Search Result 4 Found

  • Filters
 
1
ความพึงพอใจที่มีต่อการเข้าร่วมอบรมโครงการเชิงปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
Satisfaction toward Participation on Computer Workshop of High School Students
บทความ/Article 2556
โดย : ปิยะวัฒน์ ทองแก้ว
สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเข้าอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลประกอบด้วยเพศ สถานภาพ สมรส ระดับการศึกษาและอายุโดยเปรียบเทียบระหว่างความคาดหวังของผู้เข้าร่วมอบรมก่อนการอบรมและผลการรับรู้จริงหลังจากที่ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับการอบรม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่างใช้ทดสอบค่าทีการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวแปร 2 กลุ่ม การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความแตกต่างเป็นรายคู่โดยใช้วิธีความแตต่างอย่างมีนัยสำคัญน้อยที่สุดและการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์ของเพียร์สัน และการทดสอบสมมติฐานสามารถสรุปได้ ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย สถานภาพโสด อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 ปี การศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ตามลำดับระดับการคาดหวังต่อการอบรมในภาพรวมพบว่ามีระดับการคาดหวังต่อการอบรมในด้านต่าง ๆ โดยรวมในระดับมากและระดับการรับรู้ต่อการอบรมในภาพรวมของผู้เข้าร่วมอบรมมีระดับการรับรู้ต่อการอบรมในด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการบริการ ซึ่งอยู่ในระดับมากเช่นกัน แต่มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากกว่าด้านอื่น ๆ ในการทดสอบสมมตุฐานเพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลนั้น พบว่า เพศที่ต่างกันมีผลต่อการรับรู้ต่อการอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่ในทางกลับกัน ปัจจัยด้านอายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันนั้นไม่มีผลต่อการรับรู้ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ด้านการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการคาดหวังและการรับรู้ต่อการอบรมพบว่า ผู้เข้าอบรมมีการคดหวังต่อการอบรมแตกต่างกับการรับรู้จากการอบรมที่ได้รับจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 การรับรู้จากการอบรมที่ได้รับจริงมีความสัมพันธ์กับความคิดเห็นต่อหลักสูตรภายหลังการอบรมโดยรวมซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ควมพึงพอใจที่มีต่อการเข้าอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์....pdf ( 0.52 MB)
2
ควมพึงพอใจที่มีต่อการเข้าอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
Satisfaction toward participation on computer workshop of high school students
บทความ/Article 2015
โดย : ปิยะวัฒน์ ทองแก้ว
สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเข้าอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลประกอบด้วยเพศ สถานภาพ สมรส ระดับการศึกษาและอายุ โดยเปรียบเทียบระหว่างความคาดหวังของผู้เข้าอบรมก่อนการอบรมและผลการรับรู้จริงหลังจากที่ผู้เข้าอบรมได้รับการอบรม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่างใช้ทดสอบค่าทีการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวแปร 2 กลุ่ม การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความแตกต่างเป็นรายคู่โดยใช้วิธีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญน้อยที่สุดและการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทะิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการทดสอบสมมติฐานสามารถสรุปได้ ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย สถานภาพโสด อายุน้อยกว่าหรือเทียบเท่ากับ 30 แี การศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ตามลำดับระดับการคาดหวังต่อการอบรมในด้านต่างๆ โดยรวมในระดับมากและระดับการรับรู้ต่อการอบรมในภาพรวมของผู้เข้าอบรมมีระดับการรับรู้ต่อการอบรมในด้านต่างๆ อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการบริหาร ซึ่งอยู่ในระดับมากเช่นกัน แต่มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากกว่าด้านอื่นๆ ในการทดสอบสมมติฐานเพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลนั้น พบว่า เพศ ที่ต่างกันมีผลต่อการรับรู้ต่อการอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่ในทางกลับกันปัจจัยด้านอายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันนั้นไม่มีผลต่อการรับรู้ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ด้านการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการคาดหวังและการรับรู้ต่อการอบรมพบว่า ผู้เข้าอบรมมีการคาดหวังต่อการอบรมแตกต่างกับการรับรู้จากการอบรมที่ได้รับจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 การรับรู้จากการอบรมที่ได้รับจริงมีความสัมพันธ์กับความคิดเห็นต่อหลักสูตรภายหลังการอบรมโดยรวมซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1งานวิจัย 43.pdf ( 5.02 MB)
3
การสอบเทียบเครื่องมือวัดความดันแบบท่อบูร์ดอง
Pressure Gauge Calibration
บทความ/Article 2554
โดย : ชัชวาล พรพัฒน์กุล
สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
การสอบเทียบเกจวัดความดันที่นำเสนอในบทความนี้เป็นการสอบเทียบเกจวัดความดันแบบใช้อากาศเป็นตัวกลาง โดยใช้เกจวัดความดันมาตรฐานเป็นเครื่องมือสอบเทียบในระดับที่เรียกว่า working standard ที่ใช้งานกันอยู่ทั่วไปในโรงงานอุตสาหกรรม โดยใช้แนวทางการสอบเทียบของ DKD-R 6-1 ซึ่งค่าความคลาดเคลื่อนของเกจวัดความดันนั้นจะต้องมีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินค่าความถูกต้องที่กำหนดมาจากโรงงานผู้ผลิตตลอดย่านการวัด (±0.5% of span) เมื่อศึกษาแหล่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น จำนวนอย่างน้อย 7 ตัวแปร พบว่า มีตัวแปรที่มีผลกระทบกับความไม่แน่นอนขยายอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ค่าความไม่แน่นอนของเครื่องมือสอบเทียบมาตรฐาน (Us) ค่าความไม่แน่นอนของความละเอียดในการอ่านค่าของเกจวัดความดัน UUC (Ures) และค่าความไม่แน่นอนของ hysteresis (Uhys) นอกจากนี้ยังพบว่า ค่าความไม่แน่นอนที่ไม่มีผลกระทบต่อความไม่แน่นอนขยาย ซึ่งสามารถนำไปอ้างอิงและตัดทิ้งได้เมื่อนำไปปฏิบัติงานจริงในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ค่าความไม่แน่นอนของค่าแรงโน้มถ่วงของโลก (Ugh) ค่าความไม่แน่นอนของการวัดค่าความแตกต่างของระดับความสูงระหว่าง STD กับ UUC (Uh) ค่าความไม่แน่นอนของจุดศูนย์ (Uzero) และค่าความไม่แน่นอนของการวัดซ้ำค่าเดิม (Ua) จากผลการทดลองพบว่า UUC ที่ใช้ในการทดลองยังมีค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุดตลอดย่านการวัด = +0.0037kg/cm2 (maximum error) ที่ตำแหน่ง 0.5 kg/cm2 ซึ่งยังคงอยู่ในขอบเขตของค่าความถูกต้อง (accuracy) ที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดมาคือ ±0.5% of span = ± 0.02 kg/cm2 และเมื่อรวมค่าความคลาดเคลื่อนดังกล่าวเข้ากับค่าความไม่แน่นอนขยาย (Uexp) = ± 0.0132 kg/cm2 ก็ยังคงได้ค่าที่อยู่ในขอบเขตของค่าความถูกต้องของบริษัทผู้ผลิต และสามารถออกใบรับรองการสอบเทียบของ UUC เพื่อนำไปใช้งาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1การสอบเทียบเครื่องมือวัดความดัน....pdf ( 0.95 MB)
4
บัลลาสต์ปรับแรงดันอัต
Automatic adjusted voltage
บทความ/Article 2556
โดย : ะสิทธิ์ นางทิน, พิษณุ ศรีธงชัย
สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
บัลลาสต์ถูกสร้างมาจากขดลวดพันบนแกนเหล็กจึงมีค่าสูญเสีย 6-13 วัตต์ และมีการสร้างบัลลาสต์แกนเหล็กสูญเสียต่พขึ้นมาจากแกนเหล็กคุณภาพดีแต่ราราก็สูงขึ้นตามและยังมีค่าสูญ 4-6 วัตต์ จึงยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก (1) ต่อมาได้มีการสร้างบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาเพื่อทดแทนบัลลาสต์แกนเหล็กอาศัยการทำงานโดยใช้ความถี่สูงเพื่อลดขนาดค่าความเหนี่ยวนำลงแต่บัลลาสต์อิเล็กทรอินิกส์ยังมีปัญหาเรื่องฮามอนิกส์และเกิดค่าสูญเสียจากวงจรคอนเวอร์เดอร์ 2-4 วัตต์ ไม่ทนต่อสภากแวดล้อมและอายุการใช้งานสั้นเมื่อเทียบกับบัลลาสต์แกนเหล็ก [2] ด้วยคุณสมบัติที่ดีเรื่องความทนทานขงบัลลาสต์แกนเหล็กและออกแบบใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทที่ความถี่ต่ำในวงจรควบคุมเพื่อลดปัญหาเรื่องฮามอนิกส์ให้น้อยลงเมื่อเทียบกับบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีในปัจจุบันงานวิจัยนี้จึงทำหารศึกษาหลอดฟลูออเรสเซนต์ 1x 36 วัตต์ เมื่อหลอดจุดติดด้วยบัลลาสต์แกนเหล็กเติมแล้วเกิดกระแสไหลในวงจรผ่านตัวต้านทานเซ็นเซอร์ เมื่อชุดควบคุมได้รับสัญญาณจากตัวต้านทานเซ็นเซอร์จะทำการต่อวงจรแรงดันไฟฟ้า เมื่อชุดควบคุมได้รับสัญญาณจากตัวต้านทานเซ็นเซอร์จะทำการต่อวงจรแรงดันไฟฟ้าประมาณ 143 โวลล์ ผ่านอิมพีแดนซ์ตัวใหม่ที่มีค่าควมเหนี่ยวนำเล้กลงประมาณ 0.333 เฮนรี่ และตัดวงจรแรงดันไฟฟ้า 220 โวล์ทเดิมและวงจรบัลลาสต์เดิมออก จากนั้นหลอดฟลูออเรสเซ็นต์จะได้รับกระแสไฟฟ้าผ่านตัวเหนี่ยวนำตัวใหม่ (0.333 เฮนรี่) ผลการทดลองทำให้ลดค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียลงได้ 2 วัตต์ จากเดิม 10 วัตต์ เหลือ 8 วัตต์ และค่าฮามอนิกส์ลดลงเมื่อเทียบกับบัลลาสต์อิเล้กทรอนิกส์จาก THD(1) 61 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ THD(1) 34.2 เปอร์เซ็นต์ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยต้นแบบจึงทำให้ราคาต้นทุนการสร้างยังสูงเนื่องจากไม่ได้ผลิตในรูปแบบเชิงพานิชย์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บัลลาสต์ปรับแรงดันอัตโนมัติ.pdf ( 1.76 MB)

Search within results