Search Result 6 Found

  • Filters
 
1
การลดปัญหาเบรกดาวน์อันเนื่องมาจากความร้อนของเครื่องยนต์ในรถโดยสารปรับอากาศ ขสมก. ภายใต้การดูแลของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด
The reduction fo breakdown problem caused by engine overheat on BMTA. air-conditioned buses under the supervision of Thonburi Automotive Assembly Plant Co., Ltd..
งานวิจัย/Research report 2011
โดย : จิรวัตน์ กรุณา
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัย เพื่อศึกษาการลดปัญหาเบรกดาวน์อันเนื่องมาจากความร้อนของเครื่องยนต์ในรถโดยสารปรับอากาศ ขสมก. ภายใต้การดูแลของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด การวิจัยในครั้งนี้ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพหม้อน้ำของรถโดยสารปรับอากาศ 2 แบบ ที่มีพื้นที่ผิวของการถ่ายเทความร้อนที่แตกต่างกัน โดยแบบที่ 1 เป็นหม้อน้ำแบบหลอดมีครีบเป็นแผ่นลูกฟูก แและแบบที่2 เป็นหม้อน้ำแบบหลอดมีครีบเป็นแผ่นตรง โดยทดสอบในขณะที่รถจอดนิ่งไม่มีภาระ ที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์ 2,000 rpm ปรากฎผลการทดสอบดังนี้ หม้อน้ำแบบที่1 มีอุณหภูมิน้ำทางเข้าเฉลี่ย 84.25 ๐C อุณหภูมิน้ำทางออกเฉลี่ย 76.40 ๐C อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยก่อนผ่านหม้อน้ำ 39.87 ๐C อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยหลังผ่านหม้อน้ำ 43.54 ๐C และหม้อน้ำแบบที่2 มีอุณหภูมิน้ำทางเข้าเฉลี่ย 85.20 ๐C อุณหภูมิน้ำทางออกเฉลี่ย 75.00 ๐C อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยก่อนผ่านหม้อน้ำ 37.85 ๐C อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยหลังผ่านหม้อน้ำ 41.00 ๐C จากผลการทดสอบเมื่อนำมาวิเคราะห์ได้ผลดังนี้ หม้อน้ำแบบที่1 มีค่าปริมาณความร้อนที่สามารถถ่ายเทได้ของน้ำหล่อเย็น 100.85 kW ค่าปริมาณความร้อนที่อากาศหล่อเย็นได้รับ 7.86 kW ค่าปริมาณความร้อนที่ถ่ายเทได้ 124.98 kW ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน 149.68 W/m2๐C และหม้อน้ำแบบที่2 มีค่าปริมาณความร้อนที่สามารถถ่ายเทได้ของน้ำหล่อเย็น 130.99 kW ค่าปริมาณความร้อนที่อากาศหล่อเย็นได้รับ 10.19 kW ค่าปริมาณความร้อนที่ถ่ายเทได้ 152.15 kW ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน 165.88 W/m2๐C จากผลการวิจัยพบว่าเมื่อพื้นที่ผิวของหม้อน้ำเพิ่มขึ้น มีผลทำให้ประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนเพิ่มขึ้น ดังนั้นหม้อน้ำแบบที่2 จึงมีประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนสูงกว่าหม้อน้ำแบบที่1 ทำให้รถโดยสารปรับอากาศที่ติดตั้งหม้อน้ำแบบที่2 ไม่เกิดปัญหาเบรกดาวน์อันเนื่องมาจากความร้อนในช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค. 2553
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101-title.pdf ( 0.15 MB)
202-abstract th.pdf ( 0.11 MB)
303-abstract eng.pdf ( 0.15 MB)
404-ackhowledge.pdf ( 0.09 MB)
505-content.pdf ( 0.33 MB)
606-chapter 1.pdf ( 0.45 MB)
707-chapter 2.pdf ( 5.14 MB)
808-chapter 3.pdf ( 0.69 MB)
909-chapter 4.pdf ( 0.79 MB)
1010-chapter 5.pdf ( 0.33 MB)
1111-bibliograph.pdf ( 3.57 MB)
1212-appx 1.pdf ( 0.25 MB)
1313-appx 2.pdf ( 0.39 MB)
1414-appx 3.pdf ( 0.65 MB)
1515-appx 4.pdf ( 0.44 MB)
1616-biodata.pdf ( 0.14 MB)
2
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษกิจที่มีผลกระทบต่อธุรกิจตรวจสอบบัญชี ในเขตกรุงเทพมหานคร
Study of an Economic Changes affecting the Audit Firm in the areas of Bangkok
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : สุภนา ประภามงคล
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อธุรกิจตรวจสอบบัญชี ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เพื่อศึกษาถึงคุณลักษณะของผู้สอบบัญชีในธุรกิจตรวจสอบบัญชี สถานภาพทางเศรษฐกิจของธุรกิจตรวจสอบบัญชี ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อธุรกิจตรวจสอบบัญชี ตลอดจนคุณลักษณะของบัณฑิตที่ธุรกิจตรวจสอบบัญชีต้องการ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) จากการออกแบบสอบถาม (Questionnaire) ถามกลุ่มตัวอย่างธุรกิจตรวจสอบบัญชีในกรุงเทพฯ จำนวน 300 ราย และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ซึ่งเป็นตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจเชิงอนุกรมเวลา (Time Series) รายปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539-2550 จากรายงานภาวะเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) โดยสถิตที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจเชิงพหุ (R2) ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจเชิงพหุที่ปรับปรุงแล้ว (Adj R2) ค่าสถิติ t (t-test) และค่าสถิติ F (F-test) ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาคุณลักษณะของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและผู้สอบบัญชีภาษีอากรในธุรกิจตรวจสอบบัญชี ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้สอบบัญชีฯ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 57.0 มีอายุโดยเฉลี่ย 45 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 53.3 มีรายได้โดยเฉลี่ย 111,400 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์ทำงานในสำนักงานสอบบัญชีอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 71.0 โดยมีระยะเวลาทำงานโดยเฉลี่ย 9 ปี 4 เดือน มีประสบการณ์ในการทำงานด้านรับทำบัญชีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 84.1 ส่วนใหญ่มีความรู้ความสามารถในด้านคอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 75.7 มีจำนวนชั่วโมที่เข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีโดยเฉลี่ย 48.5 ชั่วโมงต่อปี ส่วนใหญ่มีความต้องการในการฝึกอบรมเพิ่มเติมในด้านกฎหมายมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 67.3 2. การศึกษาสถานภาพทางเศรษฐกิจของธุรกิจตรวจสอบบัญชี ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ด้านผลประกอบการและรายได้ มีอัตราการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการกำไรสุทธิและรายได้รวมลดลง ด้านจำนวนลูกค้า มีจำนวนลูกค้าที่ลงชื่อรับรองงบการเงินเพิ่มขึ้น ในขณะที่จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ลดลง ด้านภาวะทางการเงิน มีจำนวนสถาบันการเงินที่กู้ยืมโดยเฉลี่ย 2 แห่ง มีจำนวนเงินที่กู้ยืมเพิ่มขึ้น มีจำนวนสถาบันการเงินที่ต้องชำระคืนหนี้สินภายใน 1 ปี และภายใน 1-5 ปี เพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนหนี้สิ้นระยะสั้นที่ต้องชำระคืนภายใน 1 ปี ลดลง ในขณะที่มีจำนวนหนี้สินระยะยาวที่ต้องชำระคืน 1-5 ปี เพิ่มขึ้น ด้านอัตราค่าบริการ มีการปรับเพิ่มค่าบริการในอัตราคงที่ร้อยละ 7.0 แต่มีการปรับลดค่าบริการมากกว่าอยู่ที่ร้อยละ 11.0 ด้านประสบการณ์สอบบัญชี ธุรกิจมีระยะเวลาการดำเนินงานโดยเฉลี่ย 12 ปี ด้านการขยายการลงทุน มีการปรับลดจำนวนลูกค้าและจำนวนเงินในการขยายการลงทุนลงอย่างต่อเนื่อง ด้านจำนวนผู้สอบบัญชี มีการว่าจ้างผู้สอบบัญชีโดยเฉลี่ยแห่งละ 3 คน โดยมีการว่าจ้างผู้ช่วยผู้สอบบัญชีเพิ่มขึ้น และมีการปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสำหรับพนักงานบัญชีเป็น 11,000 บาท ในปี พ.ศ. 2551 3. การศึกษาคุณลักษณะของบัณฑิตที่ธุรกิจตรวจสอบบัญชี ในเขตกรุงเทพมหานครต้องการ พบว่า คณลักษณะของบัณฑิตที่ธุรกิจตรวจสอบบัญชีในเขตกรุงเทพมหานครต้องการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (3.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ธุรกิจต้องการบัณฑิตที่มีความรับผิดชอบหน้าที่การงานและความซื้อสัตย์มากที่สุด (4.73) รองลงมาคือ บัณฑิตที่มีคุณธรรมและจริยธรรม (4.68) บัณฑิตที่จบสาขาการบัญชีที่มีวุฒิบัญชีบัณฑิต (4.38) ตามลำดับ และต้องการบัณฑิตที่จบสาขาการตลาดที่มีวุฒิบริหารธุรกิจบัณฑิต (1.75) ในระดับน้อยที่สุด 4. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อธุรกิจตรวจสอบบัญชี พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศและอัตราการว่างงาน มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราการเปลี่ยนแปลงรายได้หลักของธุรกิจตรวจสอบบัญชี ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับอัตราการเปลี่ยนแปลงรายได้หลักของธุรกิจตรวจสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และอัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราการเปลี่ยนแปลงรายได้หลักของธุรกิจตรวจสอบบัญชี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของธุรกิจตรวจสอบบัญชี ดังนั้น ธุรกิจจึงควรมีการติดตามและวิเคาะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการตรวจสอบบัญชี ตลอดจนการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ เพื่สามารถรองรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิผล
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101-title.pdf ( 0.07 MB)
202-abstract th.pdf ( 0.13 MB)
303-abstract eng.pdf ( 0.08 MB)
404-ackhowledge.pdf ( 0.06 MB)
505-content.pdf ( 0.18 MB)
606-chapter 1.pdf ( 3.72 MB)
707-chapter 2.pdf ( 4.65 MB)
808-chapter 3.pdf ( 3.83 MB)
909-chapter 4.pdf ( 0.39 MB)
1010-chapter 5.pdf ( 0.25 MB)
1111-bibliography.pdf ( 3.59 MB)
1212-appx a-questionnaire.pdf ( 0.25 MB)
1313-appx b[1]...pdf ( 5.92 MB)
1414-biodata.pdf ( 0.06 MB)
3
การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมก่อน และ หลังการเรียนการสอนธรรมศึกษาชั้นตรี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กรุงเทพมหานคร
A Comparative Study of pre and post Behaviors towards learning and Teaching the Dharma in the first grade for the undergraduates, Siam Thechnology College, Bangkok.
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : ลยาณี เดชปรีชา, กิจสดายุทต์ สังข์ทอง, นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมก่อนและหลักการเรียนการสอนธรรมศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาที่เรียนธรรมศึกษาชั้นตรีจำนวนทั้งสิ้น 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามชนิดเลือกตอบ (Multiple Choices) ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ก่อนและหลังการเรียนธรรมศึกษาชั้นตรี ในด้านความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความสามัคคี ความอุตสาหะวิริยะ ความยุติธรรม การมีสัมมาคารวะ และ กตัญญูกตเวทีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. เปรียบเทียบพฤติกรรมทางด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษา ระดับปริญญาตรีที่เรียนธรรมศึกษาชั้นตรี จำแนกตาม อายุ คณะที่ศึกษา และภูมิลำเนาโดยภาพพบว่า 2.1 เพศ นักศึกษาเพศและเพศหญิง มีพฤติกรรมทางด้านคุณธรรมจริยธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2 คณะที่ศึกษา นักศึกษาทีเรียนคณะต่างกันมีพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.3 ระดับอายุและภูมิลำเนาของนักศึกษา ไม่มีผลต่อพฤติกรรมทางด้านคุณธรรมจริยธรรม
4
การศึกษาการใช้บริการสำนักงานหอสมุดวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามของบุคคลากรและนักศึกษา
Studies Using Library Services ot Siam Technoeogy College's Personnel and Student
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : นุกูลรัตน์ ลวงสายทอง
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
การวิจัยในเครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาในการใช้บริการสำนักงานหอสมุด วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น อาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา จำนวน 300 ชุด และได้กลับคืนจำนวน 300 ชุด (ร้อยละ 100.00) สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด จำนวน 51 คน (ร้อยละ 17.00) เข้ามาใช้บริการมากกว่าสัปดาห์ จำนวน 151 คน (ร้อยละ 50.33) โดยเข้ามาใช้บริการเฉพาะเวลาที่ต้องการค้นคว้า จำนวน 149 คน (ร้อยละ 24.90) วิธีใช้ห้องสมุดด้วยตนเอง จำนวน 208 (ร้อยละ 29.40) ค้นเรื่องที่ต้องการจากชั้นหนังสือ จำนวน 186 คน (ร้อยละ 41.10) จุดมุ่งหมายในการใช้ห้องสมุด เพื่อใช้บริการยืม-คืน จำนวน 256 คน (ร้อยละ 24.40) เพื่อทำรายงาน จำนวน 112 คน (ร้อยละ 37.33) สิ่งพิมพ์ที่ให้ประโยชน์ คือ หนังสือภาษาไทย จำนวน 183 คน (ร้อยละ 61.00) ภาษาของสิ่งพิมพ์ที่ใช้เป็นภาษาไทย จำนวน 215 คน (ร้อยละ 71.67) สำหรับปัญหาการใช้ห้องสมุดประสบปัญหาระดับปานกลาง คือ หนังสือภาษาอังกฤษมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการปัญหา (ค่าเฉลี่ย 3.20) ปัญหาในการใช้หนังสืออ้างอิงประสบปัญหา คือ รายงานการวิจัยมีไม่เพียงพอกับความต้องการ (ค่าเฉลี่ย 4.04) ปัญหาในการใช้วารสารประสบปัญหา คือ ปัญหาวารสารฉบับใหม่จัดบริการล่าช้า (ค่าเฉลี่ย 3.36) และประสบปัญหาในการใช้เครื่องมือช่วยค้นระดับมากที่สุด คือ ปัญหาคอมพิวเตอร์มีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการ (ค่าเฉลี่ย 4.51) สำหรับปัญหาบุคลากรผู้ให้บริการโดยภาพรวมประสบปัญหาระดับน้อย คือ ไม่ได้รับความร่วมมือในการขอคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้บริการห้องสมุดจากเจ้าหน้าที่ และบรรณารักษ์ (ค่าเฉลี่ย 2.45) ความพึงพอใจต่อบริการโดยรวมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.09) โดยเฉพาะบริการยืม-คืนส่วนด้านบุคลากรผู้ให้บริการยืม-คืนระดับความพึงพอใจต่อความกระตือรือร้นในการให้บริการในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.08) และด้านบุคคลากรฝ่ายวารสาร ระดับความพึงพอใจต่อความกระตือรือร้นในการให้บริการระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.03)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
105-chapter 1.pdf ( 0.31 MB)
206-chapter 2.pdf ( 0.33 MB)
307-chapter 3.pdf ( 0.43 MB)
408-chapter 4.pdf ( 0.35 MB)
509-chapter 5.pdf ( 0.21 MB)
5
การศึกษา จริยธรรม ความเกรงใจ และความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ที่มีพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและ การยอมรับ
A Study of Morals, Moderateness, and Self-pride of Students in Institutions of Education Who Have Their Refusal and Acceptance Behaviors
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : เกรียงศักดิ์ ราชโคตร์
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม การศึกษาล้วนแต่มีกลไกที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ถ้านักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาขาดความเข้าใจและไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานได้จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศอย่างมาก การพัฒนาการศึกษาจึงถือเป็นเรื่องสำคัญและถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาศักยภาพของคนให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเรื่องการศึกษาเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับประเทศ ถ้าการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพจะกลายเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้มากมายตามมาในอนาคต ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษา เรื่อง จริยธรรม ความเกรงใจ และความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่มีพฤติกรรมการเชิงปฏิเสธและการยอมรับศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและการยอมรับของนักศึกษา ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเกรงใจและความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษากับพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและการยอมรับของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 120 คน การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ได้สร้างขึ้นจำนวน 5 ตอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบค่าที (t-test) และการทอดสบค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. การศึกษาเปรียบเทียบลักษณะทางชีวสังคมของนักศึกษามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและ การยอมรับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการศึกษาของบิดาและมารดามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการปฏิบัติงานของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษากับพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและการยอมรับ พบว่า จริยธรรมของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษากับพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและการยอมรับมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ศึกษาความเกรงใจและความภาคภูมิใจในตนเองมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและการยอมรับ พบว่า ความเกรงใจ และความภาคภูมิใจในตนเองมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและการยอมรับมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จะเห็นได้ว่าลักษณะทางชีวสังคมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเชิงปฏิเสธและการยอมรับ ดังนั้นจริยธรรม ความเกรงใจ และความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษามีความสัมพันธ์กับจริยธรรม ความเกรงใจ และความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษาที่พฤติกรรมการยอมรับด้วย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101-title.pdf ( 0.15 MB)
202-abstract th.pdf ( 0.21 MB)
303-abstract eng.pdf ( 0.19 MB)
404-ackhowledge.pdf ( 0.15 MB)
505-content.pdf ( 0.30 MB)
606-chapter 1.pdf ( 0.56 MB)
707-chapter 2.pdf ( 0.80 MB)
808-chapter 3.pdf ( 0.69 MB)
909-chapter 4.pdf ( 0.82 MB)
1010-chapter 5.pdf ( 0.66 MB)
1111-bibliograph.pdf ( 0.37 MB)
1212-appx.pdf ( 6.73 MB)
1313-biodata.pdf ( 0.33 MB)
6
การศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการใช้ความรุนแรงในครอบครัวของชุมชนแขวงวัดท่าพระ
Study Factor of Violence in the family With in Thapra Sub-District
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ความรุนแรงในครอบครัว เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว และถือว่าเป็นอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงในครอบครัวเมื่อเกิดขึ้นแล้วมิได้มีผลกระทบต่อบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง และในบางครั้งยังส่งผลกระทบต่อสังคม อันเนื่องมาจากการห่างเหินศีลธรรม การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวและชุมชน ทางด้านร่างกาย และจิตใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้แบบสอบถาม โดยมีกรอบแนวคิด ทฤษฎีและกฎหมายโดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างผู้นำครอบครัวในแขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 500 ครอบครัว การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ไคสแควร์และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยทดสอบสมมติฐานได้กำหนดค่าเฉลี่ยที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมความรุนแรงต่างๆ มีเพียง 3 ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงทางร่างกาย ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ของครอบครัว ระยะเวลาในการสมรส จำนวนบุตรและความสัมพันธ์ของครอบครัว ส่วนตัวแปรอื่นๆ ไม่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101-title.pdf ( 0.29 MB)
202-abstract th.pdf ( 0.12 MB)
303-abstract eng.pdf ( 0.11 MB)
404-ackhowledge.pdf ( 0.11 MB)
505-content.pdf ( 0.16 MB)
606-chapter 1.pdf ( 0.33 MB)
707-chapter 2.pdf ( 0.89 MB)
808-chapter 3.pdf ( 0.29 MB)
909-chapter 4.pdf ( 0.89 MB)
1010-chapter 5.pdf ( 0.30 MB)
1111-bibliograph.pdf ( 0.26 MB)
1212-appx.pdf ( 0.43 MB)
1313-biodata.pdf ( 0.34 MB)
1411-bibliograph.pdf ( 0.26 MB)

Search within results