACTOR 3 A) ? 0.089 (Z FACTOR 4 A) ? 0.054 (Z FACTOR 5 A) ? 0.026 (Z FACTOR 6 A) + 0.171* (Z FACTOR 7 A)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 1.28 MB)
2abstract.pdf ( 2.68 MB)
3content.pdf ( 1.87 MB)
4chapter1.pdf ( 2.70 MB)
5chapter3.pdf ( 6.28 MB)
6chapter2.pdf ( 10.99 MB)
7chapter4.pdf ( 16.36 MB)
8chapter5.pdf ( 5.25 MB)
9bibliography.pdf ( 1.65 MB)
10appendix.pdf ( 4.51 MB)
7
ผลของอายุการเก็บเกี่ยวต่อผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดถั่วเขียวสายพันธุ์ SAY 36-8-42
Effects of Harvesting Time on Yield and Seed Quality of Mungbean [Vigna radiate (L.) Wilezech] line SAY 36-8-42
Text 2543
โดย : วีวรรณ สุวรรณศร, นิภาวรรณ์ โพธิสุพรรณ, อุไรวรรณ เอี่ยมมี, ยงยุทธ พลเยี่ยม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
ศึกษาผลของอายุการเก็บเกี่ยวต่อคุณภาพของถั่วเขียวสายพันธุ์ SAY 36-8-42 ณ แปลงพืชไร่ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา ระหว่างเดือนมิถุนายน 2543 ถึง กันยายน 2543 วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Bock Design พบว่าความสูงของถั่วเขียวมีความแตกต่างกันทางสถิติ การเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 24 วันหลังออกดอก มีความสูงที่สุด ขณะที่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 18 วันหลังออกดอก มีความสูงน้อยที่สุด ผลผลิตและจำนวนฝักต่อต้น ไม่มีความแตกต่างกัน เมื่อเก็บเกี่ยวที่อายุต่างกันโดยการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 21 วันหลังออกดอกมีแนวโน้มให้ผลผลิตสูงสุดคือ 108.8 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับจำนวนเมล็ดต่อฝัก และน้ำหนักสด 100 เมล็ด เมื่อเก็บเกี่ยวที่อายุ 18 วัน หลังออกดอกมีน้ำหนักสดสูงสุดขณะที่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 27 วันหลังออกดอก จะให้มีน้ำหนักสดน้อยที่สุดอายุการเก็บเกี่ยวมีผลต่อความชื้น ความงอก และความแข็งแรงของเมล็ดถั่วเขียว ถั่วเขียวมีคุณภาพสูงเมื่ออายุการเก็บเกี่ยว 18 วันหลังออกดอกที่ระยะนี้เมล็ดจะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้น 33.5 เปอร์เซ็นต์ ความงอก 91.75 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าการนำไฟฟ้า 71.05 มิลลิซีเมนต์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra032623.pdf ( 0.50 MB)
8
การศึกษาการพัฒนาระบบการเลี้ยงตะพาบน้ำและการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจการผลิตและการตลาดของตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน งานวิจัยที่ 4, 5
Culturing System Development and Economic Analysis of Production and Marketing of Soft ? Shell Turtle (Trionyx sinensis) 4th Research, 5th Research
Text 2544
โดย : ษฎา อิสเหาะ, สุภาวดี โกยดุลย์, ทิพรัตน์ พงศ์ธนาพาณิช, วรรณนภา สมบุญสำราญ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย แต่ในปัจจุบันยังขาดข้อมูลพื้นฐานที่สามารถยืนยันได้แน่นอน เกี่ยวกับระบบการเลี้ยงตะพาบน้ำ เช่นอัตราการปล่อย การจัดการบ่อ อัตราการให้อาหาร ระดับเปอร์เซ็นต์โปรตีนในอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของตะพาบน้ำ โรคที่เกิดขึ้นกับตะพาบน้ำ การป้องกันและการรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ ต้นทุน ผลตอบแทน ระบบตลาด รวมทั้ง พ่อค้าคนกลาง เป็นต้น หากมีข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวนี้ก็จะทำให้ระบบการเลี้ยงตะพาบน้ำและธุรกิจตะพาบน้ำมั่นคงดีขึ้น งานวิจัยที่ 4 การทดลองชุดนี้มีความประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ อัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ ต้นทุนการผลิต และผลตอบแทนของการเลี้ยงตะพาบน้ำ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ฟาร์มเกษตรกรที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปและอาหารผสมที่เกษตรกรนิยมใช้โดยทั่วไป การศึกษาในครั้งนี้ใช้ฟาร์มของเกษตรกร ตำบลพระยาบันลือ อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้บ่อขนาดประมาณ 600 ตารางเมตร จำนวน 2 บ่อ ซึ่งจะศึกษาเปรียบเทียบอาหารที่ดีที่สุดที่ได้จากงานวิจัยที่ 1 และ 3 มีระดับโปรตีนในอาหาร 40 เปอร์เซ็นต์ และมีสัดส่วนของโปรตีนจากพืชและสัตว์ เท่ากับ 30 : 70 กับอาหารผสมที่เกษตรกรนิยมใช้เลี้ยงตะพาบน้ำโดยทั่วไป โดยใช้ลูกตะพาบน้ำที่มีอายุ 7 วัน ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อ ๆ ละ 2,900 ตัว (4.83 ตัว/ตารางเมตร) เลี้ยงต่อไปจนได้น้ำหนักตามตลาดต้องการคือ 400 ? 500 กรัม ผลการทดลองปรากฏว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมจะมีแนวโน้มของอัตราการเจริญเติบโตด้านน้ำหนักเฉลี่ย และความยาวเฉลี่ยดีกว่าอาหารสำเร็จรูป โดยพบว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมจะได้ขนาดน้ำหนักตามตลาดต้องการสามารถจับขายได้เมื่อมีอายุ 10.5 เดือน ในขณะที่ตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปจะต้องใช้เวลาเลี้ยง 11.5 เดือน จึงจะสามารถจับขายได้ สำหรับอัตราการรอดตาย ผลผลิตรวม และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ พบว่าตลอดการเลี้ยงตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป จะมีแนวโน้มดีกว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารผสม โดยพบว่าอัตราการรอดตายมีค่าเท่ากับ 71.14 เปอร์เซ็นต์ และ 58.10 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ผลผลิตรวมครั้งสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 923.86 กก. และ 783.90 กก. ตามลำดับ และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อมีค่าเท่ากับ 3.45 และ 7.70 ตามลำดับ ส่วนต้นทุนค่าอาหารต่อการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อตะพาบน้ำ 1 กิโลกรัม พบว่าการใช้อาหารผสมจะมีต้นทุนค่าอาหารเฉลี่ยถูกว่าการใช้อาหารสำเร็จรูป โดยพบว่าอาหารสำเร็จรูปจะมีต้นทุนค่าอาหารเฉลี่ยเท่ากับ 79.59 บาท และอาหารผสมจะมีต้นทุนเฉลี่ยเท่ากับ 58.83 บาท สำหรับต้นทุนและผลตอบแทน จากการเลี้ยงตะพาบน้ำระหว่างการใช้อาหารสำเร็จรูปและอาหารผสมพบว่า ตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปจะมีต้นทุนรวมเท่ากับ 116,145 บาท/บ่อ/รุ่น (หรือ 126 บาท / 1 กิโลกรัมตะพาบน้ำที่จับ) ในขณะที่ตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมจะมีต้นทุนรวมเท่ากับ 94,544 บาท/บ่อ/รุ่น (หรือ 120 บาท / 1 กิโลกรัมของตะพาบน้ำที่จับ) แต่เมื่อพิจารณารายได้จากการขายผลผลิตรวมพบว่า ตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปจะมีรายได้จากการขายผลผลิตรวมสูงกว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารผสม ซึ่งมีค่าเท่ากับ 188,496 บาท และ 134,848 บาทตามลำดับ และเมื่อพิจารณาถึงกำไรสุทธิจากการเลี้ยงตะพาบน้ำก็พบว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป จะมีกำไรดีกว่าตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารผสม คือ อาหารสำเร็จรูปจะมีกำไรสุทธิเท่ากับ 72,351 บาท/บ่อ/รุ่น (หรือ 78 บาท / 1 กิโลกรัมของตะพาบน้ำที่จับ) ในขณะที่ตะพาบน้ำที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมจะมีกำไรสุทธิเท่ากับ 40,304 บาท/บ่อ/รุ่น (หรือ 52 บาท / 1กิโลกรัมของตะพาบน้ำที่จับ) งานวิจัยที่ 5 การทดลองชุดนี้มีความประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุ ลักษณะอาการของตะพาบน้ำที่เป็นโรค ชนิดของเชื้อและความไวของเชื้อโรคต่อยาต้านจุลชีพ เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันรักษาการศึกษาในครั้งนี้จะทำการเก็บตัวอย่างตะพาบน้ำที่เป็นโรคจากฟาร์มตะพาบน้ำของเกษตรกร และจากงานวิจัยที่ 1, 2, 3 และ 4 โดยมี ขั้นตอนการศึกษาดังต่อไปนี้ 1)นำตัวอย่างตะพาบน้ำที่เป็นโรคมาและสังเกตอาการภายนอก 2)ศึกษาชนิดของแบคทีเรีย โดยแยกเชื้อจากบริเวณที่เป็นแผลและจากอวัยวะภายนอก ทำให้เป็นเชื้อบริสุทธิ์ จากนั้นจึงทำการจำแนกชนิดของแบคทีเรียที่พบ 3)การทดสอบความไวของเชื้อแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพ โดยการทดลองในครั้งนี้จะทำการทดสอบกับยาต้านจุลชีพ 7 ชนิด คือ คลอแรมฟินิคอล, ออกซีเตตร้าซัยคลิน, อีรีโทรมัยซิน, นาลิดิซิค แอซิค, ไนโตรฟูแรนโตอิน, โนโวมัยซิน และ กานามัยซิน จากการทดสอบพบว่าโรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียโดยส่วนใหญ่จะพบตะพาบน้ำมีอาการตัวบวม คอบวม ท้องแดงเป็นจ้ำ บางตัวมีเลือดออกจากปากและจมูก บางตัวมีแผล หรือหลุมตามกระดอง ส่วนตะพาบน้ำที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อรา พบว่าตะพาบน้ำจะมีปุยสีขาวขึ้นทั้งตัว ทำให้ตะพาบน้ำกินอาหารน้อยลง โรคเชื้อราในครั้งนี้จะรักษาไม่ค่อยหายต้องแยกตะพาบน้ำที่ป่วยออกจากตัวอื่น โรคนี้พบในฟาร์มที่ไม่ค่อยเปลี่ยนถ่ายน้ำ มีผักตบชวาเน่าในบ่อมาก โรคตัวผอมจะพบเฉพาะตะพาบน้ำที่ได้รับอาหารที่มีโปรตีนต่ำ (25-35%) ในงานวิจัยที่ 1 ส่วนฟาร์มเอกชนพบน้อยมาก และตะพาบที่มีโปรโตซัวเป็นพยาธิภายใน จะพบเมื่อเลี้ยงด้วยอาหารสด เช่น ปลาเป็ด หอยเชอรี่ ซึ่งอาจป้องกันได้โดยการต้มอาหารให้สุกก่อนที่จะให้ตะพาบน้ำกิน ส่วนแบคทีเรียที่พบมากที่สุดบริเวณแผลและอวัยวะภายในของตะพาบน้ำที่มีอาการตัวบวม ท้องแดงเป็นจ้ำ มีแผลหรือหลุมบนกระดอง คือ Aeromonas hydrophila และความไวของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพ ในครั้งนี้ พบว่า A.hydrophila มีความไวต่อยา 6 ชนิด คือ Chloramphenical, Oxytetracycline, Erythromycin, Nalidixic acid, Nitrofurantoin และ Novomycin แต่มีความต้านทานต่อยา Kanamycin
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra029481.pdf ( 2.00 MB)
9
การศึกษาการพัฒนาระบบการเลี้ยงตะพาบน้ำและการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจการผลิตและการตลาดของตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน งานวิจัยที่ 6
Culturing System Development and Economic Analysis of Production and Marketing of Soft-Shell Turtle (Trionyx sinensis)
Text 2543
โดย : ษฎา อิสเหาะ, สุภาวดี โกยดุลย์, ทิพรัตน์ พงศ์ธนาพาณิช, วรรณนภา สมบุญสำราญ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันเพื่อการส่งออก เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย แต่ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาด้านการตลาดและราคาทำให้เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงเพื่อพยายามลดต้นทุนการเลี้ยง งานวิจัยส่วนที่หกนี้เป็นหนึ่งในหกส่วนของการวิจัยในโครงการ ?การศึกษาการพัฒนาระบบการเลี้ยงตะพาบน้ำและการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจการผลิตและการตลาดของตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน? โดยมุ่งศึกษาเพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ด้านการเลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน การวิเคราะห์ผลกำไร-ขาดทุนจากการขุนตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันของเกษตรกร ตลอดจนศึกษาสภาวะด้านการตลาดและราคาของตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน ประมวลปัญหาและอุปสรรคด้านการผลิตและการตลาดของสินค้านี้ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงผู้ค้าระดับต่างๆในระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 และรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากเอกสารต่างๆ การศึกษานี้เน้นเฉพาะตะพาบเนื้อมีชีวิต ไม่รวมถึงลูกพันธุ์และตะพาบน้ำแปรรูป ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันเป็นอาชีพเสริม (ร้อยละ 82.1) โดยมักทำนาและทำสวนผลไม้เป็นหลัก ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันเป็นอาชีพหลัก (ร้อยละ 17.9) มักไม่มีอาชีพเสริม ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็กที่เลี้ยงเพียง 1-3 บ่อมักเลี้ยงในบ่อดินมากกว่าบ่อซีเมนต์ ขนาดบ่อประมาณ 1-2 งาน ลูกพันธุ์ที่ปล่อยมีขนาดเฉลี่ย 2.7 เซนติเมตร อัตราปล่อย 0.8-12.0 ตัวต่อตารางเมตร(เฉลี่ย 3.3 ตัวต่อตารางเมตร) เกษตรกรมักเลี้ยงตะพาบน้ำโดยใช้ปลาสดเป็นอาหารหลัก(ร้อยละ 84.7) และมีบางรายใช้อาหารตะพาบน้ำสำเร็จรูปเป็นหลัก(ร้อยละ 15.3) ยาและสารเคมีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นยาปฏิชีวนะจำพวก Oxytetracycline และ Chloramphenical จากการวิเคราะห์ข้อมูลสำรวจระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 พบว่าเกษตรกรมีต้นทุนการเลี้ยงรวม 241 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายตะพาบน้ำที่เกษตรกรขายได้ 323 บาทต่อกิโลกรัม มีกำไรสุทธิ 82 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2542 ราคาขายตะพาบน้ำลดลงเหลือประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรลดต้นทุนการเลี้ยงเหลือ 128 บาทต่อกิโลกรัม และมีกำไรสุทธิเพียง 21 บาทต่อกิโลกรัม ปัญหาการเลี้ยงที่พบมากที่สุด คือ โรคตะพาบน้ำ ซึ่งทำให้ผลผลิตราคาตกลงมากกว่าครึ่งของราคาตะพาบน้ำปกติ เกษตรกรต้องการความช่วยเหลือทางวิชาการในด้านเทคนิคการเลี้ยงและการใช้ยาและสารเคมี การศึกษาด้านการตลาด พบว่า เกษตรกรจะขายผลผลิตตะพาบเนื้อมีชีวิตให้แก่นายหน้าหรือผู้รวบรวมในลักษณะขายคว่ำบ่อและคละขนาด นายหน้าจะนำส่งสินค้าให้บริษัทรับซื้อโดยได้รับค่านายหน้า ส่วนผู้รวบรวมจะซื้อขาดจากเกษตรกรแล้วไปขายต่อแบบคัดขนาดให้บริษัทรับซื้อ บริษัทจะส่งออกตะพาบเนื้อมีชีวิตทางเครื่องบินไปสู่จีน ผลผลิตบางส่วนส่งตรงเข้าจีน แต่ส่วนใหญ่มักผ่านทางฮ่องกงก่อนแล้วขนส่งทางเรือหรือรถยนต์เข้าจีน ทั้งนี้พบว่ามีจำนวนเที่ยวบินต่อวันจากไทยไปฮ่องกงมากกว่าไปจีน และสินค้าส่วนใหญ่มักส่งเข้าจีนโดยไม่ได้เสียภาษีนำเข้า(อัตราภาษีนำเข้าตั้งแต่ร้อยละ 30 ถึง 50) อย่างไรก็ตามระยะหลังการส่งออกสินค้านี้ไปจีนทำได้ยากขึ้น เนื่องจากการกีดกันในลักษณะที่ไม่ใช่ภาษีอาทิเช่น ข้ออ้างเรื่องเชื้อโรค การผสมข้ามพันธุ์ของตะพาบน้ำ เป็นต้น สำหรับราคาตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันนั้น บริษัทรับซื้อจะกำหนดราคาเพื่อรับซื้อผลผลิตจากราคาขายตะพาบน้ำในตลาดกลางกวางเจาเป็นหลัก ราคารับซื้อมีการเปลี่ยนแปลงวันต่อวัน ราคารับซื้อมีแนวโน้มลดลงมาตลอดทุกปี และยังมีการเปลี่ยนแปลงของราคาตามฤดูกาลโดยราคาตะพาบน้ำในจีนจะสูงมากในช่วงหน้าหนาวของจีน(เดือนตุลาคมถึงมีนาคม) การเป็นตลาดผู้ซื้อรายเดียวของจีนมีอิทธิพลมากต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่เกษตรกรจะได้รับ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ เกษตรกรควรได้รับความช่วยเหลือในด้านวิชาการเลี้ยงและเทคโนโลยีการเลี้ยงที่เหมาะสม และควรได้รับข้อมูลด้านตลาดและราคาที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์ รัฐบาลไทยควรได้เจรจาตกลงกับจีนเกี่ยวกับปริมาณนำเข้าสินค้านี้ให้ชัดเจน กรณีเรื่องข้ออ้างเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า ก็ควรมีการพิสูจน์และกำหนดเป็นมาตรฐานและมีการรับรองเป็นเอกสาร นอกจากนี้ไทยควรศึกษาศักยภาพเพื่อขยายตลาดสินค้านี้ไปประเทศอื่นๆ การกีดกันการนำเข้าของจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร หากผลการเจรจาระหว่างรัฐเป็นไปด้วยดี ต้องมีการจัดระบบเพื่อจัดสรรปริมาณส่งออก ซึ่งเกษตรกรจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจในการขายผลผลิต และเพื่อสร้างและยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าร่วมกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra029482.pdf ( 1.55 MB)
10
การเพิ่มผลผลิตดอกกระดังงาไทย (Cananga odorata)
Floral Productivity Improvement in Ylang ? Ylang (Cananga odorata)
Text 2546
โดย : ดมลักษณ์ มัจฉาชีพ, บังอร เกียรตินากร, สุรชัย มัจฉาชีพ, รวีวรรณ เดื่อมขันมณี, คมกฤช ฮะกีมี, เอนก ชื่นวัฒนา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การศึกษาการเพิ่มผลผลิตดอกกระดังงาไทยในปีแรก ประกอบด้วยหัวข้อวิจัยดังนี้ การศึกษาลักษณะสัณฐานการเจริญเติบโตของดอก ผล เมล็ด การสำรวจรวบรวมคัดเลือกต้นที่ให้ผลผลิตสูง การศึกษาวิธีขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นทรงพุ่มเตี้ย ออกดอกเร็ว และการพัฒนาเครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหย โดยทำการทดลองที่ สถานสงเคราะห์คนชรา วาสนะเวศน์ และวิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา ระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2546 ถึง วันที่ 20 พฤษภาคม 2547 พบว่ากระดังงาไทยเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15 ? 20 เมตร สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี และมีการติดผลชุกในช่วงฤดูแล้งผลแก่ช่วงเดือนเมษายน ? พฤษภาคม หลังจากนั้นจะออกดอกชุกมากในช่วงฤดูฝน เดือนมิถุนายน ? สิงหาคม พัฒนาการของดอกกระดังงาไทย จากตาดอกถึงดอกบานใช้เวลา 7 สัปดาห์ กลีบดอกร่วงโรยใน 8 ? 11 สัปดาห์ หลังจากนั้นเป็นการพัฒนาของผล ผลจะเริ่มแก่ในสัปดาห์ที่ 14 และหลุดร่วงในสัปดาห์ที่ 17 พัฒนาการของเมล็ดใช้เวลา 14 ? 16 สัปดาห์ เมื่อนำไปเพาะจะงอกภายใน 30 ? 35 วัน โดยมีเปอร์เซ็นต์การงอก 50 ? 55 และมีแนวโน้มว่าความงอกลดลงตามระยะเวลาที่เก็บรักษา ซึ่งจะทำการศึกษาต่อไป อายุดอกที่เหมาะสมในการนำมากลั่นน้ำมันหอมระเหยคือ 6 ? 7 สัปดาห์ ให้ปริมาณน้ำมันหอมระเหย 0.41 เปอร์เซ็นต์ คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานของบริษัทอุตสาหกรรมเครื่องหอมไทย ? จีน การสำรวจรวบรวมต้นที่ให้ผลผลิตสูง พบว่าในเขตพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง มีการปลูกกระดังงาไทยน้อยมาก และไม่พบว่ามีการแพร่กระจายตามธรรมชาติโดยทั่วไป สำหรับการศึกษาหาวิธีขยายพันธุ์ เพื่อให้ได้ต้นที่มีทรงพุ่มเตี้ย ออกดอกเร็ว แทนที่จะใช้ต้นเพาะเมล็ดที่มีลำต้นสูง ให้ผลผลิตช้า การขยายพันธุ์โดยวิธีไม่อาศัยเพศ โดยการตอน การชำ ไม่ได้ผล ส่วนการติดตาได้ผล 5 ? 10 เปอร์เซ็นต์ การต่อกิ่งแบบเสียบลิ่มได้ผล 10 ? 12.55 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการทาบกิ่งได้ผล 15 ? 20 เปอร์เซ็นต์ โดยต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์โดยวิธีไม่อาศัยเพศ มีลักษณะทรงพุ่มเตี้ยให้ผลผลิตเร็วกว่าต้นเพาะเมล็ด การพัฒนาเครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหยแบบชาวบ้าน พบว่าสามารถใช้กลั่นน้ำมันหอมระเหยจากดอกกระดังงาไทยได้ 0.26 เปอร์เซ็นต์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra039248.pdf ( 1.84 MB)
11
การศึกษาระดับความเข้มข้นของสารสกัดแมงลักคาที่มีผลในการควบคุม Colletotrichum musae
The Study of Concentrate of the Leaf Extract from of Hyptis suaveolens Poit. Effected to the Control of Banana Anthracnose Caused by Colletotrichum musae.
Text 2542
โดย : ฉวีวรรณ บุญเรือง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การศึกษาความเข้มข้นของสารสกัดแมงลักคา ในการควบคุมโรคแอนแทรคโนสของกล้วยหอม ที่มีสาเหตุจากเชื้อรา Colletotrichum musae เพื่อศึกษาระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมในการควบคุมโดยวิธีอาหารพิษ (poison food technique) และการจุ่มผลในสารสกัด (fruit dipping technique) วิธีอาหารพิษ เป็นการศึกษาระดับความเข้มข้นของสารสกัดแมงลักคาที่มีผลในการควบคุมโคโลนีของเชื้อรา Colletotrichum musae บนอาหารเลี้ยงเชื้อ พีดีเอ โดย การผสมสารสกัดแมงลักคาในอาหารวุ้น พีดีเอ ให้ได้ความเข้มข้น 0-50 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นนำเส้นใยของเชื้อรา Colletotrichum musae มาเลี้ยงบนอาหารพิษ (สารสกัดแมงลักคา + PDA) แล้วนำไปบ่มไว้ในสภาพอุณหภูมิห้องสลับ 12 ชั่วโมง/วัน ภายใต้แสงฟลูออเรสเซ็น และแสง Near Ultra Violet (NUV) เป็นเวลา 5 วัน ผลปรากฏว่า โคโลนีของเชื้อรา Colletotrichum musae เจริญเติบโตเป็นปกติ ที่ระดับความเข้มข้น 0-20 เปอร์เซ็นต์ และเจริญเติบโตลดลง โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดเป็น 30-50 เปอร์เซ็นต์ วิธีการจุ่มผล เป็นการศึกษาระดับความเข้มข้นของสารสกัดแมงลักคาในการควบคุมโรคแอนแทรคโนสบนผลกล้วยหอม โดยการนำผลกล้วยหอมดิบที่ถูกเชื้อรา Colletotrichum musae เข้าทำลาย มาจุ่มในสารละลายของสารสกัดแมงลักคา ความเข้มข้น 0-100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 5 นาที นำผลขึ้นวางในตะกร้าพลาสติก นำไปบ่มไว้เป็นเวลา 10 วัน ในสภาพอุณหภูมิห้องแสงสลับ 12 ชั่วโมง /วัน ผลปรากฏว่าที่ความเข้มข้น 70-100 เปอร์เซ็นต์ พบปริมาณแผลของโรคแอนแทรคโนสน้อยกว่าที่ความเข้มข้น 0-60 เปอร์เซ็นต์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) แต่การจุ่มผลกล้วยดิบในสารละลายแมงลักคาครั้งนี้ หากมองในแง่ของคุณภาพทางการค้า ยังไม่เป็นที่ยอมรับของตลาดและผู้บริโภค เนื่องจากที่ความเข้มข้นของแมงลักคา 100 เปอร์เซ็นต์ ยังพบปริมาณแผลถึง 22.5 เปอร์เซ็นต์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra029717.pdf ( 0.59 MB)
12
รายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการใช้e-Learning เพื่อการเรียนการสอนในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี
Background, Problems and Needs in Accessing to-e-Learning Instruction At the Rajamangala Institute of Technology Phranakhon Si Ayutthaya Wasukri Campus
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : สาลินันท์ เทพประสาน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึง สภาพ ปัญหา และความต้องการในการใช้ e-Learning เพื่อการเรียนการสอนในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี เพื่อนำผลการวิจัยมาเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบ e-Learning เพื่อการเรียนการสอน และเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสภาพสังคมปัจจุบัน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2546 ในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี จำนวน 369 คน และคณาจารย์ในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี จำนวน 101 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. นักศึกษาร้อยละ 53.66 และอาจารย์ร้อยละ 47.52 รู้จักประโยชน์ของ e-Learning มีนักศึกษาร้อยละ 51.49 และอาจารย์ร้อยละ 13.86 ใช้บทเรียน e-Learning ประกอบการเรียนการสอน โดยเฉลี่ยประมาณ 1-5 ครั้งต่อหนึ่งภาคการศึกษา เหตุผลที่เลือกใช้บทเรียน e-Learning เพราะทำให้เข้าใจบทเรียนมากขึ้น และทำให้ผู้เรียนสนใจบทเรียนมากขึ้น 2. ปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยสนับสนุนการใช้ e-Learning ของนักศึกษาและอาจารย์ คือ นักศึกษาไม่มีความรู้ในการใช้งาน e-Learning ส่วนอาจารย์ไม่มีเวลาในการจัดเตรียมบทเรียน e-Learning และพบว่าปัญหาที่เหมือนกัน คือ ไม่มีผู้ให้ความรู้ และให้คำปรึกษาในด้าน e-Learning และไม่มีห้องเรียน e-Learning โดยเฉพาะ 3. นักศึกษาและอาจารย์ต้องการได้รับการอบรมเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน e-Learning ต้องการใช้บทเรียน e-Learning ในลักษณะเป็นสื่อเสริม ที่นำเสนอด้วยมัลติมีเดียขั้นสูง และต้องการให้จัดห้องเพื่อใช้งาน e-Learning โดยเฉพาะ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.37 MB)
2abstract.pdf ( 0.16 MB)
3ask.pdf ( 0.05 MB)
4chapter1.pdf ( 0.23 MB)
5chapter2.pdf ( 2.54 MB)
6chapter3.pdf ( 0.21 MB)
7chapter4.pdf ( 2.30 MB)
8chapter5.pdf ( 0.85 MB)
9bibliography.pdf ( 0.15 MB)
10appendix.pdf ( 1.37 MB)
13
ผลของระดับโปรตีนต่ออัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของปลาแรด (Osphronemus goramy Lac.)
Effects of Dietary Protein on Growth and Survival rate of Osphronemus goramy Lac.
Text 2539
โดย : เจษฎา อิสเหาะ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
ปลาแรดน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 0.40 กรัม ซึ่งเลี้ยงในกระชังขนาด 1.5x1.5 ตารางเมตร ในอัตรา 20 ตัว/กระชัง โดยให้อาหารซึ่งมีระดับโปรตีนต่างกัน 4 ระดับคือมีโปรตีน 25, 30, 35 และ 40 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในอัตราวันละ 6-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเป็นเวลา 14 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าอัตราการเจริญเติบโตในด้านน้ำหนักเพิ่ม (กรัม/ตัว) เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเพิ่มต่อตัว และเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเพิ่มต่อตัวต่อวัน อัตราการรอดตาย อันตราแลกเนื้อประสิทธิภาพของอาหาร และประสิทธิภาพของโปรตีนในอาหารไม่มีความแตกต่างทางสถิติแต่พบว่าอาหารซึ่งมีระดับโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มของการเจริญเติบโต อัตราแลกเนื้อประสิทธิภาพของอาหารและประสิทธิภาพของโปรตีนในอาหารดีที่สุด รองลงมาคืออาหารซึ่งมีระดับโปรตีน 35, 30 และ 25 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ อัตราแลกเนื้อตลอดการทดลองของอาหารแต่ละสูตรไม่มีความแตกต่างทางสถิติแต่นับว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง คือ ค่าสูงสุดเท่ากับ 3.51 ในอาหารที่มีโปรตีน 25 เปอร์เซ็นต์และต่ำสุดเท่ากับ 2.24 ในอาหารที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra037561.pdf ( 0.41 MB)
14
การพัฒนาวิธีการใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืชพื้นเมืองควบคุมเชื้อ Sclerotium rolfsii Sacc.
Development of the application methods of essential oils from indigenous plant for controlling Sclerotium rolfsii Sacc.
Text 2545
โดย : รวีวรรณ เดื่อนขันมณี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
ศึกษาวิธีการใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืชพื้นเมือง 8 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้ โป๊ยกั๊ก ไพล ว่านน้ำ กานพลู กะเพรา และผักแพ้ว ควบคุมเชื้อ Sclerotium rolfsii Sacc. สาเหตุโรครากเน่า กล้าเน่า และโคนเน่าในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา S. rolfsii และการงอกของเม็ดสเคลอโรเทียม ในสภาพห้องปฏิบัติการ และในสภาพเรือนทดลองได้ศึกษาประสิทธิภาพของน้ำมันหอมระเหยที่ให้ผลดีจากสองการทดลองแรก คือ ตะไคร้ กะเพราะ กานพลู และไพลโดยวิธีจุ่มแช่เมล็ด และราดดินในการป้องกันกำจัดโรคกล้าเน่า ณ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา พบว่า น้ำมันหอมระเหยจาก โป๊ยกั๊ก ไพล กานพลู กะเพราะ และตะไคร้ สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ระดับความเข้มข้นต่ำสุด 500 ppm ขณะที่น้ำมันหอมระเหยจากว่านน้ำ และพลู ยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ระดับความเข้มข้น 1,000 และ 5,000 ppm ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผักแพ้ว ยับยั้งเชื้อราได้สูงสุดเพียง 71.55 เปอร์เซ็นต์ ในระดับความเข้มข้น 5,000 ppm และในการยับยั้งการงอกของเม็ดสเคลอโรเทียม พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากกานพลู กะเพรา และตะไคร้ สามารถยับยั้งการงอกของเม็ดสเคลอโรเทียมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ระดับความเข้มข้นต่ำสุด 100 ppm ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากไพล และว่านน้ำสามารถยับยั้งการงอกของเม็ดสเคลอโรเทียมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ในระดับความเข้มข้นต่ำสุด 500 ppm ในสภาพเรือนทดลองพบว่าวิธีการราดน้ำมันหอมระเหยลงดินให้ผลดีกว่าวิธีจุ่มแช่เมล็ดโดยที่เปอร์เซ็นต์การงอกของมะเขือเทศที่เพาะหลังราดน้ำมันหอมระเหยของกะเพราอัตรา 80 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ลงดินที่มีเชื่อ S. rolfsii มีค่าสูงที่สุด คือ 92.0 % โดยที่ชุดควบคุมที่มีเชื้อมีเปอร์เซ็นต์การงอกของกล้า 79.75 % ส่วนการราดดินด้วยน้ำมันตะไคร้ ในทุกอัตราจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงกว่าชุดควบคุมที่มีเชื้อ ในทุกอัตรา ขณะที่เปอร์เซ็นต์การงอกของมะเขือเทศที่เพาะโดยวิธีจุ่มแช่เมล็ดในน้ำมันหอมระเหยจากพืช ทั้ง 4 ชนิด ที่ระดับความเข้มข้น 250, 500 และ 1,000 ppm ในดินที่มีเชื้อ และไม่มีเชื้อ S. rolfsii ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ โดยที่น้ำมันหอมระเหยจากกะเพราให้เปอร์เซ็นต์การงอกของมะเขือเทศ มีค่าสูงสุด คือ 80 % ในระดับความเข้มข้นที่ 1,000 ppm
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1huntra034147.pdf ( 1.76 MB)
15
การสำรวจความต้องการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้านบริหารธุรกิจของผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
The Investigation for Short Courses Training Needs in Business Administration of One Tambon One Product (OTOP) Producers
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ริกุล คล่องคำนวณการ, ปวีณา แม้นมินทร์, ยุพเยาว์ เมืองหมุด
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาลักษณะพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ (OTOP) ได้แก่ เขตที่พักอาศัยหรือที่ตั้งสถานประกอบการ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) 2. ศึกษาความต้องการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้านบริหารธุรกิจของผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการตลาด การบัญชี การเงิน การบริหารจัดการ รวมทั้งช่วงเวลา ระยะเวลา และสถานที่ที่เหมาะสมในการฝึกอบรม และ 3.ศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) กับความต้องการฝึกอบรมของผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการพัฒนาหลักสูตรสำหรับฝึกอบรมระยะสั้นด้านบริหารธุรกิจของผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ต่อไป วิธีการดำเนินการวิจัยใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์พร้อมแนบซองเปล่าติดแสตมป์ เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามส่งแบบสอบถามกลับคืนมาให้ผู้วิจัยนำข้อมูลไปวิเคราะห์และประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สำหรับผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดลพบุรี เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41-50 ปี และมีประสบการณ์ในการผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) มากกว่า 3 ปี 2. ผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่เคยเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้านบริหารธุรกิจและไม่เคยเข้ารับการฝึกอบรมมีจำนวนเท่ากัน สำหรับผู้ที่เคยเข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่ผ่านการอบรมมาแล้ว 1-2 หลักสูตร และเห็นด้วยกับการจัดฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้านบริหารธุรกิจในระดับ ?มาก? โดยมีความต้องการฝึกอบรมในเรื่องการหาตลาดของสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) มากที่สุด รองลงมา คือเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการคิดต้นทุนการผลิต ตามลำดับ สำหรับช่วงเวลาที่ต้องการฝึกอบรมคือระหว่างเวลา 9.00 ? 12.00 น.ช่วงวันเสาร์ ? อาทิตย์ ในระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม และต้องการอบรมในช่วงเวลาสั้นๆ ครั้งละครึ่งวันมากที่สุดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบวิธีการดำเนินงานด้านต่างๆ ทางการบริหารธุรกิจ ต้องการพัฒนาทักษะการทำงาน และต้องการทราบแนวทางแก้ไขปัญหาในการทำงาน ในด้านสถานที่ของการจัดฝึกอบรมที่ต้องการมากที่สุด คือ ต้องการให้จัดในโรงแรม และห้องประชุมของสถาบันการศึกษาเป็นลำดับถัดมา 3.ผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับปริญญาตรี มีความคิดเห็น / ความต้องการในการเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้านบริหารธุรกิจในทุกๆ เรื่องไม่แตกต่างกัน 4.ผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่มีประสบการณ์ในการผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) น้อยกล่า 1 ปี มีประสบการณ์ 1-3 ปี และมีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี มีความคิดเห็น / ความต้องการในการเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้านบริหารธุรกิจในทุกๆ เรื่อง ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.PDF ( 0.31 MB)
2ack.pdf ( 0.41 MB)
3abstract.pdf ( 1.63 MB)
4content.pdf ( 4.79 MB)
5chapter1.pdf ( 3.08 MB)
6chapter2.pdf ( 5.74 MB)
7chapter3.pdf ( 2.06 MB)
8chapter5.pdf ( 5.08 MB)
9bibliography.pdf ( 0.52 MB)
10chapter4.pdf ( 23.94 MB)

Search within results